- หน้าแรก
- ระบบรายได้หมื่นล้าน
- บทที่ 651 ความสวยคือความถูกต้อง
บทที่ 651 ความสวยคือความถูกต้อง
บทที่ 651 ความสวยคือความถูกต้อง
“พวกแม่ทานกันเองเลยค่ะ...”
เหอฉิงรีบพูดต่อ “หนูยังมีค่ะ...” พูดพลางคีบปูอีกตัวจากจานรวม
เสินจุนจึงยอมรับความหวังดีของลูกสะใภ้
อาจารย์ใหญ่ซุนและเฟิงถิงต่างมองตาค้างจนลืมขยับตะเกียบ
จะบอกว่าผู้อำนวยการเหอเคารพอาจารย์ ก็ไม่น่าจะเจาะจงให้แค่เสินจุนคนเดียวขนาดนี้ แต่ถ้าไม่ใช่เหตุผลนี้ จะอธิบายยังไงดีล่ะ?
แถมอาจารย์เสินก็ช่างไม่เกรงใจคนอื่นเอาซะเลย เขาให้มาก็รับไว้หน้าตาเฉย?
เฟิงถิงลองเลียนแบบเสินจุนบ้าง คีบอาหารจะใส่จานให้เหอฉิง “ผู้อำนวยการเหอคะ ลองชิมอันนี้สิคะ ของขึ้นชื่อท้องถิ่นเราเลย...”
เหอฉิงปฏิเสธอย่างนุ่มนวล “อาจารย์เฟิง ทานเองเถอะค่ะ...”
สีหน้าเธอแทบจะเขียนคำว่า ‘ฉันไม่ชอบให้คนอื่นคีบกับข้าวให้’ แปะไว้บนหน้าผาก เฟิงถิงรีบแก้ตัว “ผู้อำนวยการเหอ ฉันใช้ตะเกียบกลางนะคะ...”
เหอฉิงตอบเรียบๆ “อาจารย์เฟิงอย่าเข้าใจผิดค่ะ ฉันไม่ได้รังเกียจ แค่อยากให้ทุกคนทานกันตามสบาย ใครอยากทานอะไรก็คีบเองดีกว่าค่ะ”
สิ้นเสียงเธอ เสินจุนก็คีบเนื้อปลาชิ้นหนึ่งใส่จานให้เธอ “ลองชิมปลาเก๋าตุ๋นน้ำแดงนี่สิ เมนูเด็ดร้านเขาเลยนะ”
เหอฉิงรีบยื่นจานออกไปรับทันที เห็นฉากนี้เข้า เฟิงถิงแทบอยากจะร้องไห้ ทำไมถึงปฏิบัติแตกต่างกันขนาดนี้ล่ะ
อาจารย์ใหญ่ซุนหัวเราะแห้งๆ เขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเสน่ห์ของอาจารย์เสินมาจากไหน ท่าทีที่ผู้อำนวยการเหอปฏิบัติต่อเธอ ขนาดลูกแท้ๆ ทำให้แม่ตัวเองยังไม่แน่ว่าจะทำได้ขนาดนี้เลย
“มา... คนละชิ้น...”
หวังผิงก็รีบลุกขึ้นยื่นจานมารับเนื้อปลาจากเสินจุนเช่นกัน
อาจารย์ใหญ่ซุนลอบมองเสินจุน ดูยังไงก็ไม่เห็นว่าเธอจะมีอะไรพิเศษกว่าคนอื่น ทำไมทั้งผู้อำนวยการเหอและผู้อำนวยการหวังถึงได้เคารพเธอนัก
จะบอกว่านิสัยของทั้งสองท่านเป็นแบบนี้อยู่แล้วก็เป็นไปไม่ได้ ดูสิว่าปฏิบัติกับเฟิงถิงคนละเรื่องเลย
เฟิงถิงหาช่องแทรกถามขึ้นว่า “ผู้อำนวยการเหอ ผู้อำนวยการหวัง รับเครื่องดื่มอะไรไหมคะ?”
อาจารย์ใหญ่ซุนก็หันมองพวกเธอ วันนี้เป็นมื้อกลางวันไม่ดื่มเหล้า บนโต๊ะมีแค่น้ำชา
เหอฉิงยังไม่ทันตอบ เสินจุนก็พูดแทรกขึ้นมา “เอาน้ำข้าวโพดผสมพุทราแดงแล้วกัน...”
เฟิงถิงขมวดคิ้ว อาจารย์เสินนี่จริงๆ เลย ไม่ได้ถามคุณสักหน่อย คุณสั่งแทนแขกเหรื่อแบบนี้รู้ได้ไงว่าเขาจะดื่มไหม?
อาจารย์ใหญ่ถามย้ำ “ผู้อำนวยการเหอ ทานได้ไหมครับ?”
ถามอะไรโง่ๆ เสินจุนสั่งให้มีหรือจะทานไม่ได้ สาเหตุที่เสินจุนสั่งเมนูนี้ เพราะตอนอยู่บ้านเธอก็เห็นเหอฉิงชอบดื่มน้ำข้าวโพดพุทราแดง
เฟิงถิงออกไปสั่งเครื่องดื่มกับเถ้าแก่ร้าน ส่วนอาจารย์ใหญ่ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ระหว่างทางเฟิงถิงก็บ่นกับอาจารย์ใหญ่ “วันนี้อาจารย์เสินเสียมารยาทเกินไปหน่อยไหมคะ ไม่ใส่ใจรายละเอียดต่อแขกเลย”
อาจารย์ใหญ่หันกลับมามองแวบหนึ่ง แล้วกระซิบตอบ “อาจารย์เฟิงไม่สังเกตเหรอครับ ดูเหมือนพวกผู้อำนวยการเหอจะชอบสไตล์อาจารย์เสินแบบนี้นะครับ”
เฟิงถิงบ่นอุบ “ฉันลองเลียนแบบอาจารย์เสินคีบอาหารให้ เขาก็ไม่รับนะ?”
อาจารย์ใหญ่คิดครู่หนึ่ง มองดูเฟิงถิง แล้วนึกภาพหน้าตาใจดีมีเมตตาของเสินจุน จึงพูดว่า “บางที... ความสวยอาจคือความถูกต้องมั้งครับ”
รอจนอาจารย์ใหญ่เข้าห้องน้ำไปแล้ว เฟิงถิงที่ยืนรออยู่ข้างนอกถึงเพิ่งรู้สึกตัว “ไอ้บ้าเอ๊ย... นี่ด่าว่าฉันขี้เหร่เหรอ?”
ในห้องส่วนตัว เสินจุนกำลังสั่งความ “เหอฉิง ผิงผิง อยู่เที่ยวไหลอู๋ต่อสักหลายวันหน่อยนะ รอแม่ปิดเทอมแล้วค่อยกลับเจียงโจวพร้อมเซียงจิ๋น”
“ได้ค่ะแม่...”
ในเมื่อ ‘ไทเฮา’ มีบัญชา จะอยู่เที่ยวต่อสักกี่วันก็ย่อมได้ งานที่มูลนิธิการกุศลตอนนี้เข้าระบบหมดแล้ว ไม่อยู่บริษัทสักสองสามวันก็ไม่มีปัญหา เอกสารอนุมัติต่างๆ ก็ทำผ่านระบบออนไลน์ในมือถือได้หมด
ตอนเฟิงถิงกลับเข้ามา อาศัยจังหวะที่อาจารย์ใหญ่ยังไม่มา พยายามหาเรื่องคุยตีสนิทกับเหอฉิงเพื่อสร้างคอนเนกชัน
“ผู้อำนวยการเหอคะ ท่านเป็นผู้กว้างขวาง ฉันขอปรึกษาอะไรหน่อยได้ไหมคะ?”
เหอฉิงพยักหน้า “เชิญอาจารย์เฟิงว่ามาได้เลยค่ะ”
“คืออย่างนี้นะคะ ลูกชายฉันอยากได้รถพลังงานใหม่สักคัน เขาทำงานอยู่ที่ฮัวดี้กรุ๊ปเลยเชียร์รุ่นรุ่ยซื่อ N7Lว่าดีมาก แต่ช่วงก่อนฉันถามอาจารย์เสิน แกแนะนำให้ซื้อจุนซิง M7พอฉันไปคุยกับลูก ลูกบอกว่าจุนซิงออโต้โมบิลเพิ่งตั้งได้ไม่นาน พื้นฐานยังไม่แน่น ส่วนแบรนด์รุ่ยซื่อเป็นแบรนด์ไฮเอนด์ในเครือฮัวดี้ ซึ่งฮัวดี้ตอนนี้ยอดขายทิ้งห่างคู่แข่งไม่เห็นฝุ่น เป็นแบรนด์รถยนต์อันดับหนึ่ง ฉันเลยอยากฟังความเห็นท่านหน่อยค่ะ...”
เหอฉิงยิ้ม “อาจารย์เฟิงคะ เรื่องนี้ต้องดูว่าความเห็นใครสำคัญกว่า ถ้าลูกชายอาจารย์ยืนกราน ฉันแนะนำให้ซื้อตามใจเขาเถอะค่ะ จะได้ไม่ผิดใจกันเปล่าๆ”
“แต่ถ้าถามฉัน ฉันว่าจุนซิงออโต้โมบิลดีกว่าค่ะ มองในสองแง่มุมนะ ข้อแรกที่บอกว่าพื้นฐานไม่แน่น ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นค่ะ อุตสาหกรรมยานยนต์จีนที่เติบโตแบบก้าวกระโดดได้ ไม่ได้เกี่ยวกับว่าบริษัทตั้งมานานแค่ไหน แต่เป็นเพราะห่วงโซ่อุปทานมันสมบูรณ์แล้ว ทุกเจ้าก็ซื้อชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์เหมือนกัน จะตั้งบริษัทมานานแค่ไหนไม่เกี่ยว มันอยู่ที่มาตรฐานการจัดซื้อว่าสูงหรือต่ำ ซึ่งในจุดนี้ฉันรู้มาว่ามาตรฐานการควบคุมคุณภาพของจุนซิงออโต้โมบิลสูงกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกันมากค่ะ”
“ข้อสอง ยอดขายดีกับแบรนด์แข็งแกร่ง ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกันเสมอไป ลองดูรถน้ำมันแบบดั้งเดิมสิคะ นิสสัน ซิลฟี่ ยอดขายดีกว่าเบนซ์ใช่ไหมคะ? แต่ถ้าให้เลือกระหว่างแบรนด์หรูของนิสสันอินฟินิตี้กับเบนซ์ อาจารย์จะเลือกคันไหนคะ?”
เฟิงถิงชะงัก แล้วก็หัวเราะ “งั้นฉันก็ต้องเลือกเบนซ์สิคะ...” (อินฟินิตี้คือยี่ห้ออะไร เธอไม่เคยได้ยิน ถ้าเหอฉิงไม่บอก เธอคงไม่รู้ว่าเป็นของนิสสัน)
อาจารย์ใหญ่ซุนเดินเข้ามาพอดี ได้ยินเฟิงถิงบอกว่าจะเลือกเบนซ์ ก็แซวเล่นว่า “อาจารย์เฟิง อย่ามัวแต่ยึดติดค่านิยมเดิมๆ สิครับ เดี๋ยวนี้เขาซื้อรถพลังงานใหม่กันหมดแล้ว”
เฟิงถิงรีบอธิบายว่าไม่ได้จะซื้อเบนซ์ แต่กำลังเปรียบเทียบระหว่างแบรนด์รุ่ยซื่อกับจุนซิง โดยยกตัวอย่างนิสสันกับเบนซ์ตามที่เหอฉิงอธิบาย
กำลังหาเรื่องคุยอยู่พอดี อาจารย์ใหญ่รีบรับลูกทันควัน “ผู้อำนวยการเหอเปรียบเทียบได้เห็นภาพมากครับ เรื่องนี้ผมพอรู้มาบ้าง ฮัวดี้ทำรถราคาประหยัดเน้นยอดขายได้ดีครับ เพราะเขามีความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนแนวดิ่งที่ยอดเยี่ยม”
“แต่การทำแบรนด์หรู มันต่างจากการทำรถเน้นยอดขาย ต้องเข้าใจความต้องการของลูกค้าระดับบน ซึ่งสิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่ความคุ้มค่า แต่เป็น ‘คุณค่าทางอารมณ์’ อีกอย่างรถไฮเอนด์สมัยนี้เน้นเรื่องระบบขับขี่อัจฉริยะ ซึ่งจุดนี้แบรนด์รุ่ยซื่อถือเป็นจุดอ่อนครับ”
เหอฉิงเหลือบมองอาจารย์ใหญ่ซุน นึกไม่ถึงว่าแกจะรู้เรื่องรถพลังงานใหม่ลึกซึ้งขนาดนี้
“ว้าย... งั้นวันนี้ฉันต้องโทรไปคุยกับลูกใหม่แล้วค่ะ ซื้อจุนซิงดีกว่า แบรนด์รุ่ยซื่อฟังดูไม่น่าเชื่อถือเลย...”
ตอนนั้นเอง เสินจุนพูดแทรกขึ้นมา “อาจารย์เฟิง อย่าเพิ่งใจร้อนค่ะ เจี่ยเฮาเขาอาจจะมีเหตุผลอื่นประกอบด้วย เขาทำงานอยู่ที่ฮัวดี้ และดูเหมือนจะทำในส่วนของแบรนด์รุ่ยซื่อด้วยใช่ไหมคะ? ถ้าคุณให้เขาไปซื้อรถจุนซิงมาขับ มันจะดูไม่ดีหรือเปล่า?”
อาจารย์ใหญ่ซุนเพิ่งรู้ว่าเจี่ยเฮาทำงานที่แบรนด์รุ่ยซื่อ “อาจารย์เสินพูดถูกครับ อาจารย์เฟิงต้องคิดถึงจุดนี้ด้วยนะ ปกติบริษัทอาจจะไม่ได้บังคับ แต่ก็คงไม่ปลื้มถ้าพนักงานขับรถคู่แข่งมาทำงาน”
“เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนที่คุณชอบคุยว่าเทคนิคการสอนของคุณเหนือกว่าอาจารย์เสิน แต่พอลูกคุณจะเรียน คุณกลับวิ่งเต้นเส้นสายฝากลูกมาเรียนห้องอาจารย์เสิน คุณจะให้คนอื่นเขามองยังไงครับ?”
หน้าของเฟิงถิงเจื่อนไปทันที “อาจารย์ใหญ่ เปรียบเทียบได้เห็นภาพมากค่ะ ฉันเข้าใจแล้ว แต่ว่า...”
“แต่ว่าอะไรครับ?” อาจารย์ใหญ่คีบกับข้าวเข้าปาก พอใจที่เฟิงถิงยอมรับฟัง
“แต่ว่า... วันหลังท่านอย่าเปรียบเทียบแบบนี้อีกเลยนะคะ...”
พรืด... หวังผิงรีบเอามือปิดปากกลั้นขำ อาจารย์ใหญ่หน้าแดงก่ำ อาจารย์เฟิงนี่นะ กล้าหักหน้าฉันต่อหน้าแขกแบบนี้ มิน่าล่ะถึงไม่ค่อยได้รับความเคารพเท่าอาจารย์เสิน
เฟิงถิงเริ่มลังเล คนในโต๊ะต่างเชียร์จุนซิง M7 กันหมด แต่ถ้าซื้อแล้วกระทบงานลูกชาย มันก็จะได้ไม่คุ้มเสีย
แต่ถ้าต้องเสียเงินหลายแสนซื้อรถที่ไม่ชอบเพื่อรักษางาน ก็รู้สึกขาดทุนยับเยิน จู่ๆ เธอก็นึกประเด็นหนึ่งขึ้นมาได้ “ผู้อำนวยการเหอคะ ถ้าพวกคุณไม่มองว่าแบรนด์รุ่ยซื่อดี งั้นทำงานที่แบรนด์รุ่ยซื่อก็คงไม่มั่นคงด้วยสิคะ?”
เหอฉิงเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ จึงอธิบายอย่างใจเย็น “อาจารย์เฟิงไม่ต้องกังวลค่ะ แบรนด์รุ่ยซื่อเป็นกลยุทธ์สำคัญในการยกระดับสู่ตลาดไฮเอนด์ของฮัวดี้กรุ๊ป ต่อให้แบรนด์นี้คนนอกจะไม่ค่อยเชื่อมั่น แต่ฮัวดี้ก็ต้องทุ่มทุนสร้างต่อไปแน่ๆ เว้นแต่สักวันหนึ่งจะมองไม่เห็นอนาคตจริงๆ ถึงตอนนั้นพนักงานเก่งๆ ของรุ่ยซื่อก็คงถูกโอนย้ายไปหน่วยงานอื่นในเครือฮัวดี้อยู่ดี เรื่องตกงานคงไม่ต้องห่วงค่ะ”
“เพียงแต่ว่า การทำงานในแบรนด์ที่ผลประกอบการไม่ค่อยดี โอกาสจะได้เลื่อนขั้นหรือขึ้นเงินเดือนก็คงยากหน่อย แต่ก็ยังดีค่ะ ยังไงก็เป็นบริษัทใหญ่ อยู่กลางๆ”
เฟิงถิงฟังจบก็พยักหน้าหงึกหงัก เหอฉิงพูดมีเหตุผล แต่ยิ่งฟังทำไมในใจยิ่งรู้สึกแย่ เมื่อก่อนชอบอวดงานลูกชายต่อหน้าอาจารย์เสินนักหนา ตอนนี้มาดูแล้ว ก็แค่นั้นแหละ
“นึกไม่ถึงว่าผู้อำนวยการเหอจะรู้เรื่องวงการรถยนต์ลึกซึ้งขนาดนี้นะคะ” เฟิงถิงอดชื่นชมไม่ได้
อาจารย์ใหญ่หัวเราะ “อาจารย์เฟิง นี่คุณไม่รู้เหรอครับ ผู้อำนวยการเหอเป็นผู้บริหารของมูลนิธิการกุศลจุนเซียว ซึ่งทั้งมูลนิธิและจุนซิงออโต้โมบิลกรุ๊ปต่างก็เป็นบริษัทในเครือจุนเซียวกรุ๊ปเหมือนกัน แล้วผู้อำนวยการเหอจะไม่รู้ได้ยังไงครับ?”
“หา... จุนเซียวกรุ๊ป?” ในฐานะคนมณฑลฮั่นเจียง เฟิงถิงย่อมรู้กิตติศัพท์ของจุนเซียวกรุ๊ปดี นั่นมันระดับเหนือกว่าฮัวดี้กรุ๊ปไปอีกขั้น
เธอลอบถอนหายใจ “เสียดายที่เจี่ยเฮาของฉันยังไม่เก่งพอ ถ้าตอนนั้นได้เข้าจุนเซียวกรุ๊ปก็คงดีกว่านี้...” พูดจบก็หันไปหาเสินจุน “อาจารย์เสินคะ ลองขอให้ผู้อำนวยการเหอช่วยฝากฝังเฉินเซียว ลูกชายคุณดูสิคะ ถ้าได้เข้าไปทำงานในจุนเซียวกรุ๊ป คุณกับเหล่าเฉินสบายไปทั้งชาติเลยนะ”
หวังผิงรีบก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม
เสินจุนตอบหน้าตาย “เฉินเซียวทำงานอยู่ที่จุนเซียวกรุ๊ปอยู่แล้วค่ะ...”
เฟิงถิงร้อง “หา” อีกรอบ แววตาฉายแววอิจฉาอีกครั้ง ลูกสะใภ้ก็ดีกว่าหลิวหลี่ ลูกชายก็ดันได้งานดีกว่าเจี่ยเฮาอีก
เอ๊ะ... ไม่สิ อย่างน้อยเจี่ยเฮาก็เป็นระดับหัวหน้า เฉินเซียวอายุน้อยกว่าเจี่ยเฮา คงเป็นแค่พนักงานธรรมดาแหละน่า... เฟิงถิงพยายามปลอบใจตัวเอง
พอกินข้าวเสร็จ ทั้งหมดก็เดินลงมาข้างล่างพร้อมกัน เหอฉิงกับหวังผิงขนาบข้างเสินจุนซ้ายขวา อาจารย์ใหญ่กับเฟิงถิงมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่เข้าใจว่าทำไมอาจารย์เสินถึงมีเสน่ห์ดึงดูดใจขนาดนี้
“อาจารย์ใหญ่คะ เดี๋ยวบ่ายนี้ฉันไม่เข้าโรงเรียนแล้วนะคะ ไม่มีสอน...”
“อ้อ... ได้ครับ”
เหอฉิงกับหวังผิงหันมาลาอาจารย์ใหญ่กับเฟิงถิงที่ริมถนน เด็กสาวผมสั้นลงมาจากที่นั่งคนขับรถโรลส์-รอยซ์ แฟนธอม สีดำคันหรู แล้วเดินมาเปิดประตูรถแบบตู้กับข้าวให้
อาจารย์ใหญ่และเฟิงถิงกำลังกล่าวลาเหอฉิงตามมารยาท ทันใดนั้น สายตาก็ต้องเบิกโพลง เฟิงถิงอดใจไม่ไหวตะโกนลั่น “เฮ้ย! อาจารย์เสิน คุณทำอะไรน่ะ?”
อาจารย์ใหญ่ก็งงเป็นไก่ตาแตก อาจารย์เสินทำไมถึงขึ้นไปนั่งบนรถโรลส์-รอยซ์ แฟนธอม หน้าตาเฉยแบบนั้น?
เสินจุนโบกมือจากในรถ “ฉันกลับบ้านค่ะ...”
อาจารย์ใหญ่กับเฟิงถิงสมองน็อกไปชั่วขณะ คุณกลับบ้านแล้วไปนั่งรถผู้อำนวยการเหอทำไม นั่นมันโรลส์-รอยซ์ แฟนธอม นะ พวกเรามีสิทธิ์นั่งด้วยเหรอ?
แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาช็อกยิ่งกว่า คือเหอฉิงขึ้นรถตามไปอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนหวังผิงขึ้นไปนั่งเบาะหน้าข้างคนขับ
จนกระทั่งรถแล่นไปไกลลิบ เฟิงถิงยังถามอาจารย์ใหญ่อย่างมึนงงว่า “พ... พวกเขาเป็นอะไรกันคะ?”
อาจารย์ใหญ่ยิ้มฝืดๆ “ผมจะไปรู้ได้ไง ดูเหมือนคนครอบครัวเดียวกันเลย...” จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าตอนเดินเข้าห้องอาหาร เหมือนจะได้ยินผู้อำนวยการเหอเรียก “แม่” แว่วๆ หรือว่าจะเป็นลูกบุญธรรม? ต้องหาโอกาสถามอาจารย์เสินให้รู้เรื่อง
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เรื่องที่ผู้อำนวยการเหอมาบริจาคสร้างห้องสมุดให้โรงเรียน ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะมาเพราะแก่หน้าอาจารย์เสิน มิน่าล่ะ อยู่ดีๆ โรงเรียนมัธยมไหลอู๋ที่ 1 ถึงได้รับความเมตตาจากมูลนิธิการกุศลจุนเซียว ถ้ามีความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์เสินกับผู้อำนวยการเหออยู่เบื้องหลัง ทุกอย่างก็สมเหตุสมผล
อาจารย์เสินนี่เป็นสมบัติล้ำค่าของโรงเรียนจริงๆ อาจารย์ใหญ่คิดในใจเงียบๆ ส่วนเฟิงถิงจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แข่งกับอาจารย์เสินมาค่อนชีวิต สรุปคือแข่งกับความว่างเปล่า เหมือนที่อาจารย์ใหญ่คิด เธอเองก็นึกถึงคำว่า “แม่” ที่ได้ยินแว่วๆ นั้นเหมือนกัน มีลูกบุญธรรมระดับนี้ เธอคงอยู่คนละชั้นกับอาจารย์เสินไปแล้ว
พอกลับถึงบ้าน หวังผิงเล่าเรื่องตลกบนโต๊ะอาหารให้จ้าวเซียงจิ๋นฟัง รวมถึงเรื่องที่เฟิงถิงแนะนำให้เหอฉิงฝากงานเฉินเซียวด้วย ทั้งหมดหัวเราะกันท้องแข็ง
จ้าวเซียงจิ๋นบอกเสินจุนว่า “แม่คะ เดี๋ยวแม่ไปโรงเรียนคราวหน้า พวกเขาต้องรุมถามแม่เรื่องความสัมพันธ์กับพี่เหอฉิงแน่ๆ แล้วก็จะพาลถามไปถึงเรื่องเฉินเซียวด้วย...”
เสินจุนพยักหน้า “งั้นแม่ก็พูดความจริงไปเลยไหม?”
จ้าวเซียงจิ๋นส่ายหน้า “อย่าบอกค่ะ... แม่กับพ่ออยู่กันสองคน หนูยังไม่ค่อยวางใจ สังคมสมัยนี้คนไม่ดีก็เยอะ ถ้ารู้ว่าพ่อแม่ของเจ้าของจุนเซียวกรุ๊ปอยู่ที่บ้านเกิด หนูว่าต้องมีคนคิดมิดีมิร้ายแน่ๆ”
เสินจุนพยักหน้าเห็นด้วย เคยดูในละครเศรษฐีมักโดนลักพาตัวเรียกค่าไถ่
แม้จ้าวเซียงจิ๋นจะจัดทีมรักษาความปลอดภัยไว้รอบตัวพวกเขาแล้ว แต่เสินจุนกับเฉินเถาต่างก็เป็นข้าราชการครู จะให้พาบอดี้การ์ดไปเดินไปเดินมาในโรงเรียนด้วย มันก็ดูจะเวอร์เกินไปหน่อย
“ก่อนที่แม่กับพ่อจะเกษียณ พยายามอย่าเปิดเผยข้อมูลของเฉินเซียวออกไปให้มากที่สุดนะคะ ส่วนเรื่องพี่เหอฉิง ถ้ามีคนถาม แม่ก็บอกว่าเป็นลูกบุญธรรมไปเถอะค่ะ”
ขืนบอกว่าเป็นลูกสะใภ้ รับรองว่าโลกแตกแน่ ผู้คนต้องพากันขุดคุ้ยประวัติเฉินเซียว คนธรรมดาที่ไหนจะมีเมียพร้อมกันสองคน แถมสวยระดับนางฟ้าทั้งคู่ ยิ่งฐานะของเหอฉิงยิ่งใหญ่ขนาดนั้น ถ้าข่าวกระจายออกไป ตัวตนที่แท้จริงของเฉินเซียวคงปิดได้ไม่นาน ก็คงโดนสืบจนรู้ความจริงหมด
เสินจุนเห็นด้วยว่าจ้าวเซียงจิ๋นคิดรอบคอบมาก การมีเหอฉิงเป็นลูกบุญธรรมสักคน เรื่องที่บ้านพักอยู่ในวิลล่าชูเซียงเหมินตี้ก็อธิบายได้ง่ายขึ้น ภายใต้ความช่วยเหลือของลูกบุญธรรม ตระกูลเฉินเลยได้ลืมตาอ้าปาก และเฉินเซียวก็ได้งานทำที่ดีด้วย
(จบบท)