เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 ลงนา

บทที่ 11 ลงนา

บทที่ 11 ลงนา


“แม่ครับ เรื่องมันก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่ แม่อย่าเพิ่งรีบร้อน รอถามให้ชัดก่อนค่อยว่า เสี่ยวหงมีอะไรผิดก็ถือเป็นความผิดของผม แม่ใจเย็นหน่อยสิครับ มีอะไรไม่พอใจก็ว่าผมได้เลย”

หนิงเจี้ยนจวินไม่เข้าใจ ต่อให้ภรรยาซ่อนของไว้บ้าง สั่งสอนกันสักครั้งก็จบ ลูกก็ไม่ได้เป็นอะไรแล้วทำไมถึงต้องลากไปถึงขั้นพูดเรื่องแยกบ้าน

ต้องยอมรับว่า สามีภรรยาคู่นี้ทะเลาะกันเป็นระยะแต่ก็ยังอยู่ด้วยกันมาได้หลายปี หนิงเจี้ยนจวินถูกคำพูดข้างหูของลู่เสี่ยวหงชักนำไปทีละน้อย ไม่เช่นนั้นทุกครั้งที่ทะเลาะกัน ทำไมสุดท้ายจึงมักจบลงโดยไม่มีใครผิดใครถูก

หลิวกุ้ยหลานเงยหน้ามองลูกชายคนรอง ตั้งแต่เขาเกิดจนโต เธอถามตัวเองว่าตนเองก็ไม่เคยปฏิบัติต่อเขาอย่างขาดตกบกพร่อง แต่ในใจของลูกชายกลับเห็นเธอเป็นแม่ผัวที่คอยจับเรื่องไม่ปล่อย และตั้งใจจะกลั่นแกล้งลูกสะใภ้ สายตานั้นทำให้หนิงเจี้ยนจวินรู้สึกไม่สบายใจ เขาอยากเอ่ยปากขอโทษ แต่คำพูดขึ้นมาถึงริมฝีปาก มุมปากขยับเล็กน้อย สุดท้ายเขาก็กลืนคำพูดกลับลงไป

“เอาเถอะ ถามให้ชัดก่อนแล้วค่อยว่ากัน” หลิวกุ้ยหลานทิ้งประโยคไว้ แล้วหันกลับเข้าบ้าน พอเข้าไปก็ถามทันที

“เจวียนเจวียนอยู่ไหน”

“แม่ เมื่อกี้ฉันเห็นเจวียนเจวียนไปหลังบ้านค่ะ” หลี่อ้ายหยุนกำลังยกโต๊ะอยู่ จึงตอบกลับมา

“ฉันไปดูเอง” พูดจบก็ให้หนิงเจี้ยนจวินเดินตามไปหลังบ้าน ยังไม่ทันเห็นตัวก็ได้ยินเสียงร้องไห้ เมื่อเดินตามเสียงไป ก็เห็นหนิงเจวียนเจวียนนั่งยองๆร้องไห้อยู่ข้างเล้าไก่

“เจวียนเจวียน ร้องไห้ทำไม” หนิงเจี้ยนจวินถามด้วยความงุนงง

“ย่าคะ พ่อคะ…หนูไม่ได้ดูให้ดี เอาถั่วลิสงที่ใส่ยาออกมา พี่…พี่เขากินเข้าไปแล้ว”

หนิงเจวียนเจวียนเช็ดน้ำตา พูดตะกุกตะกัก พอพูดจบก็ร้องไห้หนักขึ้น

“พี่ก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่”  หนิงเจี้ยนจวินพูด ในใจคิดว่าลูกสาวคงไม่ได้ตั้งใจ แค้ลูกชายก็ไม่เป็นอะไร เรื่องนี้ก็ควรจบได้แล้ว คิดว่าลูกสาวคงกลัวจะถูกดุ เขาจึงพยุงเธอให้ลุกขึ้น

“อย่าร้องแล้ว ไม่เป็นอะไรแล้ว กลับไปอย่าไปบอกแม่ของหนู พี่ไม่เป็นอะไร ไป! ไปกินข้าวกัน”

หนิงเจวียนเจวียนถูกพยุงขึ้นมา สะอึกอยู่สองสามครั้ง ในที่สุดก็หยุดร้อง

“เดี๋ยวก่อน” หลิวกุ้ยหลานขวางไว้ แล้วถามเสียงหนัก

“เจวียนเจวียน บอกย่ามา หนูเอาถั่วลิสงให้เถียนเถียนหรือเปล่า”

น้ำตาที่เพิ่งหยุดก็ไหลออกมาอีก หนิงเจวียนเจวียนคว้าเสื้อหนิงเจี้ยนจวินไว้ มืออีกข้างเช็ดน้ำตา

“หนูไม่รู้ว่าถั่วลิสงมีวางยา เลยเอาให้เถียนเถียนไปสองเม็ดค่ะ”

“แล้วหนูรู้ได้อย่างไรว่ามีถั่วลิสงในบ้าน แม่ของหนูไม่ได้เก็บของหมดแล้วหรือ” หลิวกุ้ยหลานไม่เชื่อ

“แม่ครับ เจวียนเจวียนก็บอกแล้วว่าไม่รู้ แม่จะถามต่อไปทำไม”  เมื่อเห็นลูกสาวร้องไห้หนักขึ้น หนิงเจี้ยนจวินก็รู้สึกสงสาร

“เจวียนเจวียนเป็นพี่ลูกพี่ลูกน้องของเถียนเถียน จะไปตั้งใจเอาของที่ใส่ยาให้เถียนเถียนได้ยังไงกันครับ”

“หนูไม่ได้ตั้งใจ หนูไม่ได้เอาถั่วลิสงที่ใส่ยา” หนิงเจวียนเจวียนร้องไห้ไปพูดไป

“ไม่ใช่ความตั้งใจของเจวียนเจวียน พ่อรู้”

หนิงเจี้ยนจวินปลอบลูกสาว แล้วหันไปพูดกับหลิวกุ้ยหลาน “แม่ครับ เจวียนเจวียนยังเด็ก จะไปคิดทำร้ายใครได้อย่างไร แม่อย่าเชื่อคำพูดคนอื่นไปหมด”

เขาเชื่อว่าต้องมีคนในบ้านพูดจาใส่ไฟแน่ ภรรยาเมื่อคืนก็พูดว่า หากไม่มีใครยุแยง แม่คงไม่โกรธหนักขนาดนี้

“ฉันเชื่อคำใคร ฉันได้ยินอะไร ถึงได้ยินแต่ภรรยาของแกพูดว่าคนในบ้านทำให้เธอคับแค้นใจ”

หลิวกุ้ยหลานพูดด้วยสีหน้าขุ่นเคือง “แม่ครับ เสี่ยวหงก็แค่พูดตรงไปหน่อย แม่อย่าเก็บมาคิดเลย ไปกินข้าวก่อนเถอะ” หนิงเจี้ยนจวินเกลี้ยกล่อม

“ดี ดี” หลิวกุ้ยหลานถูกเขาทำให้โกรธจนหายใจติดขัด

“เมียแกพูดอะไรก็ถูก ฉันพูดอะไรก็ผิด แบบนี้สินะ ปกติฉันไม่เคยดูออก ที่แท้ในใจแกคิดว่าฉันไม่ดีมานานแล้ว”

“แม่ ไม่ใช่แบบนั้น” หนิงเจี้ยนจวินรีบพูด

“ไม่ใช่อะไร ฉันเข้าใจแล้ว” หลิวกุ้ยหลานรู้สึกหนาวใจ เดิมทีไม่อยากให้บ้านลูกชายคนรองกับบ้านลูกชายคนที่สี่ทะเลาะกัน ถึงได้มาคุยให้ชัด ใครจะคิดว่าผลจะออกมาเช่นนี้

เพราะอัดอั้นอยู่ในใจ มื้อเที่ยงวันนั้นหลิวกุ้ยหลานกินไปเพียงไม่กี่คำ แม้เถียนเถียนจะออดอ้อน ก็เพียงยิ้มบางๆตอบกลับ บนโต๊ะอาหารเงียบผิดปกติ หนิงเจี้ยนกั๋วกับหนิงเจี้ยนตงที่เพิ่งกลับมาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หนิงเจี้ยนกั๋วคิดจะถาม แต่ถูกหลี่อ้ายหยุนกระทุ้งศอกเตือนจึงเงียบไป

หนิงเจี้ยนตงเห็นเพียงว่าทุกคนไม่พูด ไม่ทันสังเกตว่าใครกำลังโกรธ คิดว่าอากาศร้อนจึงไม่มีใครอยากพูด กินข้าวเสร็จก็พูดกับหลิวกุ้ยหลาน

“แม่ครับ หัวหน้าทีมบอกว่าวันนี้ต้องกลับช้าหน่อย แม่คิดว่าจะเอาของอะไรไปให้ดีไหม”

หลิวกุ้ยหลานกำลังอัดอั้นความโกรธอยู่ พอได้ยินคำพูดนั้น สีหน้าก็แข็งกร้าวขึ้นทันที

“จะเอาอะไรไป ทุกวันนี้อดออมเลี้ยงดูพวกเขา จนได้แต่คนเนรคุณ ถ้าเงินตัวเองไม่พอ ก็อย่ากินมากนัก”

หนิงเจี้ยนตงคิดว่าหลิวกุ้ยหลานหมายถึงเรื่องใช้เงินก้อนใหญ่ซื้อนมผงมอลต์ พอคิดได้เช่นนั้นก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก

“มองอะไรกันอยู่ กินข้าว กินเสร็จแล้วรีบไปทำงาน” เห็นลูกชายกับลูกสะใภ้พากันหยุดมือ ไม่ยอมขยับตะเกียบ หลิวกุ้ยหลานก็เร่ง

เมื่อกินข้าวเสร็จและจัดแจงงานให้สะใภ้แต่ละคนเรียบร้อยแล้ว หลิวกุ้ยหลานก็อุ้มเถียนเถียนไปหาหลิวเจาตี้ที่อยู่ในบ้าน

“เจาตี้ อยู่ในบ้านไหม”  พอถึงหน้าประตู หลิวกุ้ยหลานก็ถามขึ้น

“แม่คะ ประตูไม่ได้ปิด แม่เข้ามาเลยค่ะ”  ในบ้านหลิวเจาตี้นั่งอยู่ข้างเตียง ยกเท้าพาดบนม้านั่ง ใช้แรงนวดขาอย่างลำบาก

“ขาปวดหรือ”  หลิวกุ้ยหลานเดินเข้าไป เห็นเช่นนั้นก็ถาม

“แม่ นั่งก่อนค่ะ วันนี้ไม่รู้เป็นอะไร ตั้งแต่เช้าก็รู้สึกเมื่อย พอครู่เพิ่งเห็นว่าบวมขึ้นตั้งเยอะ”

หลิวเจาตี้นวดไปสองสามครั้ง แล้วเปลี่ยนขาอีกข้าง

“กลางคืนตอนนอน เอาของหนุนไว้ใต้ขาหน่อยก็ดีขึ้น” ในบ้านไม่มีม้านั่งเหลือ หลิวกุ้ยหลานจึงนั่งลงข้างลูกสะใภ้ พลางกำชับ เธอผ่านการคลอดลูกมาหลายครั้ง รู้ดีว่าขาบวมแล้วทรมานเพียงใด พอพูดจบก็นึกถึงธุระที่ตั้งใจมา จึงพูดต่อ

“อ้อ เจาตี้ แม่มีเรื่องจะคุยด้วย”

“แม่ว่ามาเลยค่ะ” หลิวเจาตี้หยุดมือนวดขา

“คือเถียนเถียนอยู่บ้าน แม่ไม่ค่อยวางใจ ที่หัวไร่ก็มีคนดูเด็กก็จริง แต่แม่ก็ไม่อยากฝากเถียนเถียนให้คนอื่นดู แม่เลยคิดว่าจะไปคุยกับหัวหน้าทีม ขอเปลี่ยนงานให้เธอ เดือนท้องของเธอก็ไม่น้อยแล้ว ถ้าขอเปลี่ยน หัวหน้าทีมน่าจะยอม แต่ถ้าเป็นแม่กับพี่สะใภ้ของเธอ คงยาก แม่คิดไว้แบบนี้ เธอคิดว่ายังไง”

หลิวกุ้ยหลานเล่าความคิดที่นึกขึ้นได้ตอนกินข้าว

“ได้สิคะแม่ มีอะไรไม่ได้ล่ะ แต่อีกฝ่ายจะยอมเปลี่ยนไหม”

หลิวเจาตี้ถามอย่างไม่แน่ใจ “งานดูเด็กได้หกแต้ม งานของเธอได้วันละเจ็ดแต้ม เขาดีใจเสียอีก จะไม่ยอมได้อย่างไร”

เรื่องนี้หลิวกุ้ยหลานไม่กังวลเลย นอกจากเด็กที่ยังไม่รู้เรื่อง ใคร ๆ ก็อยากได้งานแต้มสูงกว่า เพียงแต่กลัวหลิวเจาตี้จะคิดมาก เธอจึงเสริมอีกว่า

“เธอไม่ต้องห่วง ดูเถียนเถียนให้ดี ปลายปีคิดบัญชี ครบส่วนที่ขาดไปหนึ่งแต้ม แม่จะชดเชยให้”

“แม่คะ ไม่ต้องหรอกค่ะ ดูเด็กสบายกว่ามาก”

“ได้ ไม่เอาแต้มก็ได้” หลิวกุ้ยหลานมองหลิวเจาตี้ด้วยความพอใจ ตั้งใจว่าใกล้ปีใหม่จะซื้อของเพิ่มให้อีกหน่อย

……......................................................

ไม่รู้ว่าหลิวกุ้ยหลานไปคุยอย่างไร ช่วงบ่ายตอนออกไปทำงาน หลิวกุ้ยหลานก็สวมหมวกฟางให้เถียนเถียน ให้หนิงเจี้ยนตงอุ้มหนิงเสี่ยวฉือ แล้วคนในบ้านตั้งแต่ผู้ใหญ่ถึงเด็กก็พากันออกไป เมื่อถึงหัวไร่ หลิวกุ้ยหลานวางเถียนเถียนลงบนเสื่อที่หวังเย่ว์จินปูไว้ กำชับหลานชายให้ดูน้องสาวดี ๆ อย่าวิ่งซนอีก แล้วหันไปบอกลูกสะใภ้คนเล็ก

“เจาตี้ ต้องดูเถียนเถียนให้ดี แดดอ่อนลงแล้วอย่าลืมพาเถียนเถียนไปอยู่ที่ร่ม เด็กเยอะ อย่าให้เด็กคนอื่นมาชนเถียนเถียน ต้องดูให้ดี เถียนเถียนเป็นเด็กว่าง่าย ไม่ต้องคอยกล่อม เสี่ยวฉือก็อยู่ตรงนี้”

พูดแล้วก็ยังไม่ค่อยวางใจ กำชับซ้ำไปซ้ำมา

“แม่วางใจได้ค่ะ ฉันรู้ จะดูและเถียนเถียนให้ดีแน่นอน แม่ก็ทำงานอยู่แปลงนี้ไม่ใช่หรือคะ ถ้าแม่ยังไม่สบายใจ เดี๋ยวแวะมาดูก็ได้ค่ะ”  หลิวเจาตี้ชินกับที่แม่สามีใส่ใจเรื่องเถียนเถียนเป็นพิเศษ จึงรับปากทันที

ลู่เสี่ยวหงที่อยู่ข้างๆกลอกตาในใจ เห็นหนิงเถียนเถียนถูกตามใจนัก กลัวแดดเสียยิ่งกว่าอะไร เด็กผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในบ้านก็พอแล้ว หนิงเจี้ยนตงเห็นหลิวกุ้ยหลานกำชับไม่หยุด ก็อดแทรกไม่ได้

“แม่ เถียนเถียนไม่ใช่เด็กน้ำแข็ง จะได้โดนแดดแล้วละลายนะครับ เจาตี้รู้จักดูแลเถียนเถียน แม่รีบไปทำงานเถอะ ผมไปก่อนนะ”

พูดจบก็ลากหนิงเจี้ยนกั๋วเดินไปด้วย ส่วนพี่รอง เขาได้ยินว่าทำแม่โกรธ ก็ปล่อยให้จัดการกันเอง

“เด็กเวรเอ๊ย แน่จริงก็อย่าวิ่งหนีสิ”   หลิวกุ้ยหลานกำลังจะกำชับลูกสะใภ้เสร็จ แล้วตั้งใจจะพูดกับเถียนเถียนอีกคำสองคำ พอได้ยินคำพูดของลูกชายคนเล็ก ก็โกรธจนแทบจะถอดรองเท้าขว้าง ดีที่อีกฝ่ายรู้จักวิ่งหนี เธอจึงพูดด้วยสีหน้าไม่พอใจ

“แม่ไปทำงานเถอะค่ะ เถียนเถียนฉันดูเอง”  หลิวเจาตี้พูด พอหลิวกุ้ยหลานเดินไปแล้ว ก็เริ่มมีคนอุ้มลูกหลานของตัวเองมาฝากดู เมื่อเห็นว่าเป็นหลิวเจาตี้ก็ถามกันสองสามคำ

“เจาตี้ วันนี้เป็นเธอดูเด็กหรือ ท้องก็ไม่เล็กแล้ว ใกล้คลอดหรือยัง”

หลิวเจาตี้ถูกแซวก็หน้าแดง ตอบไปว่า “อาสอง ยังไม่ถึงค่ะ แค่หกเดือนเอง”

“หกเดือนท้องก็ไม่น้อยแล้ว” คนที่ถูกเรียกว่าอาสองพูดต่อ ในใจคิดว่าอาหารบ้านตระกูลหนิงคงดี ดูสิ ลูกสะใภ้หกเดือน ท้องยังใหญ่พอๆกับคนอื่นใกล้คลอดแล้ว

“เจาตี้ ช่วยดูหลานชายฉันด้วยนะ” มีคนข้าง ๆ แทรกขึ้นมา

“อย่าให้เขาวิ่งซน อย่าให้เล่นดิน อย่าให้เอาของมั่วๆเข้าปาก ขวดน้ำนี้เอาไป เดี๋ยวสักพักให้เขาดื่มทีหนึ่ง หลานฉันแรงเยอะ ถ้าร้องงอแงก็ช่วยกล่อมหน่อย”

“เด็กเยอะขนาดนี้ จะให้เขาดูคนไหนก่อน ลูกสะใภ้เธอก็อยู่ตรงนี้ไม่ใช่หรือ ให้ช่วยดูเองก็พอแล้ว ถ้าต้องดูแบบที่เธอว่า ทั้งทีมคงต้องมานั่งดูเด็กกันหมด แล้วเด็กบ้านอื่นล่ะจะทำอย่างไร”

อาสองทนไม่ไหวจึงโต้กลับ การดูเด็กของทีมก็แค่คอยไม่ให้วิ่งไกล ไม่ใช่พ่อแม่แท้ๆใครจะเอาเด็กบ้านเธอขึ้นหิ้ง นี่คงเห็นว่าวันนี้เปลี่ยนคนดูแลเป็นลูกสะใภ้ใหม่ หน้าบาง เลยคิดจะเอาเปรียบ

“ใช่สิ อาสองพูดถูกนะ พี่สะใภ้สาม ถ้าไม่วางใจหลาน ก็ให้ลูกสะใภ้ของพี่อยู่บ้านดู หรือไม่ก็สลับกับเจาตี้ พี่มานั่งดูเด็กเองก็ได้”

คนที่ถูกโต้กลับ นั่นคือเฉียนชุ่ยฮวา เธอชักมือที่ยื่นขวดน้ำกลับมาอย่างกระอักกระอ่วน เม้มปากพูดว่า

“ไม่ดูก็ไม่ดู จะพูดกันเยอะทำไม นั่งดูเด็กอย่างนั้นหรือ ที่บ้านแทบไม่มีข้าวจะหุง ทำงานแทบตายยังไม่พอกิน จะเอาเวลาที่ไหนไปทำงานสบาย ๆ”

“พี่สะใภ้สามพูดแบบนี้ก็ไม่ถูก งานสบายแต้มก็ย่อมต่ำ พี่สะใภ้สามจะเอางานสบายแต่แต้มสูงหรือ หัวหน้าก็สอนพวกเราว่า ต้องอดทนทำงานหนัก แบบนี้พี่สะใภ้สามกำลังบ่นว่าเหนื่อยอยู่หรือ”

“บ้านพี่สะใภ้สามยังได้กินข้าว บ้านฉันมันเทศเน่ายังกินแทบหมดแล้ว”

เฉียนชุ่ยฮวาเดิมทีก็คิดจะฝากเด็กให้หลิวเจาตี้ดู เพื่อจะได้ให้หลานสาวว่างไปตัดหญ้าได้บ้าง ไม่คิดว่าจะโดนโต้กลับกันทีละคำ สุดท้ายจึงต้องล้มเลิก แถมยังต้องรีบอธิบาย

"เปล่า ไม่ใช่ ฉันแค่พูดเล่นๆจะไปบ่นว่าเหนื่อยได้ยังไงล่ะ? เก็บเกี่ยวได้ดีมาก พวกเราก็ดีใจกันใหญ่ แม่ของกังจื่อ ไปทำงานเถอะ! ที่บ้านไม่มีข้าวเหลือแล้ว อย่างที่เขาว่ากันนั่นแหละ!"

“พวกคุณทำอะไรกันอยู่” ไม่ไกลนัก หัวหน้าทีมเพิ่งเป่านกหวีดเสร็จ นับคนแล้วยังไม่ครบ เงยหน้าขึ้นก็เห็นหลายคนยืนรวมกันอยู่ตรงนี้

“ถึงเวลาแล้วไม่ทำงาน มายืนทำอะไรกันอยู่ตรงนี้” หัวหน้าทีมหนิงวั่งฝูคิดว่าหลายคนรวมกลุ่มกันรังแกลูกสะใภ้หลานชาย สีหน้าจึงไม่ค่อยดีนัก

“หัวหน้าทีม ปล่อยเด็กเรียบร้อยแล้วจะไปทำงานเดี๋ยวนี้ค่ะ”

แม่ของกังจื่อตอบรับเสียงหนึ่ง พลางวางกังจื่อลงบนพื้น

“เจาตี้ ฝากดูเด็กหน่อยนะ อย่าให้คลานไปแถวริมคลองก็พอ ฉันไปทำงานก่อน”

“เจาตี้ ฝากดูหน่อยนะ…”

คนอื่น ๆ เห็นเช่นนั้น ก็วางเด็กกันคนละคน แล้วพากันวิ่งไปทางหัวหน้าทีม เวลานี้ก็สายแล้ว หากรอเสียงนกหวีดครั้งที่สองค่อยไป จะถูกหักแต้ม คิดแล้วก็เสียดาย จึงวิ่งกันเร็วขึ้นอีก

“หนิงเสี่ยวฉือ นี่น้องสาวของนายเหรอ”

เฉียงจื่อจูงน้องสาวเสี่ยวฮวามา เถียนเถียนเมื่อได้ยินคนเรียกพี่ชาย แต่ก็ก้มหน้าลงอีกครั้งเมื่อเห็นเด็กสองคนตัวสกปรก อืม! พี่ชายเพิ่งบอกว่าจะมีผลไม้ให้กินนี่นา

“นี่น้องสาวของฉัน ชื่อเถียนเถียน”

หนิงเสี่ยวฉือเห็นเฉียงจื่อมาก็อวดทันที  “สวยกว่าน้องสาวของนายใช่ไหมล่ะ”

เฉียงจื่อเห็นเถียนเถียนใส่เสื้อผ้าสะอาด ใบหน้าล้างจนขาวสะอาด แล้วก้มลงมองน้องสาวที่ตัวเองจูงอยู่ ก็เถียงกลับ

“น้องสาวของฉันถ้าตัวสะอาดแล้วก็สวยเหมือนกัน”

เสี่ยวฮวาพูดเป็นแล้ว เห็นเถียนเถียนที่อายุน้อยกว่าตน ก็ยิ่งตื่นเต้น ดึงพี่ชายจะเดินเข้าไปใกล้

“น้อง น้อง~”

จบบทที่ บทที่ 11 ลงนา

คัดลอกลิงก์แล้ว