- หน้าแรก
- รวยทะลุมิติ ผมข้ามภพไปสร้างอาณาจักรพันล้าน
- บทที่ 25 ปัญหาเรื่องสถานะ
บทที่ 25 ปัญหาเรื่องสถานะ
บทที่ 25 ปัญหาเรื่องสถานะ
ใช้เวลาไม่นาน หมูตุ๋นสูตรเด็ดของคุณยายอู๋ก็เสร็จเรียบร้อย กลิ่นหอมฟุ้งจนลู่เหวยน้ำลายสอ
"เสี่ยวเหวย กินข้าวได้แล้วลูก"
"ครับยาย เดี๋ยวผมช่วยตักข้าวครับ"
"ลองชิมหมูตุ๋นน้ำแดงฝีมือยายดูสิ ถูกปากไหม?" คุณยายอู๋ยิ้มพลางคีบหมูชิ้นโตใส่ชามลู่เหวย
ลู่เหวยคีบเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข น้ำมันเคลือบปากจนมันวาว ตาหยีลงด้วยความฟิน
จำไม่ได้แล้วว่านานแค่ไหนที่ไม่ได้กินหมูมันๆ หอมๆ แบบนี้
ครั้งสุดท้ายที่กินหมูจุใจขนาดนี้ น่าจะเป็นตรุษจีนปีที่แล้วมั้ง
"อื้ม! อร่อยครับ อร่อยมาก!"
คุณยายอู๋มองท่าทางกินอย่างเอร็ดอร่อยของหลานชาย รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าเหี่ยวย่น "อร่อยก็กินเยอะๆ ชามนี้ของเธอหมดเลย"
"ยายก็กินด้วยสิครับ!"
"กินจ้ะ ยายกิน" คุณยายอู๋คีบหมูชิ้นเล็กๆ เคี้ยวช้าๆ "แต่ยายแก่แล้ว กินมากเดี๋ยวอาหารไม่ย่อย เธอสิกำลังโต กินเยอะๆ จะได้ไม่เหลือ"
เผลอแป๊บเดียว ข้าวหมดเกลี้ยง หมูสองจินส่วนใหญ่ลงไปอยู่ในท้องลู่เหวย
กินเสร็จ ลู่เหวยช่วยเก็บล้างถ้วยชาม แล้วหยิบมือถือออกมาถามคุณยายอู๋เรื่องซื้อของออนไลน์
พอรู้ว่าต้องมีบัตรธนาคาร และจะทำบัตรธนาคารได้ต้องมีบัตรประชาชน ลู่เหวยก็หน้าม่อยลงทันที
เขาไม่มีแม้แต่ทะเบียนบ้าน จะไปทำบัตรประชาชนได้ยังไง
"บ่ายนี้ว่างพอดี ลองไปถามที่สถานีตำรวจดูสิ เผื่อเขาทำให้ได้"
ลู่เหวยทำหน้าลำบากใจ "แต่ผมไม่มีทะเบียนบ้านนะครับ จะทำบัตรประชาชนได้เหรอ?"
คุณยายอู๋ตกใจ "ไม่มีทะเบียนบ้าน? แล้วบ้านเดิมอยู่ที่ไหนล่ะ?"
"น่าจะอยู่มณฑลหลงครับ แต่จำรายละเอียดไม่ได้แล้ว"
"แล้วพ่อแม่ล่ะ?"
"ไม่ทราบครับ"
"อ้าว แล้วโตมาได้ยังไง?"
"จำไม่ได้ครับ ผมตื่นมาก็อยู่ใต้สะพานแล้ว เดินเรื่อยเปื่อยมาถึงนี่ อย่างอื่นจำไม่ได้เลย" ลู่เหวยต้องแถไปแบบนี้ จะให้บอกว่าวาร์ปมาจากปี 88 คงไม่ได้
คุณยายอู๋ฟังแล้วก็ขมวดคิ้วครุ่นคิด
"เสี่ยวเหวย เรื่องทำบัตรประชาชนอย่าเพิ่งรีบไป เดี๋ยวยายลองถามคนรู้จักดูก่อนว่าจะทำยังไงได้บ้าง"
ลู่เหวยพยักหน้า "ครับ ผมเชื่อยายครับ"
พอคุณยายอู๋กลับไป ลู่เหวยก็เข้าห้องตัวเอง เปิดมือถือศึกษาฟังก์ชั่นต่างๆ
เขาเปิดแอพโต่วอินที่คุณยายอู๋บอก เจอช่องสอนคนแก่ใช้มือถือ
[หมายเหตุ โต่วอิน คือแอ๊บติ๊กต๊อกเวอร์ชั่นของจีนครับ]
เขานั่งดูคลิปแล้วคลิปเล่า ยิ่งดูก็ยิ่งตื่นตาตื่นใจ
เจ้ากล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ นี่ทำอะไรได้ตั้งเยอะแยะ ซื้อของ สั่งอาหาร จองคิวหมอ จ่ายค่าน้ำค่าไฟ นั่งรถเมล์ก็ไม่ต้องพกเหรียญ
เขาเหมือนฟองน้ำแห้งผากที่ดูดซับความรู้ของโลกใหม่นี้อย่างกระหาย
จากนั้น เขาก็พิมพ์คำถามที่ค้างคาใจลงในช่องค้นหา "ไม่มีทะเบียนบ้าน ทำบัตรประชาชนยังไง?"
เซอร์ไพรส์มาก เจอคำตอบจริงๆ ด้วย
กรณีของเขาถือเป็นคนไร้บ้าน ขั้นตอนคือต้องเก็บตัวอย่าง DNA ตรวจสอบประวัติอาชญากรรม แล้วประกาศตามหาญาติ
ถ้าผ่านไป 3 เดือนยังไม่มีใครมาแสดงตัว หน่วยงานสังคมสงเคราะห์หรือชุมชนจะดำเนินการทำบัตรประชาชนให้ เพื่อให้ได้รับสวัสดิการและการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐาน
ถ้ายังไม่บรรลุนิติภาวะ ก็จะส่งไปอยู่สถานสงเคราะห์
อ่านจบ ลู่เหวยก็ถอนหายใจโล่งอก ยกภูเขาออกจากอกได้เปลาะหนึ่ง
ขอแค่ไม่โดนจับข้อหาคนเถื่อนเข้าเมืองก็พอมีหวัง
…
มองออกไปนอกหน้าต่าง ฟ้าเริ่มมืดแล้ว
ทางฝั่งปี 88 ยังมีเรื่องต้องสะสางอีกเพียบ เขาตั้งสติ เพ่งจิต แวบเดียวก็หายตัวไปจากห้องเช่าปี 2025 กลับไปโผล่ที่ตำบลในพายุหิมะปี 1988
จากที่อุ่นๆ มาเจออากาศลบ 40 องศา ลู่เหวยสะดุ้งโหยง รีบวิ่งแจ้นเข้าบ้าน
แม่หลิวกุ้ยฟางเห็นเข้าก็บ่น "ไอ้ลูกคนนี้ ไปขี้หรือไปตาย? นานจนนึกว่าตกส้วมไปแล้ว!"
"เปล่าครับ ท้องเสีย" ลู่เหวยตอบเลี่ยงๆ รีบมุดเข้าผ้าห่มอุ่นๆ
อาหญิงได้ยินก็เป็นห่วง "ท้องเสียเหรอ? หนาวในหรือเปล่า? เดี๋ยวอาหายาให้กินเอาไหม?"
ลู่เหวยไม่นึกว่าคำโกหกจะพาซวยต้องมากินยา รีบปฏิเสธ "ไม่เป็นไรครับอา! เดี๋ยวรอดูอาการพรุ่งนี้เช้าก่อน ถ้าไม่ดีขึ้นค่อยกิน"
"เออ งั้นก็นอนอังไฟให้อุ่นๆ เข้าไว้"
คืนนั้นผ่านไปอย่างสงบ เช้าวันรุ่งขึ้น ฟ้าสว่างปาเข้าไป 7 โมงกว่า
กินข้าวเสร็จ ทุกคนพากันเดินไปโรงพยาบาล ไปถึงก็ 8 โมงเช้า
ตำรวจมาถึงพอดี เริ่มกระบวนการไกล่เกลี่ย
ผลสรุปคือ ค่ารักษาพยาบาลหารคนละครึ่ง
รวมเป็นเงิน 62 หยวน 4 เหมา บ้านลู่เหวยจ่าย 31 หยวน 2 เหมา
ฝั่งตระกูลสวีถึงจะไม่พอใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ใครใช้ให้สวีเหล่าซานไปหาเรื่องเอง
ตำรวจพูดไว้ชัดเจนว่า โดนตีตายก็สมควรแล้ว
ส่วนค่าทำขวัญ ค่าเสียเวลา ยุคนั้นยังไม่มีหรอก
ใครโดนตีก็ซวยไป ใครใช้ให้สู้ไม่ได้ล่ะ
ดังนั้นยุคนี้การชกต่อยเลยเป็นเรื่องปกติ เพราะค่าเสียหายมันยังไม่แพงหูฉี่เหมือนยุคหลังๆ
พอจ่ายเงินเสร็จ ครอบครัวลู่เหวยเดินออกมาจากโรงพยาบาล ก็เพิ่งสังเกตว่ามีคนหายไป
"อาเหวยหายไปไหน?" ลู่ต้าเจียงมองหาไม่เจอ
ทุกคนถึงเพิ่งนึกได้ "เออว่ะ ไอ้ลูกชายหายไปไหน?"
"หลี่เหิง ไปดูซิ น้องยังอยู่ในโรงพยาบาลรึเปล่า"
หลี่เหิงกำลังจะวิ่งกลับเข้าไป ก็เห็นลู่เหวยขี่รถสามล้อคันเก่าๆ บรรทุกผักสดเต็มคันรถค่อยๆ ขี่เข้ามา
กุยช่ายเขียวขจี แตงกวาสดกรอบ ตัดกับสีขาวโพลนของหิมะ ดูโดดเด่นสะดุดตา
ลู่ต้าไห่รีบวิ่งเข้าไปดู "โอ้โฮเฮะ ลูกชาย ไปเอาผักมาเต็มคันรถขนาดนี้มาจากไหนเนี่ย?"
คนอื่นๆ ก็กรูกันเข้ามามุงดูด้วยความตื่นเต้น
"ก็ซื้อมาสิครับพ่อ ถามได้"
อาเขยหลี่กวงเซิงหยิบกุยช่ายขึ้นมาดู ขมวดคิ้ว "หลานชาย โดนเขาหลอกขายหรือเปล่า? กุยช่ายนี่มันเหี่ยวแล้วนะ"
"นั่นสิ ดูสิ เหี่ยวเชียว" แม่หลิวกุ้ยฟางก็กังวล "ลูก เพื่อนลูกหลอกขายของไม่ดีให้หรือเปล่า?"
ลู่เหวยส่ายหน้า "ไม่หรอกครับแม่ ผมตั้งใจซื้อแบบนี้เองแหละ ผมต้องการของแบบนี้"
แม่ยิ่งงง "จะบ้าเหรอ? ผักเหี่ยวๆ แบบนี้ใครจะซื้อ? คนเขาไม่โง่นะ มีของสดขายใครจะมาซื้อของเหี่ยวๆ ของแก?"
อาหญิงลู่ยวิ๋นหรงเห็นหลานชายโดนรุมว่า รีบออกโรงปกป้อง "เอาน่าๆ หลานเพิ่งหัดขายของครั้งแรก จะให้รอบคอบไปซะทุกอย่างได้ไง แค่มีความกล้าคิดกล้าทำขนาดนี้ก็เก่งกว่าคนอื่นตั้งเยอะแล้ว ผิดพลาดบ้างเป็นครู ถือซะว่าซื้อวิชา"
อาเขยก็ผสมโรง "ใช่ๆ เสี่ยวเหวยเก่งกว่าพี่ชายมันเยอะ ดูเจ้าหลี่เหิงสิ วันๆ เอาแต่นอนกินบ้านกินเมือง จะเป็นหมูอยู่แล้ว"
หลี่เหิงมองพ่อตาเขียวปั๊ด