- หน้าแรก
- เริ่มต้นทะลุมิติมาเป็นรูปสลักเทพ ฉันถูกยกให้เป็นเทพหญิงในปีทุพภิกขภัย
- บทที่ 9 ชาวบ้านตื่นตกตะลึง - รีไรท์
บทที่ 9 ชาวบ้านตื่นตกตะลึง - รีไรท์
บทที่ 9 ชาวบ้านตื่นตกตะลึง - รีไรท์
แผนที่แบบเต็มพื้นที่สีทองสว่างวาบขึ้นเหนือแผงหน้าจอ อวี๋ลั่วตั้งใจจะดูสภาพภูเขารอบด้าน แต่กลับพบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงมืดสนิท มีเพียงเส้นทางที่มารดาพร้อมบุตรสาวทั้งสองเดินผ่านเท่านั้นที่ส่องแสงเป็นเส้นสีทอง หากต้องการดูภาพรอบข้างอย่างละเอียด จำเป็นต้องเลือกผู้ศรัทธาเพื่อมองผ่านสายตาของคนผู้นั้น
อวี๋ลั่วเลือกมองผ่านสายตาของหลินอันเหนียง แล้วแผนที่สีทองก็เริ่มเปลี่ยนรูปทีละน้อย กระทั่งกลายเป็นภาพแนวใกล้ของสามมารดาบุตรสาวราวกับเป็นภาพเคลื่อนไหว ความชัดนั้นถึงขั้นมองเห็นเศษหินเล็กๆ รอบๆ และยังเห็นขวานในมือของหลินอันเหนียงได้อย่างชัดเจน
ยังไม่ทันได้ตื่นเต้น ขวานเล่มนั้นก็ฟาดขึ้นไปอย่างแม่นยำ ฟันต้นไม้สูงใหญ่ที่อยู่ด้านข้างให้ล้มครืนลงมา เพียงได้ยินเสียงโค่นหักดังสนั่น ต้นไม้ใหญ่ก็ล้มลงแทบไม่เสียเวลาแม้เพียงอึดใจเดียว
หลินอันเหนียงแบกต้นไม้ขึ้นพาดบ่า แล้วเรียกสองบุตรสาวให้ตามกลับบ้าน
“คราวนี้เราจะเร่งฝีเท้าให้มากขึ้น ให้ทันกลับเข้าหมู่บ้านก่อนฟ้าสว่าง หวังว่าคืนนี้จะทำประตูไม้ให้เสร็จได้” เด็กหญิงทั้งสองพยักหน้ารัวๆ แล้วจึงเพิ่มฝีเท้าตามไป
เมื่อเห็นเช่นนี้ อวี๋ลั่วก็อดสงสัยมิได้ เหตุใดสามมารดาบุตรสาวถึงต้องการประตูไม้ด้วยเล่า? หรือว่าถูกตระกูลหลินไล่ออกมาแล้ว? ขณะที่คิดเช่นนั้น นางก็เดือดดาลแทนไปด้วย และดูภาพสามมารดาบุตรสาวที่กำลังวิ่งลงเขาไปอย่างรวดเร็ว
เชิงเขาแห่งภูเขารกร้าง จางจิ่วฉงมาหมอบอยู่ที่นี่อีกครั้ง เขาแอบไปสังเกตการณ์ที่บ้านตระกูลหลินมาแล้ว เห็นแม่เฒ่าหลินยังคงเฝ้าอยู่หน้าห้องของหลินอันเหนียง ส่วนหลินเอ้อร์หลัวก็กำลังหอบหายใจฟันไม้จนเหนื่อยหอบ คาดว่าสามมารดาบุตรสาวยังมิได้กลับมา
เขายิ่งรู้สึกอยากรู้เกี่ยวกับวิหารเทพแห่งขุนเขาบนภูเขารกร้างแห่งนั้นมากขึ้นกว่าก่อน จะเป็นเพราะไปแก้บนกับเทพบนขุนเขาหรือไม่?
“เจ้าให้ข้ามาหมอบอยู่ตรงนี้ทำอันใด?” อู่เต๋อยุ่นตั้งใจจะให้หลินอันเหนียงไปอาศัยอยู่บ้านน้องสาวของตน น้องสาวของเขาอยู่เพียงลำพัง สามารถรับสามมารดาบุตรสาวได้พอดี
แต่พอมาถึงตรงนี้ กลับถูกสหายดึงมาแอบอยู่มุมนี้ที่เชิงเขา
“อาเต๋อ เจ้าจะรู้เรื่องอันใดกัน! ข้าว่าอย่างไรเสียรื่องนี้ก็ไม่ธรรมดา เจ้ารอดูดีๆไว้เถิด บางทีหลินอันเหนียงอาจไปแก้บนก็ได้!”
จางจิ่วฉงเติบโตมากับเรื่องเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่เกี่ยวกับวิหารเทพ เขาจึงสนใจเรื่องเหนือธรรมชาติเช่นนี้มาก หากไม่ได้รู้ความจริง เขาคงนอนไม่หลับอีกหลายคืน!
อู่เต๋อยุ่นได้แต่หมดคำพูด คนเรามีพลังขึ้นมามากเพียงนั้นนั้น จะให้เป็นเพราะแสดงฝีมือทีหลังไม่ได้หรือไร? ไม่เห็นต้องโยงไปถึงเรื่องเทพ
“หากวิหารเทพมีฤทธิ์จริง คงไม่ปล่อยให้ถูกทิ้งร้างมาหลายปีหรอก ข้าว่าหลินอันเหนียงคงไปซื้อประตูไม้มามากกว่า” ทำไมต้องปล่อยให้เรือนของตนทรุดโทรม แล้วขึ้นไปที่วิหารบนภูเขาด้วยเล่า? จางจิ่วฉงได้ยินก็รู้สึกว่าดูสมเหตุสมผล แต่ก็ยังไม่ยอมวางใจ
ฟ้ากำลังจะมืด หากหลินอันเหนียงขึ้นเขาไปจริง ตอนนี้ต้องกลับมาแล้ว หาไม่แล้วคงต้องเจอสัตว์ป่าคุกคามอันตราย เดี๋ยวก่อนนะ! นั่นจะใช่อันตรายหรือไม่? เพราะดูจากแรงของหลินอันเหนียงแล้ว ต่อให้เป็นสัตว์ป่า นางก็น่าจะซัดทีเดียวตายได้เช่นกัน
จางจิ่วฉงนิ่งไปพักหนึ่ง ในตอนที่เขาคิดว่าจะยอมแพ้ ก็มีเงาร่างทั้งสามเดินออกมาจากด้านเชิงเขา เมื่อเห็นสภาพทั้งสามคน ชายสองคนที่หมอบอยู่บนต้นไม้ก็ถึงกับตะลึงพรึงเพริด
หลินอันเหนียงเดินนำพร้อมต้นไม้ใหญ่พาดบ่า เด็กหญิงทั้งสองด้านข้างสะพายเครื่องมือหลายอย่าง ฝีเท้าไม่เพียงไม่เชื่องช้า แต่ยังเบาราวนกกระจิ๊บ ขณะเดินก็ประหนึ่งกำลังเหาะอยู่
เหาะไปทั้งที่แบกต้นไม้ใหญ่นี่นะ! เอาล่ะ! นี่คือหลินอันเหนียง พอนึกได้ก็รู้สึกเหมือนเรื่องปกติ
“เจ้าคิดผิดแล้ว พวกนางไปโค่นต้นไม้มากกว่า” อู่เต๋อยุ่นกล่าวหน้าตาเรียบเฉย
จางจิ่วฉงยังคงครุ่นคิด “ด้วยแรงของหลินอันเหนียง ต้องใช้เวลานานเช่นนี้หรือ?”
อู่เต๋อยุ่นไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงหันกลับไปมองสามคนนั้นที่เดินห่างออกไป ใจยังคงงงงวยอยู่
ทั้งสองหมอบอยู่บนต้นไม้ คิดว่าตนลับหูลับตาใครแล้ว แต่แท้จริงแล้ว อวี๋ลั่วที่กำลังดูผ่านแผนที่แบบเต็มพื้นที่เห็นทุกอย่างชัดเจน นางจึงทำสัญลักษณ์พิเศษไว้บนสองคนนั้น เพื่อจะได้รู้ทันทีเมื่อพบกันครั้งต่อไป
ทางด้านหลินอันเหนียงก็พาบุตรสาวสองคนตรงกลับหมู่บ้าน ชาวบ้านที่เห็นระหว่างทางต่างก็ยืนนิ่งค้างเช่นเดียวกับพวกที่เห็นตอนเช้า ไม่มีผู้ใดขยับ
“ตอนเช้าสามีของข้าเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ข้ายังไม่เชื่อเลย มาตอนนี้ได้เห็นกับตาแล้ว”
“เจ้าว่าหลินอันเหนียงเก็บซ่อนพลังไว้ถึงเมื่อไรกัน ถึงได้ทนมาหลายปีแล้วเพิ่งเผยออกมา!”
“ใครจะรู้กันเล่า เบาเสียงเถิด หากหลินอันเหนียงได้ยิน แล้วจัดการพวกเราด้วยจะทำอย่างไร!”
“ท่านแม่ ดูนั่นสิเจ้าคะ อารองก็กำลังทำประตูอยู่!” หลินจูยืนเขย่งเท้ามองไปทางบ้านตระกูลหลิน หลินอันเหนียงเพียงมองแค่แวบเดียว แล้วสายตาก็เย็นชาเยาะหยัน
ผ่านไปตั้งนานเช่นนี้ ไม้ยังถูกตัดไม่เสร็จ ไม่ต้องพูดถึงการทำประตูให้ครบถ้วน ช่างน่าขายหน้ายิ่งนัก นางวางต้นไม้ใหญ่ลงอย่างแรง ใช้ขวานฟันเป็นท่อนๆ อย่างรวดเร็ว ไม่นานก็เตรียมแผ่นไม้ที่จำเป็นสำหรับทำประตูไม้ได้ครบ เสียงทั้งหมดดังสนั่นอยู่หน้าบ้าน ทำให้ผู้เฒ่าหลินและอู๋ชุ่ยอิงรีบออกมาดู
เดิมทีผู้เฒ่าหลินยังโมโห เพราะเสียงดังรบกวน แต่พอเห็นต้นเหตุจริงๆ ใบหน้าก็แข็งทื่อแล้วค่อยๆเบือนหน้าหนีไป อู๋ชุ่ยอิงถอนหายใจเบาๆ พลางพึมพำว่า
“คิดว่าช่างไม้นั้น ใครๆ ก็ทำได้หรือไร? ไม่เรียนสักสองสามปีจะมองเห็นช่องทางได้อย่างไร?”
แม่เฒ่าหลินจ้องดุใส่นางทันที “หุบปากไปเถิด ไม่มีผู้ใดอยากฟัง!”
อู๋ชุ่ยอิงถึงกับตัวสั่น เพราะตอนหันไปมองหลินอันเหนียงขณะฟันไม้ แววตานางดุดันราวนักรบ นางจึงรีบเงียบไม่กล้าพูดอีก หลินอันเหนียงเพียงกวาดตามองทุกคนอย่างไม่ใส่ใจ แล้วลงมือทำงานต่อ ไม่นานนัก โครงประตูก็เป็นรูปเป็นร่าง ทำให้ชาวบ้านที่ได้ยินข่าววิ่งมาดูต้องตะลึงเป็นแถว
“อ้าว ช่างไม้อู๋ ท่านทำได้เร็วขนาดนี้หรือ?” มีคนถามช่างไม้อู๋ที่เดินออกมาดูด้วย
ช่างไม้อู๋ยืนดูอยู่พักหนึ่ง แล้วส่ายหัว “ข้าทำเช่นนี้ไม่ได้หรอก แรงของข้าไม่ถึง แต่หากว่าด้วยลวดลายและรูปแบบงานไม้ละก็ แถวหมู่บ้านใกล้เรือนเคียงยังหาคนสู้ข้าไม่ได้หรอก”
ชาวบ้านทั้งหลายจึงยืนมองสามมารดาบุตรสาวที่กำลังติดตั้งประตูไม้รวดเร็วฉับไว ใจของคนหลายคนเริ่มคิดคำนวณ ไม้ที่ฟันได้เร็วราวกับหั่นผักเช่นนั้น หากจ้างหลินอันเหนียงทำเครื่องเรือน คงประหยัดไปไม่น้อย
“ข้าก็นึกว่าผู้ใดกัน ที่แท้ก็หลินเอ้อร์หลัว! เหตุใดเจ้าถึงยังตัดไม้ไม่เสร็จอีกเล่า? แรงเจ้าคงน้อยเกินไปจนฟันไม่ขาดละสิท่า?” อาสะใภ้ฮวาเอ่ยเสียงดังชัด
ทุกคนเพิ่งสังเกตว่า หลินเอ้อร์หลัวเองก็กำลังทำประตู แต่แรงน้อยจนฟันต้นไม้ผอมๆยังดูสะบักสะบอม ได้มาแค่ท่อนสั้นๆสองสามท่อน เปรียบเทียบกันแล้วช่างน่าเวทนายิ่งนัก
หลินเอ้อร์หลัวหน้าแดงก่ำ ความอับอายพุ่งขึ้นเป็นทวีคูณ เมื่อเช้ายังถูกทั้งบ้านมองเป็นความหวัง แต่พอคนในหมู่บ้านมองเข้ากลับกลายเป็นตัวตลก
สุดท้ายจึงตะโกน “จะทำไปทำไม! เครื่องมือก็ไม่ครบ จะทำออกมาได้อย่างไร!”
หลินเอ้อร์หลัวขว้างเลื่อยทิ้งแล้วเดินไปอย่างโมโห ชาวบ้านต่างมองหน้ากันอย่างงงงวย เครื่องมือวางอยู่เต็มหน้า นี่หรือเรียกว่าไม่มีเครื่องมือ
สีหน้าของช่างไม้อู๋ก็พลันมืดมน เพราะเครื่องมือที่หลินเอ้อร์หลัวขว้างลงไปนั้น ล้วนเป็นของเขาที่เก็บรักษามาอย่างดี เมื่อเห็นถูกปาทิ้งเช่นนั้นจึงยิ่งรู้สึกคับแค้นใจ
แม่เฒ่าหลินยังคงพยายามเกลี้ยกล่อมบุตรชาย “เจ้ารอง อดทนสักสองสามวันก็เสร็จ จะปล่อยให้เรือนของเราไม่มีประตูได้อย่างไร อย่างมากพวกเรานอนรวมกันในห้องโถงก็ยังดี!”
“ท่านแม่เข้าใจหรือไม่เล่า ประตูไม้นั้นทำง่ายนักหรือ? แล้วยังมีคนยืนมุงอยู่เต็มไปหมด จะให้ข้าเอาหน้าไปไว้ที่ใด!”
“หน้ายังจะสำคัญอันใดเล่า สมบัติของบ้านเราต่างหากที่สำคัญ หากตกดึกแล้วของถูกขโมยไปจะทำอย่างไรเล่า?” แม่เฒ่าหลินถอนใจอย่างแสนเหนื่อย
อีกด้านหนึ่ง หลินอันเหนียงติดตั้งประตูไม้แล้วเรียบร้อย จากนั้นก็วิ่งฉิวไปบนหลังคาบ้าน นำก้อนดินแข็งในตะกร้ามาเรียงอุดรูที่ลมพัดลอดได้ จัดการจนแน่นหนา
“โอ้แม่เจ้า หลินอันเหนียงกระโดดได้สูงถึงเพียงนี้เชียว บางทีนางอาจเป็นยอดฝีมือที่ซ่อนตัวอยู่ก็เป็นได้!” ชาวบ้านคนหนึ่งยืนเงยหน้ามอง ค้างอยู่ในท่านั้นโดยไม่รู้ตัว