- หน้าแรก
- รวยทะลุมิติ ผมข้ามภพไปสร้างอาณาจักรพันล้าน
- บทที่ 123 ตะลุมบอน
บทที่ 123 ตะลุมบอน
บทที่ 123 ตะลุมบอน
ลู่เหวยและหานหนิงหันหน้าไปตามเสียง ก็เห็นชายฉกรรจ์อายุยี่สิบสามสิบปีสี่ห้าคน แต่งตัวสไตล์นักเลง ใบหน้าแฝงความอันธพาล กำลังเดินล้อมเข้ามาพลางสบถด่าทอไม่ขาดปาก
คนนำหน้าเป็นชายอายุสามสิบต้นๆ หางตาชี้ขึ้น สันจมูกแบน แววตาดุดันอำมหิต
กลางฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ เขาสวมเสื้อโค้ทหนังตัวยาวแบรนด์ปีแอร์การ์แดงซึ่งถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยในยุคนั้น บนศีรษะสวมหมวกหนังนากทะเลที่มันเงาวาววับเอียงๆ ยิ่งเพิ่มความโอหังกำเริบเสิบสานขึ้นไปอีกหลายส่วน
ชายคนนี้ก็คือน้องชายของเฉียนเหวยหมิน เฉียนเหวยจวินนั่นเอง เขาเป็นหัวหน้าเล็กๆในบริษัทขนส่งประจำอำเภอ มีคนขับรถทางไกลอยู่ใต้บังคับบัญชาสิบกว่าคน
ในยุคนี้ อาชีพคนขับรถถือเป็นอาชีพที่น่าอิจฉาอย่างแท้จริง ไม่เพียงแต่เงินเดือนสูง แต่ยังสามารถใช้ความสะดวกในการขับรถไปเป็นพ่อค้าคนกลางเพื่อหาเงินพิเศษ วิ่งรถรอบหนึ่งก็หาเงินได้หลายร้อยหยวนอย่างง่ายดาย
เฉียนเหวยจวินในฐานะหัวหน้าที่ดูแลขบวนรถ ยิ่งมีผลประโยชน์และเงินทอนอู้ฟู่จนล้นมือ ไม่อย่างนั้นจะเอาเงินที่ไหนมาแต่งตัวหรูหราขนาดนี้ได้ล่ะ?
เสื้อโค้ทหนังปีแอร์การ์แดงหนึ่งตัวราคาสามพันกว่าหยวน หมวกหนังนากทะเลหนึ่งใบก็เจ็ดแปดร้อยหยวนเข้าไปแล้ว
ในอำเภอเล็กๆทางตะวันออกเฉียงเหนือช่วงปลายยุคแปดศูนย์ การแต่งกายเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับสัญลักษณ์ของฐานะและอำนาจบารมี เป็นหนึ่งในความฝันสูงสุดของชายหนุ่มทั่วไป
ในยุคนี้ ไม่มีคำว่าทำตัวสมถะหรือเก็บเนื้อเก็บตัว ข้าราชการหรือหัวหน้าหลายคนยังกล้าใส่เสื้อผ้าเครื่องประดับแบบนี้อย่างโจ่งแจ้ง
เฉียนเหวยจวินเดินกร่างเข้ามาที่หน้าแผง ไม่แม้แต่จะปรายตามอง เขายกเท้าขึ้นถีบตะกร้าแตงกวาที่จัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยด้านข้างจนคว่ำคะมำลงกับพื้น
แตงกวาสดอวบน้ำกลิ้งหล่นเกลื่อนกลาดคลุกฝุ่นโคลนและหิมะ เขากวาดสายตาเหยียดหยามมองลู่ต้าไห่และหลิวกุ้ยฟางที่กำลังยืนอึ้ง แล้วพ่นลมหายใจออกทางจมูกเสียงดังฮึ "พวกแกคือเจ้าของแผงนี้งั้นสิ? หืม?"
ทีแรกพอลู่ต้าไห่เห็นอีกฝ่ายแต่งตัวภูมิฐาน ก็ยังนึกว่าเป็นหัวหน้าหน่วยงานไหนหรือคนของคณะกรรมการควบคุมตลาด แม้ในใจจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่ก็ยังพยายามข่มอารมณ์เอาไว้ แล้วเอ่ยถามเสียงขรึม "ฉันเอง พวกแกเป็นใคร? มีสิทธิ์อะไรมาถีบผักของฉัน?"
เฉียนเหวยจวินแค่นหัวเราะหึๆอย่างดูแคลน "พวกฉันจะเป็นใครแกไม่ต้องยุ่ง ตอนนี้ รีบไสหัวขนผักของแกออกไปให้พ้นหน้าฉันเดี๋ยวนี้ ถ้าขืนปล่อยให้ฉันเห็นแกมาขายผักในอำเภอหลานสุ่ยอีกละก็ ฉันจะตีขาแกให้หัก"
ลู่ต้าไห่ได้ยินดังนั้น โทสะก็ลุกโชนขึ้นมาทันที ตอนแรกเขายังนึกว่าคนพวกนี้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ที่แท้ก็เป็นแค่นักเลงอันธพาลนี่เอง
ถ้าอย่างนั้นจะมามัวเกรงใจหาพระแสงอะไรล่ะ เขาด่าสวนกลับไปทันที "แกเป็นตัวบ้าอะไรฮะ? กล้ามาทำกร่างแถวนี้ แกเชื่อไหมว่าฉันจะทุบหัวกบาลแกให้แตกกระจายเลย"
ลู่เหวยที่อยู่ด้านข้างเห็นผู้เป็นพ่อเปิดฉากด่าทอ ก็รู้ทันทีว่าวันนี้คงจบไม่สวยแน่ เขาจึงรีบยัดสับปะรดใส่มือหานหนิง แล้วดึงตัวเธอหลบไปด้านข้าง เพื่อไม่ให้โดนลูกหลง
"คุณรีบพาเด็กหนีไปเร็วเข้า"
หานหนิงเองก็ตกใจแทบแย่ เธอเชื่อฟังอย่างว่าง่าย อุ้มสับปะรดวิ่งกลับไปหาพี่สะใภ้และอันอันทันที
ลู่เหวยเห็นสภาพนั้นก็ถึงกับพูดไม่ออก ผู้หญิงคนนี้ช่างไม่มีน้ำใจเอาเสียเลย เพิ่งจะยกสับปะรดให้ไปแท้ๆ พอมีเรื่องชกต่อยก็ไม่คิดจะช่วยหยิบจับอะไรสักนิด บอกให้วิ่งก็วิ่งหนีไปเสียดื้อๆ
แต่ตอนนี้ก็ไม่มีเวลาไปสนใจเธอแล้ว เพราะทางด้านนั้นเริ่มลงไม้ลงมือกันแล้ว
เฉียนเหวยจวินนึกไม่ถึงว่าลู่ต้าไห่จะบ้าระห่ำขนาดนี้ ฝั่งตัวเองมีคนเยอะกว่าเห็นๆ แต่หมอนี่กลับกล้าด่าเขา โทสะของเขาจึงพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
เฉียนเหวยจวินคนนี้เคยโดนใครด่าทอแบบนี้ในอำเภอหลานสุ่ยเสียที่ไหน เขาโกรธจัดจนยกเท้าขึ้นหมายจะถีบลู่ต้าไห่เต็มแรง
ลู่ต้าไห่คนนี้ ถึงแม้ปกติจะดูเป็นคนเฮฮาปาร์ตี้และชอบคุยโม้โอ้อวด แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีไหวพริบเอาเสียเลย
พวกอันธพาลมาก่อกวน คนบ้านนอกที่ไม่มีอำนาจบารมีและไม่มีเส้นสายอย่างพวกเขา นอกจากต้องสู้ตายแล้ว ก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีก
นอกเสียจากจะอัดอีกฝ่ายให้ยอมจำนน หรือไม่ก็ตีให้ตายกันไปข้าง เรื่องนี้ถึงจะยอมจบ
แน่นอนว่าเขาไม่มีทางยอมจำนนเด็ดขาด ชีวิตของครอบครัวเพิ่งจะลืมตาอ้าปากได้ จะมายอมถูกตัดหนทางทำมาหากินง่ายๆได้อย่างไร? เรื่องแบบนี้ใครจะไปทนไหว
ในเมื่อไม่ช้าก็เร็วก็ต้องลงไม้ลงมือกันอยู่ดี งั้นจะมัวเกรงใจไปทำไม
ดังนั้น ก่อนที่จะเปิดปากด่า เขาก็เตรียมตัวสู้ไว้พร้อมแล้ว พอเห็นเฉียนเหวยจวินกระโดดถีบเข้ามา เขาก็พุ่งเข้าไปกอดขาของอีกฝ่ายไว้แน่น แล้วออกแรงกระชากสุดกำลัง ทำให้เฉียนเหวยจวินถึงกับขาฉีกกางออกเป็นเส้นตรง
"อ๊าก!!!"
เสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนาดังลั่นไปทั่วบริเวณหัวมุมถนนในชั่วพริบตา!
เฉียนเหวยจวินรู้สึกได้เพียงความเจ็บปวดร้าวระบมดั่งถูกฉีกกระชากอย่างรุนแรงบริเวณหว่างขาซึ่งยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด!
ร่างทั้งร่างถูกลู่ต้าไห่กระชากจนเสียหลัก ขาทั้งสองข้างถูกบังคับให้แยกออกจากกันอย่างแรง จนกลายเป็นการทำท่าฉีกขาแบบมาตรฐานโดยที่ไม่ได้ตั้งตัวเลยแม้แต่น้อย!
เขากระแทกนั่งฉีกขาลงบนพื้นดินที่เย็นเฉียบและแข็งราวกับน้ำแข็งอย่างแรง!
รสชาตินั้น... ช่างซาบซ่านสุดจะพรรณนา! ใบหน้าของเฉียนเหวยจวินซีดเผือดลงทันตา เหงื่อเย็นแตกพลั่กออกมาในชั่วพริบตา สองมือกุมเป้ากางเกงเอาไว้แน่น ร่างกายสั่นสะท้านไปด้วยความเจ็บปวด เจ็บจนร้องออกมาไม่เป็นภาษา
ลูกสมุนอันธพาลอีกสามคนที่ตามเฉียนเหวยจวินมา พอเห็นลูกพี่ถูก "จับฉีกขา" แถมยังเจ็บจนตัวชักกระตุก ก็อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งสติได้และสบถด่าเสียงดัง "บัดซบ!"
"อัดมัน!"
คนทั้งหมดกรูกันเข้าไป หมายจะประเคนทั้งหมัดทั้งเท้าใส่ลู่ต้าไห่ เพื่อลากตัวเขาออกไปจากร่างของเฉียนเหวยจวิน
ปรากฏว่าลู่ต้าไห่ชิงลงมือเป็นฝ่ายได้เปรียบ เขากระโจนขึ้นคร่อมร่างของเฉียนเหวยจวินที่กำลังนอนกุมเป้าร้องโอดครวญอยู่บนพื้น จิกหัวอีกฝ่ายไว้แน่นแล้วรัวหมัดทุบไม่ยั้ง ส่วนหมวกหนังนากทะเลที่เคยมันเงาวาววับใบนั้น ก็กระเด็นตกลงไปในคูน้ำข้างทางนานแล้ว
ชายอีกสามคนยืนล้อมวงลู่ต้าไห่และเฉียนเหวยจวินที่ล้มลุกคลุกคลานอยู่บนพื้น รุมเตะรุมกระทืบไม่หยุดหย่อนหมายจะดึงตัวลู่ต้าไห่ออกมาให้ได้
แต่ลู่ต้าไห่ก็เกาะติดเฉียนเหวยจวินไว้แน่นราวกับปลิง ไม่ยอมปล่อยมือเด็ดขาด
มองจากที่ไกลๆ คนที่ไม่รู้เรื่องคงนึกว่าสามคนกำลังรุมกระทืบคนสองคนอยู่เสียอีก
ในวินาทีนั้น ลู่เหวยก็ลงมือ เขาไม่ได้พุ่งเข้าไปลุยตรงๆ เพราะอีกฝ่ายมีคนมากกว่า การใช้กำลังเข้าปะทะย่อมไม่ใช่เรื่องฉลาด
แต่สายตาของเขากวาดมองไปตามพื้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้มลงหยิบก้อนหินขนาดเท่าฝ่ามือขึ้นมาหนึ่งก้อน
เขาเดินอ้อมไปด้านหลังของลูกสมุนอันธพาลคนหนึ่งที่กำลังหันหลังให้เขาและรัวเท้ากระทืบคนบนพื้นอย่างเงียบเชียบ
ลู่เหวยสูดหายใจเข้าลึก แววตาเย็นเยียบ เขาง้างก้อนหินในมือขึ้นสูง เล็งไปที่ท้ายทอยของอันอันธพาลคนนั้น แล้วทุ่มแรงไปแปดส่วน ฟาดลงไปอย่างสุดแรงเกิด!
"พลั่ก!"
เสียงกระทบดังทึบๆสะท้อนขึ้นมา