- หน้าแรก
- พลังลำดับฝ่าวันสิ้นโลก
- บทที่ 28 เสบียงอุดมสมบูรณ์
บทที่ 28 เสบียงอุดมสมบูรณ์
บทที่ 28 เสบียงอุดมสมบูรณ์
เสบียงที่เก็บไว้ในห้องใต้ดินหรือห้องเก็บของใต้ดินนั้นมากมายมหาศาลเกินกว่าที่ทุกคนคาดคิด
เฉินเยี่ยเดาว่าผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านฉางโซ่วน่าจะรู้ตัวว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล จึงได้สะสมเสบียงไว้ในห้องใต้ดินที่บ้าน
ตามคำบอกเล่าของคนที่ลงไปข้างล่าง ในห้องใต้ดินไม่ได้มีแค่มันฝรั่งและมันเทศ แต่ข้างในยังมีอาหารกระป๋อง ข้าวสาร และแป้งสาลีอีกจำนวนมาก
ตอนนี้เฉินเยี่ยถึงเพิ่งตระหนักว่า วิทยุแอบฟังของหัวหน้าฉู่เป็นของล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง
ถ้าไม่มีข้อมูลจากวิทยุแอบฟัง
การจะหาเสบียงมากมายขนาดนี้ โดยใช้เวลาไม่ถึงวันสองวันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
เสียงโห่ร้องด้วยความดีใจดังลอดออกมาจากห้องใต้ดินเป็นระยะ
"ป้าจ้าว รีบขึ้นมาเถอะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวไม่ทันเวลา"
เด็กหนุ่มสวมแว่นตะโกนเรียกยายแก่ที่ยังก้มหน้าก้มตาโกยมันฝรั่งอยู่ในห้องใต้ดินผ่านปากหลุมอย่างร้อนรน
เฉินเยี่ยถึงเพิ่งรู้ว่ายายแก่คู่กรณีของเขาแซ่จ้าว
"เสี่ยวฟู่ รอฉันแป๊บนึง อุตส่าห์หาเสบียงเจอเยอะแยะขนาดนี้ ถ้าไม่โกยไปเยอะๆ เสียดายแย่!"
เสียงยายแก่ดังตอบกลับมาจากห้องใต้ดิน
เด็กหนุ่มสวมแว่นถือท่อเหล็กน่าจะอายุราวๆ ยี่สิบปี ดูเหมือนยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย แววตายังมีความใสซื่อแบบนักศึกษา
คนที่เจอห้องใต้ดินนี้ก็คือเด็กหนุ่มนักศึกษาแซ่ฟู่คนนี้นี่เอง
ตอนนี้สองยายหลานคู่นี้กลายเป็นที่รังเกียจของคนทั้งขบวนรถ มีแต่พ่อหนุ่มนักศึกษาคนนี้ที่ยังยอมคุยด้วย
ผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ ทยอยปีนขึ้นมาจากห้องใต้ดินกันหมดแล้ว
ตอนออกมาจากร้านชำ เป้ของหลายคนใส่ของได้แค่ครึ่งเดียว แต่ตอนนี้เป้ของทุกคนตุงจนแทบปริ ใบหน้าเปื้อนยิ้มด้วยความพึงพอใจ
หลายคนถึงขนาดยอมเทขนมที่ได้จากร้านชำทิ้ง เพื่อเอาที่ว่างไปใส่มันฝรั่ง มันเทศ ข้าวสาร และแป้งสาลีแทน
เพราะเมื่อเทียบกับมันฝรั่งทอดและขนมรสเผ็ด เสบียงจากบ้านผู้ใหญ่บ้านทำให้อิ่มท้องได้นานกว่า เหมาะกับการเอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลกมากกว่า
บางคนถึงกับถอดเสื้อตัวนอกออกมาห่อเสบียงแล้วอุ้มไว้แนบอก
เป้ยักษ์บนหลังเถี่ยซือตอนนี้อัดแน่นจนล้น
เถี่ยซือแบกเป้ใบยักษ์นี้ราวกับแบกภูเขาลูกย่อมๆ ไว้บนหลัง เห็นแล้วอดทึ่งไม่ได้
เป้แบบนี้ คงมีแต่ยักษ์ใหญ่อย่างเถี่ยซือเท่านั้นแหละที่แบกไหว
เจ้านี่ไม่ได้มีแค่เป้ยักษ์บนหลัง ในอ้อมแขนยังมีห่อผ้าขนาดใหญ่อีกหลายห่อ ดูท่าข้างในคงมีเสบียงไม่น้อยเช่นกัน
แม้แต่สองพี่น้องโจวหลานและโจวเสี่ยวเสี่ยวก็ขนเสบียงมาเต็มพิกัด
โจวหลานสะพายเป้ทั้งหน้าและหลัง มือยังหิ้วถุงอีกใบ
เสบียงบนตัวโจวเสี่ยวเสี่ยวก็ไม่ได้น้อยหน้าพี่สาวเลย
ใบหน้าของทุกคนเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม
กลับกัน นาน่าและเฉินเยี่ยเป็นสองคนที่มีเสบียงติดตัวน้อยที่สุด
"สายแล้ว รีบไปจากที่นี่กันเถอะ!"
เฉินเยี่ยเร่ง
นาน่าก้มดูนาฬิกาข้อมือ สีหน้าเริ่มเคร่งเครียด
"อีกสี่สิบนาทีจะสี่โมงเย็น เราต้องออกจากหมู่บ้านภายในสี่สิบนาทีนี้!"
"ไป!"
ทุกคนรีบเร่งฝีเท้าออกจากบ้านผู้ใหญ่บ้าน
มีเพียงเฉินเยี่ยที่กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง
การเดินทางครั้งนี้มันราบรื่นเกินไป
ความราบรื่นแบบนี้ทำให้เฉินเยี่ยสังหรณ์ใจไม่ดี รู้สึกเหมือนมีหายนะรออยู่ข้างหน้า
"พวก... พวกแกรอฉันด้วยสิ!"
ยายแก่ในห้องใต้ดินเหมือนจะได้ยินว่าทุกคนกำลังจะไปแล้ว จึงตะโกนเรียกด้วยน้ำเสียงร้อนรน
นอกจากเสี่ยวฟู่พ่อหนุ่มนักศึกษา ไม่มีใครสนใจยายแก่คนนี้เลย หลายคนถึงกับแอบสมน้ำหน้าด้วยซ้ำ
คงเพราะคนเลวตายยากกระมัง
สุดท้ายยายแก่ก็ปีนขึ้นมาจากห้องใต้ดินได้ด้วยความช่วยเหลือของพ่อหนุ่มนักศึกษาใจดี
พอเฉินเยี่ยเห็นสภาพการขนเสบียงของยายแก่ ก็ถึงกับอึ้งไปเลย
ยายแก่ขนเสบียงมาเต็มอัตราศึก
ไม่นับเป้ใบใหญ่บนหลัง สองมือยังหิ้วห่อผ้าใบโต ที่คอยังแขวนห่อผ้าอีกห่อหนึ่ง
เทียบกับผู้รอดชีวิตคนอื่น ยายแก่คนนี้รวบรวมเสบียงได้มากที่สุด
พอเห็นคนอื่นมองมา ยายแก่ก็ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ
อย่าคิดว่าคนแก่จะไม่มีแรงนะ
เมื่อเทียบกับพวกหนุ่มสาววัยทำงานที่โดนระบบ 996 สูบเลือดสูบเนื้อ พลังงานของคนแก่พวกนี้เรียกได้ว่าเหลือเฟือ
ไม่เชื่อลองไปดูมหกรรมแย่งไข่ไก่ลดราคาในห้าง หรือตามสถานที่ท่องเที่ยวดูสิ
แต่ในสถานการณ์แบบนี้ การแบกของพะรุงพะรังขนาดนี้ ไม่ต่างอะไรกับการหาที่ตาย
เฉินเยี่ยไม่สนใจยายแก่ กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง
หุ่นเชิดเฒ่าหลังค่อมเมื่อกี้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
"ไปกันเถอะ!"
แม่นางเซียนกระบี่นาน่าถือกระบี่เดินนำหน้า
ตามด้วยยักษ์ใหญ่เถี่ยซือ
แต่เพราะเป้ของเถี่ยซือใหญ่เกินไป ตอนออกจากประตูเลยทุลักทุเลหน่อย
สุดท้ายต้องพังประตูบ้านผู้ใหญ่บ้านถึงจะเอาเป้ออกมาได้
บรรยากาศในลานบ้านไม่ต่างจากตอนขามา
รถเก๋งหรูสีดำจอดนิ่งสนิท
เฉินเยี่ยอยากเอารถคันนี้ออกไปเหมือนกัน ถ้าเอาออกไปได้ คงมีอะไหล่ดีๆ ไว้โมดิฟายด์รถสามล้อของเขาเพียบ
แต่ด้วยขีดจำกัดตอนนี้ คงต้องรอโอกาสหน้า
ทุกคนเดินย้อนกลับทางเดิม
ท้องฟ้ายังคงมัวหมอง
ดวงอาทิตย์สีเทาลอยเด่นอยู่เหนือหมู่บ้าน
ไม่มีใครพูดอะไร แต่บรรยากาศดีกว่าขามาเยอะ
มีแต่นาน่าที่เดินไปดูนาฬิกาไปตลอดทาง
ในใจแม่นางเซียนกระบี่มีความรู้สึกไม่ต่างจากเฉินเยี่ย คือรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย
ปกติการหาเสบียงแต่ละครั้งต้องเสี่ยงตายแทบเอาชีวิตไม่รอด
แต่ครั้งนี้กลับราบรื่นผิดปกติ
"ไม่ถูก!"
ทันใดนั้น เรียวขายาวก็ชะงักกึก
เถี่ยซือเบรกตัวโก่ง เป้ยักษ์บนหลังทำเอาเซเกือบล้ม ดีที่พละกำลังมหาศาลช่วยพยุงตัวไว้ได้
เฉินเยี่ยยกหน้าไม้ขึ้นทันควัน
"เกิดอะไรขึ้น?"
"ทางเส้นนี้ เราเดินผ่านไปแล้ว!"
เด็กสาวชี้ไปที่บ้านชาวบ้านประตูเปิดอ้าหลังหนึ่งข้างทาง
บ้านหลังนี้คุ้นตามาก ก่อนหน้านี้มีคนเข้าไปแล้วไม่ได้กลับออกมา
ผู้รอดชีวิตมองหน้ากันเลิ่กลั่ก พูดอะไรไม่ออก
เฉินเยี่ยจุดบุหรี่สูบ แสงไฟวูบวาบส่องกระทบดวงตา
ขมวดคิ้วสำรวจสภาพแวดล้อมตรงหน้า
ถึงเฉินเยี่ยจะหลงทิศหน่อยๆ แต่สภาพแวดล้อมตรงหน้าดูยังไงก็คุ้นตา
"ข้างหน้าคือ... ต้นหลิวใหญ่?"
เสียงสั่นเครือด้วยความหวาดกลัวสุดขีดดังขึ้น
ทุกคนสะดุ้ง รีบเงยหน้ามอง
เห็นต้นหลิวใหญ่ยักษ์ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล พ้นหัวมุมข้างหน้าไปก็จะเจอกับร้านชำใต้ต้นหลิวใหญ่
ตามหลักแล้ว ต้นหลิวใหญ่น่าจะอยู่ข้างหลังพวกเขาไม่ใช่เหรอ ทำไมจู่ๆ ถึงมาโผล่ข้างหน้าได้
ใบหน้าของทุกคนซีดเผือด
ความดีใจที่ได้เสบียงมามลายหายไปจนหมดสิ้น
"เราหลงทางแล้ว!"
นาน่าก้มดูนาฬิกา สีหน้าเคร่งเครียดถึงขีดสุด "เหลือเวลาอีกสามสิบนาที เราต้องเดินย้อนกลับ เร่งฝีเท้าหน่อยยังทัน!"