- หน้าแรก
- ซุปเปอร์มาร์เก็ตข้ามมิติ เปิดระบบเศรษฐีแห่งยุค
- บทที่ 155 เย้ายวนใจด้วยบาร์บีคิว (ฟรี)
บทที่ 155 เย้ายวนใจด้วยบาร์บีคิว (ฟรี)
บทที่ 155 เย้ายวนใจด้วยบาร์บีคิว (ฟรี)
ขณะนี้ หยางหลินนอนแผ่หลาอยู่บนเตียงใหญ่ รู้สึกฟินสุดๆ
พอตื่นเช้าวันรุ่งขึ้น หยางหลินก็ขับรถตรงไปที่ร้านฮาร์ดแวร์ กว้านซื้อของมาหนึ่งกองใหญ่ จากนั้นก็ไปต่อที่ร้านขายโคมไฟ ไม่เพียงแต่ซื้อหลอดไฟธรรมดา แต่ยังซื้อไฟเปลี่ยนสีได้ โคมไฟระย้าคริสตัล และอื่นๆ อีกสารพัด
หลู่ต้าชอบวิจัยของพวกนี้ไม่ใช่เหรอ? ครั้งนี้เขาจะจัดให้หนำใจไปเลย!
ก่อนกลับ หยางหลินแวะซื้อของทอดและบาร์บีคิวมาอีกกองพะเนิน แล้วหอบหิ้วข้าวของทั้งหมดกลับไปยังค่ายฉางฟู่
เมื่อเรียกหลู่ต้ามาหา พอหลู่ต้าเห็นของแปลกใหม่วางเกลื่อนพื้น ก็ตื่นเต้นจนต้องกุมหน้าอกหอบหายใจ “ทะ... ท่านเทพ ของพวกนี้ให้ข้าน้อยหมดเลยหรือขอรับ?”
“ใช่แล้ว พวกนี้เป็นโคมไฟชนิดต่างๆ ส่วนกองตรงนั้น นอกจากเครื่องมือที่นายอยากได้แล้ว ก็ยังมีเครื่องมืออื่นๆ อีกเยอะแยะ แต่ของมันเยอะเกินไป ฉันอธิบายทีเดียวไม่หมดว่าใช้อย่างไร นายเอาไปค่อยๆ ศึกษาวิจัยดูแล้วกัน”
ตอนอยู่ร้านฮาร์ดแวร์ เขาเห็นอะไรก็หยิบใส่ตะกร้ามาหมด ไม่ได้สนใจหรอกว่ามันใช้ทำอะไร ยังไงหลู่ต้าก็ชอบวิจัยอยู่แล้ว ปล่อยให้ไปงมโข่งเอาเองเถอะ
หลู่ต้าตื่นเต้นแทบคลั่ง ไม่รู้ไปหาผ้าเก่าๆ ผืนใหญ่มาจากไหน เขารวบข้าวของทั้งหมดห่อไว้อย่างทะนุถนอม กอดไว้แนบอกแล้วใส่เกียร์หมาวิ่งหนีไปทันที ปากก็หัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่งตลอดทาง
เถี่ยฉุยรีบวิ่งไล่ตาม “อาจารย์! แบ่งให้ศิษย์ดูบ้างสิครับ!!!”
หลี่ต้ากวงมองตามแล้วรู้สึกว่าคู่ศิษย์อาจารย์คู่นี้สมองคงมีปัญหา
ไอ้ของแข็งๆ เย็นชืดพวกนั้นมันจะไปดีกว่าของกินอร่อยๆ ได้ยังไง?
กลิ่นหอมยั่วน้ำลายชะมัด หอมกว่าเนื้อหมูป่าที่ย่างบนเขาตั้งเยอะ
อาหารการกินบนสวรรค์นี่มันเลิศรสจริงๆ ถ้ามีโอกาสได้ขึ้นสวรรค์ไปชิมด้วยตัวเองสักครั้ง คงจะ...
“ลูกพี่ ถ้าไม่รีบกินเดี๋ยวหมดนะ! ไอ้เด็กเปรตพวกนี้กำลังโต กินล้างกินผลาญจะตาย!” หวัง เอ้อร์โก่วคาบไม้เนื้อย่างเดินเข้ามา ปากมันแผล็บ
ในค่ายมีเด็กโตอยู่หลายคน โบราณว่า ‘เด็กกำลังโต กินจุจนพ่อแม่ล่มจม’ วัยขนาดนี้กินวัวได้ทั้งตัว
บาร์บีคิวที่หยางหลินนำมาวางไว้ประเดี๋ยวเดียวก็หายไปกว่าครึ่งแล้ว
หลี่ต้ากวงเบิกตากว้างด้วยความโมโห “เจ้าพวกเด็กเปรตเอ๊ย!”
หยางหลินเคี้ยวกุยช่ายย่าง สูดเข้าปากเสียงดังซู้ดซ้าดแล้วเช็ดปาก “ดูไม่ออกเลยว่าพวกนายจะชอบกินบาร์บีคิวกันขนาดนี้ ได้เลย ไว้คราวหน้าฉันจะซื้อมาฝากอีก! จริงสิ แล้วพวกเฉิงซานล่ะ?”
การดูแลพวกเฉิงซานอยู่ในความรับผิดชอบของหยางจื้อ พอเห็นหยางหลินถามหา เขาจึงวางเครื่องดื่มในมือแล้วรีบเดินเข้ามา “ท่านเทพ พวกเฉิงซานพักอยู่ที่หมู่บ้านปี้ซีตีนเขาตลอด สองวันนี้ไม่ได้ขึ้นมาบนเขาเลยขอรับ”
“อย่างนี้นี่เอง”
“ท่านเทพ ข้าคิดว่ามีเรื่องทะแม่งๆ อยู่บ้าง”
หยางหลินหันไปมอง “หมายความว่าไง?”
“ข้าฟังหัวหน้าหมู่บ้านมาอีกทีขอรับ เมื่อวานตอนเขาเอาของป่ากับสมุนไพรมาส่ง เขาเล่าว่าพวกเฉิงซานตั้งแต่เข้าบ้านไปก็ไม่ออกมาอีกเลย หมกตัวอยู่แต่ในห้อง แถมเมื่อวานยังมีนกพิราบตัวหนึ่งบินออกจากห้องของเฉิงซานไปด้วย!”
หยางหลินหูผึ่งขึ้นมาทันที “ใช่นกพิราบสื่อสารแบบในหนังหรือเปล่า?”
“ถูกต้องขอรับ!”
“มีนกพิราบแบบนั้นอยู่จริงๆ ด้วยแฮะ ฉันยังไม่เคยเห็นตัวเป็นๆ เลย!”
หยางจื้อชะงักไปเล็กน้อย “ท่านเทพ...”
ประเด็นมันไม่ใช่นกพิราบหรือเปล่าขอรับ?
“อ๋อ ฉันก็แค่สงสัยน่ะ” หยางหลินกระแอมแก้เก้อ “นายกำลังจะบอกว่า เฉิงซานอาจจะมีปัญหา? เขากำลังส่งข่าวหาใครบางคนใช่ไหม? เขาเป็นคนของจ้าวหมิ่นเอ๋อร์ ติดต่อกันบ้างก็เรื่องปกตินี่นา”
หยางจื้อครุ่นคิดครู่หนึ่ง “อืม ที่ท่านเทพพูดมาก็มีเหตุผล ข้าเพียงแค่กังวล... เพราะเรื่องที่เหลียงซานเพิ่งจะผ่านไปไม่นาน”
“วางใจเถอะ ว่าแต่ หัวหน้าหมู่บ้านเป็นคนมาบอกเรื่องนี้กับนายเองเลยเหรอ?”
“ใช่ขอรับ! หัวหน้าหมู่บ้านรวมถึงชาวบ้านหมู่บ้านปี้ซีซาบซึ้งในพระคุณของพวกเรามาก สองวันมานี้พวกเขายังเอาของมาให้ตั้งเยอะแยะ”
“ฉันจำได้ว่าพวกเขาเพิ่งจะจ่ายภาษีเสบียงไป แต่ยังมีเงินเหลือซื้อของมาให้พวกเรา แสดงว่าตอนนี้ความเป็นอยู่คงไม่ลำบากแล้ว แบบนี้ดีแล้วล่ะ พอมีเงิน ชีวิตสงบสุข ก็จะไม่มีเรื่องวุ่นวายตามมา”
หยางจื้อเห็นด้วยอย่างยิ่ง ชาวบ้านตาดำๆ ไม่ได้ต้องการอะไรมาก ความหวังเดียวก็แค่ขอให้มีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขไปวันๆ
“ท่านเทพ ข้าอยากจะคัดเลือกคนที่เหมาะสมจากหมู่บ้านปี้ซีสักหลายคน ให้ไปช่วยสืบข่าวในตัวอำเภอ หากทำสำเร็จ ต่อไปมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เราจะได้ไม่กลายเป็นคนตาบอดหูหนวก...”
แม้ท่านเทพจะมีอิทธิฤทธิ์สูงส่ง แต่ก็ไม่อาจดูแลได้ทั่วถึงทุกเรื่อง
การวางกำลังคนไว้สอดส่องย่อมเหมาะสมกว่า ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือใหญ่ พวกเขาจะได้มีช่องทางรับรู้ข่าวสาร
“นี่มันระบบข่าวกรองชัดๆ” หยางหลินตบไหล่เขา “พี่หยางเป็นคนการการณ์ไกลจริงๆ เอาสิ ทำตามที่นายว่าเลย! นายกินอะไรไปก่อนเถอะ ฉันจะไปดูอาการเวินฉวนหน่อย”
“น้อมส่งท่านเทพ!”
ชาวค่ายคนอื่นๆ ที่กำลังสวาปามบาร์บีคิวต่างพากันตะโกนสรรเสริญ พอมองจนแน่ใจว่าหยางหลินเดินลับตาไปแล้ว ก็รีบหันขวับกลับมาแย่งไม้เสียบเนื้อกันต่อทันที
...
เวินฉวนนอนพักอยู่บนเตียง บาดแผลดีขึ้นมากแล้ว แต่เพราะฤดูร้อนอากาศร้อนจัด เขาจึงกังวลว่าแผลจะอักเสบ เลยไม่กล้าออกไปเดินเพ่นพ่าน
ถ้าเป็นเวลาปกติเขาคงไม่ระวังตัวขนาดนี้ แต่ครั้งนี้ท่านเทพเป็นคนใช้ด้ายเย็บปากแผลให้ เขาจ้องมองด้ายเส้นเล็กๆ นั่นแล้วกลัวเหลือเกินว่ามันจะปริแตก
ที่แปลกที่สุดคือ ด้ายที่เคยเห็นชัดเจนเมื่อสองวันก่อน ดูเหมือนจะค่อยๆ เลือนหายไป
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า
ด้ายจะหายไปได้ยังไงกัน?
ขณะที่เวินฉวนกำลังฟุ้งซ่านเรื่องปากแผลของตัวเอง หยางหลินก็เดินเข้ามา
“ท่านเทพ ท่านมาได้อย่างไรขอรับ?”
“นอนลงเถอะ ขอดูแผลหน่อย” หยางหลินเลิกเสื้อเขาขึ้น เห็นแผลมีรอยแดงบวมเล็กน้อย “อย่าปิดแผลจนอบเกินไป ให้มันระบายอากาศบ้าง ถ้าเป็นหนองจะยุ่ง ปกติแล้วอีกไม่กี่วันก็น่าจะหายดี”
เวินฉวนรีบพยักหน้าจดจำ “คงต้องรบกวนท่านเทพมาช่วยตัดไหมออก...”
“ไม่ต้องตัดหรอก ไหมพวกนี้จะถูกดูดซึมและละลายไปเอง กลายเป็นเนื้อเดียวกับนาย”
เวินฉวนเงยหน้าขวับ รุนแรงจนเกือบกระเทือนถึงบาดแผล
กลายเป็นเนื้อเดียวกัน?
ด้ายสามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมนุษย์ได้หรือ?!
ปาฏิหาริย์ นี่คือปาฏิหาริย์ชัดๆ!
เวินฉวนถึงกับรู้สึกว่าบาดแผลกำลังอุ่นวาบขึ้นมา เป็นความร้อนที่อบอุ่น ราวกับว่าวินาทีถัดไปมันจะหายสนิทดังเดิม
จากที่เคยกังวลว่าแผลจะปริเพราะด้าย ตอนนี้... เขารู้สึกฮึกเหิมเหมือนจะตีลังกากลับหลังได้เจ็ดรอบติด!
หยางหลินมองเวินฉวนด้วยสายตาแปลกๆ
แค่ไม่ต้องตัดไหม จำเป็นต้องดีใจขนาดนี้เลยเหรอ?
ลูกผู้ชายอกสามศอก หรือว่าจะกลัวเจ็บ?
“ท่านเทพทานข้าวมาหรือยังขอรับ? เจ้าโต้วกับพวกนั้นขึ้นเขาไปหาของป่ากันแล้ว ท่านเทพอยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนไหมขอรับ!”
เวินฉวนพักอยู่กระท่อมเดียวกับลูกศิษย์สองคน ปกติถ้าไม่กินข้าวหม้อใหญ่รวมกับคนอื่น พวกเขาก็จะทำกินกันเอง
หยางหลินนึกภาพเมื่อครู่ ตอนกินบาร์บีคิว เห็นชัดๆ ว่าจางโต้วกับหวังต้าหนิวปะปนอยู่ในวงด้วย ทั้งสองคนกินจนปากมันแผล็บ ไปล่าของป่าที่ไหนกัน?
ช่างเป็นศิษย์ยอดกตัญญูจริงๆ... หยางหลินมองเขาด้วยความเวทนา “เวินฉวน ฉันไม่กินล่ะ แล้วฉันก็แนะนำว่านายอย่ารอเลยดีกว่า”
“ทำไมหรือขอรับ? หรือว่า... พวกเขาไปเจอเสือบนเขา?” เวินฉวนเบิกตาโต เริ่มตื่นตระหนก
“เปล่าหรอก พวกนั้นกำลังกินบาร์บีคิวที่ฉันเอามาฝากอยู่น่ะ กว่าจะกินเสร็จค่อยไปล่าสัตว์คงอีกพักใหญ่ๆ นายออกไปกินด้วยกันเลยไม่ดีกว่าเหรอ”
“......” ไอ้ศิษย์เนรคุณพวกนี้!
“จริงสิเวินฉวน นายเคยเป็นหัวหน้าสำนักคุ้มภัย เดินทางเหนือล่องใต้มาเยอะ นายพอจะรู้ไหมว่าแถวๆ หมู่บ้านปี้ซีมีหมู่บ้านอื่นอีกไหม? ชื่ออะไรบ้าง?”
เวินฉวนที่กำลังเดือดดาลกับพฤติกรรมอกตัญญูของจางโต้วและหวังต้าหนิว สมองจึงประมวลผลช้าไปบ้าง “ข้าจำได้ว่าทางทิศใต้ของหมู่บ้านปี้ซีมีหมู่บ้านหนึ่ง ชื่อว่าหมู่บ้านต้าเหอ เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ มีอยู่ราวสองร้อยครัวเรือน รวมๆ แล้วมีประชากรมากถึงหนึ่งพันคนเชียวขอรับ...”
จบบท