- หน้าแรก
- เทพอสูรทลายดาราจักร
- เทพอสูรทลายดาราจักร บทที่ 102 เสียงคำรามของมังกร (อ่านฟรี)
เทพอสูรทลายดาราจักร บทที่ 102 เสียงคำรามของมังกร (อ่านฟรี)
เทพอสูรทลายดาราจักร บทที่ 102 เสียงคำรามของมังกร (อ่านฟรี)
บทที่ 102 เสียงคำรามของมังกร
แผ่นดินแคว้นจิ่วโจว มนุษย์และสัตว์อสูรอยู่ร่วมกัน แทบทุกขุนเขาใหญ่ ทะเลสาบใหญ่ แม่น้ำใหญ่ มหาสมุทร ล้วนมีสัตว์อสูรอาศัยอยู่ ว่ากันว่าบนผืนทวีปนี้มีดินแดนอันตรายอยู่หลายแห่ง ภายในล้วนมีจักรพรรดิปีศาจที่พลังทัดเทียมกับมนุษย์ขอบเขตเทพสวรรค์อยู่ อสูรเหล่านั้นล้วนสามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ ครอบครองพลังอำนาจอันเป็นที่สุด แค่ยกมือขยับเท้าก็อาจทำให้ภูผาทลายแผ่นดินแยก แข็งแกร่งถึงขีดสุด
ยังไม่ต้องพูดถึงดินแดนอันตรายเหล่านั้น เอาแค่เทือกเขาเทียนหูที่เจียงหานอยู่ในตอนนี้ ก็มีข่าวลือว่าลึกเข้าไปที่สุดของเทือกเขา มีจิ้งจอกสวรรค์ตัวหนึ่งอาศัยอยู่เช่นกัน มันสามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ มีพลังรบที่ร้ายกาจอย่างยิ่ง
ระดับของสัตว์อสูรยิ่งสูง ปัญญายิ่งสูง แผ่นดินแคว้นจิ่วโจวก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ฝึกสัตว์อสูร ทางทิศตะวันตกของแคว้นจิ่วโจวมีนิกายทรงพลังแห่งหนึ่ง ครอบครองศาสตร์การใช้สัตว์อสูร ศิษย์ทุกคนล้วนมีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเป็นของตนเอง ส่วนอสูรพิทักษ์ของนิกายของพวกเขานั้น เป็นราชาอสูรระดับเจ็ดที่พลังเทียบได้กับมนุษย์ขอบเขตเซียนปฐพี
ไม่ต้องพูดถึงที่ไกลตัว จั่วอีอีก็ยังมีพยัคฆ์ขาวซึ่งเป็นสัตว์อสูระดับสองหนึ่งตัว สัตว์อสูรตัวนี้เป็นหลิงหยุนเมิ่งที่เป็นผู้ปราบให้ ตอนที่ปราบได้นั้นพยัคฆ์ขาวยังตัวเล็กอยู่
ทว่าการจะปราบสัตว์อสูรให้เชื่องได้ มีเงื่อนไขเบื้องต้นอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือผู้ปราบต้องแข็งแกร่งกว่าสัตว์อสูรอย่างมาก ในโลกของสัตว์อสูรล้วนยึดถือพลังเป็นใหญ่ สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งย่อมมีแรงกดดันโดยกำเนิดต่อสัตว์อสูรระดับต่ำกว่า ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้วสัตว์อสูรจะไม่ยอมสยบต่อจอมยุทธ์ที่อ่อนแอกว่าตน
จิ้งจอกน้อยดูจากภายนอกเป็นเพียงลูกอ่อน แต่ความเร็วกลับรวดเร็วนัก แถมยังมีปัญญาสูงส่ง อย่างต่ำก็ต้องเป็นระดับสอง เจียงหานมีเพียงระดับผู้ฝึกตนมุกวิญญาณลี้ลับ มิได้พิชิตจิ้งจอกน้อยลง มิได้เผยพลังรบที่เหนือกว่ามันอย่างมาก ทว่าจิ้งจอกน้อยกลับยอมติดตามเขาเองโดยสมัครใจเช่นนี้หรือ? เรื่องนี้ช่างประหลาดยิ่งนัก!
มนุษย์กับสัตว์อสูรต่อสู้แย่งชิงกันมาหลายหมื่นปี ความเคียดแค้นฝังลึกอยู่ในสายเลือด สัตว์อสูรใดพบเจอมนุษย์ล้วนจะเป็นฝ่ายจู่โจมก่อนทั้งสิ้น ทว่าการที่จิ้งจอกน้อยกลับเป็นฝ่ายเข้าหามนุษย์ก่อนเช่นนี้ เรื่องเช่นนี้เจียงหานไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
เจียงหานครุ่นคิดไม่ออก คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ขี้เกียจคิดต่อ มุ่งสมาธิไปที่การรักษาบาดแผล เวลารัดตัว เขายังต้องล่าสังหารอสูรเสียงปีศาจอีกสองตัว
เขากลืนยาฟื้นฟูไปสองเม็ด โคจรพลังปราณรักษาบาดแผลอยู่ครึ่งชั่วยาม ในที่สุดเจียงหานก็ฟื้นตัว เขาพาจิ้งจอกน้อยออกไป เริ่มค้นหาอสูรเสียงปีศาจต่อ
ครานี้โชคของเขาดียิ่งนัก เพียงหนึ่งชั่วยามกับอีกครึ่ง เขาก็พบอสูรเสียงปีศาจตัวหนึ่ง
สายตาเจียงหานมองไปยังอสูรเสียงปีศาจที่ขดตัวอยู่ในพุ่มหญ้าไกลออกไป แววตาฉายแววหวาดหวั่นเล็กน้อย เสียงปีศาจของมันช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ทุกครั้งที่ได้ยินเจียงหานจะรู้สึกไม่สบายไปทั้งร่าง โดยสัญชาตญาณย่อมต่อต้าน
“จิ้งจอกน้อย!”
เจียงหานตะโกนเรียกใส่แขนเสื้อ จิ้งจอกน้อยโผล่หัวออกมา เจียงหานชี้ไปยังอสูรเสียงปีศาจที่อยู่ไกลออกไปแล้วกล่าวว่า “ฝากเจ้าด้วย ไปโจมตีมัน หากสังหารได้ จะให้หินวิญญาณเจ้าเม็ดหนึ่ง”
“โย่ว โย่ว~”
จิ้งจอกน้อยร้องสองครั้ง ร่างพุ่งทะยานออกไป กระโดดขึ้นต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ มันเชิดหัวอย่างหยิ่งยโส เหลือบมองเจียงหานหนึ่งที ก่อนจะร้องอีกครั้ง จากนั้นก็พุ่งตรงไปยังอสูรเสียงปีศาจ
“ความเร็วนี้เกรงว่าจะเร็วกว่าผู้ฝึกตนมุกวิญญาณลี้ลับขั้นเก้าอีกกระมัง?”
ในสายตาเจียงหานมีเพียงแสงสีขาววาบหนึ่ง จิ้งจอกน้อยก็ไปถึงข้างกายอสูรเสียงปีศาจแล้ว มันร้องใส่อสูรเสียงปีศาจสองครั้ง แยกเขี้ยวอ้าปากราวกับจะข่มขวัญอสูรเสียงปีศาจ
เรื่องที่ทำให้เจียงหานตื่นตะลึงก็เกิดขึ้น! อสูรเสียงปีศาจตัวนั้นกลับหดตัวลง หมอบราบลงไปกับพื้น มิได้ส่งเสียงคำรามออกมาแม้แต่น้อย ราวกับถูกจิ้งจอกน้อยกดข่มไว้
“โย่ว โย่ว!”
จิ้งจอกน้อยร้องหนึ่งเสียง ร่างกระโจนขึ้นไปบนศีรษะของอสูรเสียงปีศาจ กรงเล็บเล็กทั้งสองข้างตะปบลงอย่างแรงสองครั้ง บนศีรษะของอสูรเสียงปีศาจก็ปรากฏรอยเลือดสองทางในทันที
อสูรเสียงปีศาจถูกตะปบจนบาดเจ็บ ทว่ากลับยังไม่กล้าขยับตัว ยังคงหมอบราบอยู่กับพื้นต่อไป กรงเล็บแหลมคมของจิ้งจอกน้อยตะกุยออกไม่หยุด พลางส่งเสียงร้องเป็นระยะ เลือดสดบนร่างอสูรเสียงปีศาจไหลรินไม่ขาดสาย ทว่ามันกลับยังไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย แม้แต่เสียงร้องก็ไม่กล้าส่งออกมา...
“จิ้งจอกน้อยนี่ บางทีจะเป็นสัตว์อสูรระดับสาม? หรืออาจเป็นกระทั่งสัตว์อสูรระดับสี่?”
เจียงหานมองภาพตรงหน้าจนตาค้าง อสูรเสียงปีศาจนับว่าเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งมากในหมู่สัตว์อสูรระดับสอง หากจิ้งจอกน้อยคิดจะใช้ระดับสัตว์อสูรกดข่มมัน อย่างน้อยที่สุดก็ต้องอยู่ระดับสาม จิ้งจอกน้อยยังเป็นเพียงเด็กน้อย อำนาจอสูรอ่อนมาก แค่ระดับสามเกรงว่ายังไม่อาจกดข่มอสูรเสียงปีศาจได้ด้วยซ้ำ เช่นนั้นก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นสัตว์อสูรระดับสี่!
“สวรรค์…”
ริมฝีปากเจียงหานอ้าเล็กน้อย สัตว์อสูรระดับสี่นั่นเทียบได้กับมนุษย์ขอบเขตวัฏจักรวิญญาณเลยทีเดียว จิ้งจอกน้อยแม้ตอนนี้พลังรบยังอ่อน แต่หากมันเติบโตขึ้นมา วันหนึ่งก็จะกลายเป็นตัวตนที่เทียบเคียงผู้ฝึกตนวัฏจักรวิญญาณได้เช่นกัน
“ข้าเก็บตัวตนระดับวัฏจักรวิญญาณมาเชียวนะ!”
เจียงหานเลียริมฝีปาก รู้สึกจนถึงตอนนี้ยังยากจะเชื่อ สัตว์อสูรระดับสี่กลับยอมสยบต่อผู้ฝึกตนระดับสอง เรื่องเช่นนี้หากแพร่ออกไป เกรงว่าทุกคนจะต้องคิดว่าเป็นนิทานเพ้อฝันแน่ ที่ด้านนั้นร่างของจิ้งจอกน้อยวูบไหว กรงเล็บแหลมคมฟาดฟัน ไม่นานอสูรเสียงปีศาจก็ถูกมันข่วนจนเต็มไปด้วยบาดแผล สภาพปางตาย นับแต่ต้นจนจบ อสูรเสียงปีศาจไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย หมอบราบแนบพื้น ไม่กล้าส่งเสียงสักแอะ
“พอแล้ว!”
เจียงหานกลัวว่าจิ้งจอกน้อยจะสังหารอสูรเสียงปีศาจ จึงรีบวิ่งพุ่งเข้าไป บอกให้จิ้งจอกน้อยหยุดลง เขาฟาดดาบศึกในมือ เพียงฟันเดียวก็ผ่าร่างอสูรเสียงปีศาจตายอย่างง่ายดายเสียจนเกินไป
“หากรู้ว่าเจ้าเก่งขนาดนี้ ให้เจ้าลงมือแต่แรกก็ดีแล้ว!”
เจียงหานพึมพำออกมาอย่างอดไม่ได้ จิ้งจอกน้อยใช้กรงเล็บถูไปมาบนร่างอสูรเสียงปีศาจ เช็ดเลือดที่เปื้อนกรงเล็บออก จากนั้นกระโจนขึ้นไปบนบ่าเจียงหาน เชิดหัวอย่างหยิ่งยโส ส่งเสียงร้องราวกับกำลังรอรับคำชมเชย
“เก่งมาก จิ้งจอกน้อย!”
เจียงหานยกนิ้วโป้งขึ้น จากนั้นหยิบหินวิญญาณเม็ดหนึ่งส่งให้จิ้งจอกน้อย จิ้งจอกน้อยดีใจจนใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม ใช้สองกรงเล็บเล็กคว้าหินวิญญาณไว้ ส่งเสียงร้องอย่างยินดีสองครั้งก่อนจะกลืนหินวิญญาณลงไป เจียงหานยกดาบศึกขึ้น สังหารมัน และคว้านำแก่นอสูรของอสูรเสียงปีศาจออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น พลางพาจิ้งจอกน้อยจากไป แก่นอสูรเก้าลูกอยู่ในมือแล้ว เหลือเพียงลูกสุดท้ายเท่านั้น มีจิ้งจอกน้อยช่วย ตอนนี้การสังหารอสูรเสียงปีศาจช่างง่ายดายเหลือเกิน
เจียงหานโลดแล่นรวดเร็วราวสายลมผ่านป่าเขา หากพบสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งก็อ้อมหลบไป มุ่งหน้าค้นหาอสูรเสียงปีศาจทั่วทั้งภูเขาและหุบเขา ทว่าครั้งนี้โชคของเขากลับไม่ค่อยดีนัก วนหาทั้งบ่ายจนฟ้ามืดลงแล้วยังหาอสูรเสียงปีศาจไม่พบ
เขามีเวลาเพียงหนึ่งวันครึ่ง นั่นหมายความว่าเขาจำต้องกลับไปยังที่ที่จั่วอีอีเจียงหลางและคนอื่นๆ อยู่ให้ทันก่อนฟ้าสาง ตอนนี้เขาออกห่างจากที่นั่นมาพอสมควร อย่างน้อยต้องใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วยามจึงจะกลับไปถึง ดังนั้นหากในยามค่ำคืนยังหาอสูรเสียงปีศาจไม่พบ ก็ทำได้เพียงละทิ้งการค้นหาแล้วหันหลังกลับ
ยามค่ำคืนสัตว์อสูรมีจำนวนมากเป็นพิเศษ เจียงหานเดินไปได้ไม่กี่ช่วงก็จะพบสัตว์อสูรหนึ่งตัว บางครั้งยังเจอเป็นฝูงอีกด้วย โชคดีที่เขามีเคลื่อนปฐพี มิเช่นนั้นในสถานที่เช่นนี้เกรงว่าจะก้าวไปข้างหน้าได้ยากยิ่ง
ภายในใจเจียงหานร้อนรนอย่างยิ่ง ทว่าก็ทำได้เพียงฝืนข่มอารมณ์ ค่อยๆ ค้นหาไปทั่วทุกทิศ เวลาเคลื่อนผ่านไปทีละน้อย ความร้อนใจในอกยิ่งทวีขึ้น เขาแทบอยากจะทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า ตะโกนลั่นว่าอสูรเสียงปีศาจออกมาซะ!
“โฮก~”
หนึ่งชั่วยามให้หลัง เสียงคำรามดังสนั่นก็ดังมาจากที่ห่างไกล เจียงหานเงี่ยหูฟัง ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน แทบจะกลั้นน้ำตาแห่งความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ เขารีบพุ่งตัวไปอย่างรวดเร็ว วิ่งไปหลายร้อยจ้าง เสียงคำรามก็ดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อแน่ใจแล้วว่าเป็นอสูรเสียงปีศาจ เขาก็พลันยินดีอย่างสุดซึ้ง
เขาเร่งความเร็วถึงขีดสุด พอเข้าใกล้อสูรเสียงปีศาจก็ทันทีมุดลงใต้พื้นดิน แอบตรวจดูอย่างละเอียด อสูรเสียงปีศาจกำลังต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับสองอีกตัวหนึ่ง สัตว์อสูรระดับสองตัวนั้นถูกอสูรเสียงปีศาจสั่นสะเทือนจนเกือบตายอยู่แล้ว เห็นได้ชัดว่าเป็นตัวที่อ่อนแอในหมู่ระดับสอง
“ลงมือ!”
เมื่อเจียงหานแน่ใจแล้วว่าแถบนี้ไม่มีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่ง เขาก็ทะยานตัวออกจากใต้ดิน พุ่งเข้าหาสัตว์อสูรที่ใกล้ตายตัวนั้น ปล่อยให้จิ้งจอกน้อยไปโจมตีอสูรเสียงปีศาจแทน จิ้งจอกน้อยลงมือ อสูรเสียงปีศาจก็ถูกกดข่มในพริบตา จิ้งจอกน้อยส่งเสียงร้องไม่หยุด กลิ่นอายประหลาดสายหนึ่งแผ่ซ่านออกมาจากร่างของมัน อสูรเสียงปีศาจหมอบราบกับพื้น ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย
กรงเล็บของจิ้งจอกน้อยสะบัดวูบ ก็เล่นงานอสูรเสียงปีศาจจนปางตายได้อย่างง่ายดาย เจียงหานก้าวเข้าไปฟันดาบลงหนึ่งคม สังหารอสูรเสียงปีศาจในทันที แก่นอสูรเม็ดที่สิบอยู่ในกำมือ!
เจียงหานตื่นเต้นจนโอบกอดจิ้งจอกน้อยแล้วหอมฟอดหนึ่ง จากนั้นจึงมุดลงไปใต้ดิน ขุดโพรงดินขึ้นมาหนึ่งแห่ง ไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น เริ่มหลอมรวมแก่นโลหิตอสูรเสียงปีศาจที่เหลืออยู่อีกสามหยด
เมื่อหลอมรวมโลหิตหยดสุดท้ายเสร็จสิ้น ลายสลักอสูรเสียงปีศาจบนเตาเทพอสูรก็พุ่งทะยานออกมา แปรเป็นควันสีเขียวสายหนึ่ง หลอมรวมเข้าสู่จิตวิญญาณของเจียงหาน
เจียงหานตื่นเต้นจนใบหน้าแดงก่ำ หลับตาลง กลั้นลมหายใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง อสูรเสียงปีศาจตนนั้นทรงพลังถึงเพียงนี้ ไม่รู้ว่าครั้งนี้ตนจะปลุกพลังเทพแบบใดขึ้นมาได้กันแน่?
ครู่หนึ่งต่อมา เจียงหานลืมตาขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความปิติยินดีอย่างบ้าคลั่ง
ทุกอย่างไม่ต่างจากที่เขาคาดไว้ แก่นโลหิตอสูรเสียงปีศาจ ทำให้เขาปลุกพลังเทพที่ทรงอานุภาพอย่างยิ่งขึ้นมาได้หนึ่งอย่าง
เสียงคำรามของมังกร!
---------------------------------
เปลี่ยนเวลาลงตอนใหม่เป็นวันละ 2 ตอน 07.18 , 20.18 น.