เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 กินข้าว

บทที่ 3 กินข้าว

บทที่ 3 กินข้าว


“หลับแล้วหรือ?” หลิวกุ้ยหลานเห็นลูกสะใภ้วางหลานสาวเรียบร้อย จึงเดินตามมาถาม เสียงกดต่ำลง

“ค่ะ หลับแล้ว แม่ไปกินข้าวก่อนเถอะนะคะ ฉันขอดูลูกสักพักค่ะ” หวังเย่ว์จินตอบ เธออยากมองลูกสาวให้นานกว่านี้

“คลุมไว้ก็พอ เดี๋ยวเถียนเถียนตื่นค่อยมา ไปกินข้าวเถอะ เร็วเข้า” หลิวกุ้ยหลานไม่ยอม โบกมือไล่เธอออกไป ตามคำคนแก่ว่าเด็กหลับอยู่ไม่ควรจ้องมองตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นแล้วจะตัดใจจากเถียนเถียนได้

อย่างไร

“ไปกินข้าวเถอะ” หนิงเจี้ยนหมินก็เร่งเช่นกัน เขาไม่ได้คิดว่าการมองลูกสาวจะไม่ดี เพียงแต่กลัวว่าภรรยาออกไปช้าแล้วจะไม่มีข้าวกิน ลูกสาวเขาก็รัก ภรรยาเขาก็รัก ตอนนี้ลูกสาวหลับแล้ว เขาจึงอดเป็นห่วงภรรยาไม่ได้

“ค่ะ” หวังเย่ว์จินขานรับเบา ๆ อาศัยจังหวะที่แม่สามีกับสามีไม่ทันสังเกต เช็ดน้ำตาที่หางตาให้แห้ง แล้วเดินตามทั้งสองคนออกไป

ในห้องโถง หนิงวั่งจู่จ้องตาเขม็งใส่หลานชายคนโต หนิงเสี่ยวเทา ที่กำลังจะยื่นมือไปหยิบวอวอโถว ใจเขาร้อนรน แต่ก็ไม่สะดวกเข้าไปในห้องของลูกชาย ยายเฒ่านี่ก็จริงเบย รีบออกมาเถอะ เขายังไม่ได้ถามเลยว่าวันนี้หลานสาวคนเล็กกินไปเท่าไร

หลิวกุ้ยหลานออกมาเห็นคนทั้งบ้านนั่งรออยู่ ก็กระแอมเบาๆอย่างพอใจ เรื่องเล็กๆน้อยๆ แบบนี้ไม่ถึงกับต้องถือสา แต่ถ้าออกมาแล้วเห็นทุกคนกินกันอย่างเอาเป็นเอาตายเหมือนไม่มีเธออยู่ ก็คงขุ่นใจอยู่ดี

หลิวกุ้ยหลานนั่งลงข้างหนิงวั่งจู่ บ้านหนิงกินข้าวกันโดยให้ผู้เฒ่าสองคนอยู่หัวโต๊ะ ตามปกติหนิงเจี้ยนกั๋ว ลูกชายคนโต จะนั่งข้างหนิงวั่งจู่ ถัดไปคือหลี่อ้ายหยุน สะใภ้ใหญ่ ลู่เสี่ยวหง สะใภ้รอง นั่งทางซ้ายของพี่สะใภ้ใหญ่ ถัดไปจึงเป็นหนิงเจี้ยนจวิน ลูกชายคนที่สอง ส่วนหนิงเจี้ยนหมิน ลูกชายคนที่สี่ นั่งข้างหลิวกุ้ยหลาน ข้างๆเขาคือหวังเย่ว์จิน ด้านหลังต่อด้วยสะใภ้ห้าและลูกชายคนที่ห้า เพราะคนในบ้านล้วนผอม โต๊ะเตี้ยแปดเหลี่ยมแม้จะเล็กก็ยังพอนั่งกันได้ เด็กๆนั่งกินกันที่โต๊ะเล็กอีกฝั่งหนึ่ง

วันนี้สามีภรรยาลูกชายคนที่ห้าไม่อยู่ ลู่เสี่ยวหงก็ถูกไล่กลับเข้าห้องไปแล้ว หลิวกุ้ยหลานจึงให้เด็กทั้งสี่ขึ้นมากินบนโต๊ะ นั่งใกล้พ่อแม่ของตน

ระหว่างนั้นหลี่อ้ายหยุนตักโจ๊กใส่ถ้วยไว้เรียบร้อย หลิวกุ้ยหลานหยิบตะเกียบ เริ่มแบ่งจากหนิงวั่งจู่ หลานชายคนโต หนิงเสี่ยวเทา และหลานชายคนเล็ก หนิงเสี่ยวฉือ ใช้ตะเกียบไม่คล่อง จึงได้ช้อนแทน

“กินข้าวได้แล้ว” หลิวกุ้ยหลานเอ่ย พอสิ้นเสียง นอกจากเด็กๆ ที่ได้กับข้าวตักไว้ก่อนแล้ว แม้แต่หวังเย่ว์จินที่เพิ่งจะสะอื้นอยู่เมื่อครู่ และหลี่อ้ายหยุนที่เงียบมาตลอด ต่างก็ลงมือแย่งกับข้าวทันที มือช้าก็อดกิน ช่วงบ่ายยังต้องออกไปทำงาน ไม่รีบกินจะได้อย่างไร

ทุกคนกินกันอย่างรวดเร็ว พอจานกับข้าวเกลี้ยง จึงหยิบวอวอโถวมาจิ้มกับโจ๊ก ในถ้วยแต่ละคนก็มีผักที่คีบมาไว้ก่อนหน้า แต่ไม่มีใครกล้าเก็บไว้มากเกินไป เพราะหลิวกุ้ยหลานจะว่าได้

หลิวกุ้ยหลานเองก็ใส่ผักลงถ้วยเล็กน้อย ลูกชายกับลูกสะใภ้คีบซ่อนไว้สักหนึ่งสองตะเกียบ เธอก็ทำเป็นไม่เห็น แต่ถ้าใครคิดจะตักเต็มถ้วยไว้กินช้าๆ ก็รอรับไฟโทสะได้เลย การดูแลปากท้องคนทั้งบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย หิวหรือ? ใครบ้างไม่หิว บ้านมีคนมากขนาดนี้ ถ้าให้คนหนึ่งอิ่ม อีกคนก็ต้องอด จะไม่ควบคุมให้ทุกคนอิ่มครึ่งหนึ่งได้อย่างไร

เธอกัดวอวอโถวแข็งๆหนึ่งคำ ต้องรีบซดโจ๊กตามถึงจะกลืนลงได้ พออายุมากขึ้น ต่อให้ไม่อยากยอมรับ ก็ต้องยอมว่าฟันฟางไม่ดีเหมือนก่อน ตอนสาวๆเคยแทะเปลือกไม้มาแล้ว เดี๋ยวนี้วอวอโถวกลับต้องพึ่งโจ๊กถึงจะกลืนได้

หลิวกุ้ยหลานพักหายใจครู่หนึ่ง แล้วอวดกับชายชราข้างตัวว่า “พวกคุณมาช้ากัน วันนี้เถียนเถียนเกือบจะหลับแล้ว ตอนฉันกลับถึงบ้าน เถียนเถียนยังไม่ตื่น พอเดินเข้าไปในห้อง เธอก็ตื่นพอดี”

เธอไม่พูดถึงเรื่องที่ตัวเองแวะเข้าไปก่อนหน้านั้น พลางพูดไปก็ฟาดต้นขาตัวเองหนึ่งที “ดูสมองฉันสิ เถียนเถียนพอตื่นก็เริ่มส่งเสียงแล้ว ฉันยังไม่ทันตั้งตัวเลย!”

“แม่ จริงหรือคะ?” พอได้ยินเรื่องลูกสาว หวังเย่ว์จินก็วางตะเกียบ ถามขึ้นทันที จนแทบไม่สนใจกินข้าวต่อ

“จะโกหกพวกเธอไปทำไม” หลิวกุ้ยหลานตอบอย่างไม่สบอารมณ์ เห็นหนิงวั่งจู่ไม่แสดงท่าที ก็พึมพำว่า “ตาเฒ่านี่ไม่เห็นใจหลานสาวเอาเสียเลย”

หนิงวั่งจู่ไม่เงยหน้าด้วยซ้ำ เพียงขาน “อืม” ต่ำ ๆ แล้วกินข้าวต่อ สีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่ใส่ใจเรื่องที่หลานสาวเริ่มส่งเสียง หลิวกุ้ยหลานปรายตามองเขาอย่างหมั่นไส้ ใครจะไม่รู้ ใจจริงคงดีใจจะตาย ตาเฒ่านี่ชอบทำเป็นวางท่าเท่านั้น

“แม่ หัวหน้าทีมให้ผมกับพ่อไปอำเภอพรุ่งนี้” หนิงเจี้ยนหมินเห็นพ่อไม่พูด ก็รีบเปลี่ยนเรื่อง เขาดีใจที่ลูกสาวเริ่มส่งเสียงอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ควรแสดงออกมากเกินไป “ออกเดินทางตั้งแต่ฟ้าสาง ทีมให้ตั๋วอาหารกับเงินมา ผมคิดว่าสู้เอาของจากบ้านไปดีกว่า แม่บ่ายนี้อย่าไปทำงานเลย ทำเสบียงแห้งให้ผมกับพ่อหน่อย ของที่ทีมให้มา ผมจะเอามาให้แม่ทีหลัง”

“ไปอำเภอ?” หลิวกุ้ยหลานถูกดึงความสนใจทันที “งั้นอย่าลืมซื้อของกินให้เด็กๆด้วยล่ะ ตั๋วอาหารไม่ต้องให้ฉัน เอาให้พ่อเธอไปเลย”

บอกว่าซื้อให้เด็กๆ แต่ใครเป็นคนได้จริงทุกคนในบ้านรู้ดี รู้ก็พูดอะไรไม่ได้ คะแนนงานของบ้านนี้นับรวมกันก็จริง แต่หลิวกุ้ยหลานเก็บบันทึกแยกต่างหาก จากคะแนนการทำงานที่แต่ละครอบครัวได้รับในปีก่อนๆ พวกเขาไม่ควรอดอยาก แต่พวกเขาก็ไม่เป็นเช่นนั้น แม้ว่าพวกเขาจะไม่ค่อยอิ่มท้อง แต่พวกเขาก็ไม่เคยอดอยากตลอดทั้งปี ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

ก็เพราะมีหนิงวั่งจู่ ในหมู่บ้านมีบ่อปลาใหญ่เล็กห้าหกบ่อ ทุกปีช่วงตรุษจีนจะจับปลาหนหนึ่ง แปลกดีเหมือนกัน ใช้แหเหมือนกัน แต่พอหนิงวั่งจู่ทอดแห มักได้ปลามากกว่าเสมอ ตอนแรกคนในทีมผลิตคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ลองกันหลายครั้งเข้า ก็ต้องยอมรับว่าเขาเก่งกว่าคนอื่นจริงๆ พอมีคนถามเคล็ดลับ หนิงวั่งจู่ก็ว่าไม่มีอะไรนอกจากอาศัยชำนาญมือ

ทีมผลิตให้คะแนนตามผลงานได้ปลามาก คะแนนก็ได้มาก ช่วงก่อนปีใหม่ที่งานหนัก หนิงวั่งจู่คนเดียววันหนึ่งได้หลายสิบคะแนน ยังดีที่หัวหน้าทีมเป็นญาติกัน ไม่อิจฉาจนหักคะแนนเสีย เพราะหน้าหนาวหนาวจัด คนลงจับปลาลำบาก ทีมยังมีกติกา จับได้ครบหนึ่งร้อยชั่ง แถมปลาให้อีกหนึ่งชั่ง แม้สัดส่วนจะน้อย แต่หนิงวั่งจู่จับได้มากอยู่แล้ว บวกกับลูกชายทั้งสี่ช่วยกัน นอกจากสมุห์บัญชีของทีมแล้ว แทบไม่มีใครรู้ว่าบ้านหนิงได้ส่วนแบ่งไปเท่าไร

ปลาที่ได้แต่ละปี หลิวกุ้ยหลานจะแช่แข็งไว้ รอให้น้องสาวมารับ น้องสาวของเธอ หลิวกุ้ยหง ทำงานอยู่ร้านสหกรณ์ในตำบล รู้จักคนมาก ทุกปีช่วยเอาไปแลกได้บ้าง หลิวกุ้ยหลานไม่เอาเงิน ไม่เอาตั๋วอาหาร ขอแต่ธัญพืช และยังเลือกเอาแต่ของหยาบ ทุกปีก็เป็นแบบนี้ ได้อาหารกลับมาไม่น้อย แต่ก็ไม่พอกับแรงงานฉกรรจ์ห้าคนในบ้าน ถึงจะยืนเป็นแถวไปทำงานแล้วดูน่าเกรงขาม แต่กินก็มาก หลิวกุ้ยหลานจึงไม่กลัวว่าลูกสะใภ้จะมีความเห็น เธอจะลำเอียงก็มีเหตุรองรับ คนวัยยี่สิบสามสิบที่ยังพึ่งพ่อแม่อยู่ ไม่มีสิทธิ์มาโวยวาย

ที่ให้ลูกชายเอาของไปให้ตาเฒ่า หลิวกุ้ยหลานพูดไว้โดยตั้งใจ ลูกๆอาจมองไม่ออก แต่เธออยู่ข้างเขาจะไม่รู้ได้อย่างไร ตาเฒ่านี่รักหลานสาวยิ่งกว่าเธอเสียอีก เพียงแต่ไม่พูดออกมา ทุกครั้งที่เธออุ้มเด็ก เขามักทำทีเดินมาใกล้ๆให้มีเสียงรบกวน แค่รักษาหน้าตัวเองไว้เท่านั้น ของไปอยู่ในมือตาเฒ่า สุดท้ายก็ต้องเอาไปซื้อของให้หลานสาวอยู่ดี

“ได้ครับแม่” หนิงเจี้ยนหมินคาบวอวอโถวอยู่ในปาก ตอบรับไปด้วย พลางคิดในใจว่า อย่างไรก็ยังเป็นข้าวที่บ้านอร่อยที่สุด ครั้งก่อนที่ไปช่วยงานในตำบล ได้กินอะไรก็ไม่รู้ ถ้าไม่ใช่เพราะอยากเอาคูปองน้ำตาลมาแลกให้ลูกสาว เขาคงไม่ไปหรอก

หวังเย่ว์จินกินวอวอโถวในมือจนหมด แล้วเทผักที่เหลืออยู่ครึ่งถ้วยลงในถ้วยของหนิงเจี้ยนหมินตรง ๆ หนิงเจี้ยนหมินอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง ก็ถูกหวังเย่ว์จินใช้ศอกสะกิดไว้

หนิงเจี้ยนจวินกินคำสุดท้ายเสร็จ กำลังจะลุกไปตักโจ๊ก ก็เห็นท่าทางของน้องสี่กับภรรยา แววตาเขาหม่นลงเล็กน้อย หม้อโจ๊กวางอยู่บนพื้น พอตักเสร็จยืนขึ้น ก็เห็นพี่สะใภ้ใหญ่อาศัยจังหวะคีบกับข้าวให้หลานสาวคนโต คีบผักในถ้วยของตัวเองไปให้พี่ชายครึ่งหนึ่ง เขานึกถึงคำพูดของแม่ก่อนกินข้าวที่บอกกับภรรยาตัวเอง ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองอะไรเป็นพิเศษ ก็พลันรู้สึกจุกในลำคอและอยากร้องไห้

“แม่ครับ น้องสาวจะตื่นเมื่อไร?” หนิงเสี่ยวฉือ วัยสามขวบ กินคำสุดท้ายเสร็จ ก็หันไปถามหวังเย่ว์จินที่นั่งข้าง ๆ

“เสี่ยวฉือกินข้าวเสร็จ อีกสักพักน้องสาวก็ตื่นแล้ว” หวังเย่ว์จินเห็นลูกชายหยุดกิน ก็พูดอย่างอ่อนโยน “อิ่มหรือยัง?”

“อิ่มแล้วครับ” หนิงเสี่ยวฉือตบพุงตัวเอง “อยากดูน้องสาว” เด็กยังเล็ก กินไม่กี่คำก็อิ่ม

“งั้นก็ไปเบาๆ อย่าเสียงดัง เดี๋ยวปลุกน้องสาว” ลูกชายเชื่อฟังมาตลอด หวังเย่ว์จินจึงไม่กังวล

“ครับ” หนิงเสี่ยวฉือตอบเสียงออดอ้อน มือจับแขนหวังเย่ว์จิน กระโดดลงจากม้านั่ง แล้ววิ่ง “ตึกตักๆ” เข้าไปในห้อง

“วิ่งช้าหน่อย ช้าหน่อยสิ เจ้าตัวเล็ก อย่าทำเสียงดังรบกวนเถียนเถียน” หลิวกุ้ยหลานกดเสียงเรียก

พอได้ยินคำของย่า หนิงเสี่ยวฉือก็รีบหยุด เขย่งเท้าเดินเข้าไปในห้อง เมื่อครู่ดีใจเกินไปจนลืมตัว

คนในห้องโถงยังคงกินข้าวต่อ

ส่วนทางด้านหนิงเสี่ยวฉือก็เดินไปถึงข้างเตียง เกาะขอบเตียงมองน้องสาว น้องสาวของพี่เฉียงจื่อบ้านข้าง ๆ ไม่เห็นจะน่าดูเลย สกปรกอยู่ทั้งวัน เขาบอกว่าน้องสาวของตัวเองสวย พี่เฉียงจื่อยังว่าหลอกลวง บอกว่าต้องอุ้มออกไปให้คนอื่นเห็นถึงจะนับ เขาไม่อุ้มออกไปหรอก น้องสาวสวยขนาดนี้ ถ้ามีใครมาแย่งไปจะทำอย่างไร

นึกถึงของที่เก็บไว้ให้น้อง หนิงเสี่ยวฉือก้มลง เปิดถุงเล็กที่ย่าทำให้ห้อยอยู่ตรงอก หยิบผลไม้สีแดงที่เก็บไว้ตั้งแต่เช้าออกมา ยืนอยู่ข้างเตียงแล้วแบ่งตรงนั้นเลย น้องสาวหนึ่งลูก ตัวเองหนึ่งลูก น้องสาวหนึ่งลูก แม่หนึ่งลูก น้องสาวหนึ่งลูก พ่อหนึ่งลูก…

แบ่งไปสองรอบแล้วยังเหลืออีกหนึ่งลูก หนิงเสี่ยวฉือดูในมือ เห็นว่าลูกนี้เล็กไปหน่อย เขาทำเป็นไม่เห็นกองแรกที่ใหญ่ที่สุด แล้วไปเลือกเอาลูกใหญ่จากกองสุดท้ายมาเปลี่ยน จากนั้นเอาลูกที่เหลือวางไว้กองของน้องสาว เห็นว่าแบ่งเรียบร้อยแล้ว หนิงเสี่ยวฉือตบมือเบาๆ ตัดสินใจขึ้นไปนั่งบนเตียง รอน้องสาวตื่น

หนิงเถียนเถียนรู้สึกเหมือนตัวเองฝันไป ฝันว่าอะไรจำไม่ได้ รู้แต่ว่าท้ายที่สุดมีคนพึมพำซ้ำ ๆ ว่า

“หนึ่งลูก หนึ่งลูก หนึ่งลูก” พูดจนเธอแทบจะรำคาญ อยู่ๆ เสียงก็เงียบไป จากนั้นก็รู้สึกเหมือนแผ่นดินไหว แม้ไม่เคยเจอมาก่อน แต่เธอคิดว่าแรงสั่นขนาดนี้ต้องใช่แน่ เธอตกใจจนลืมตาตื่น

“อ๊าาา—”  พอลืมตาขึ้นมา ถึงนึกได้ว่าตัวเองเหมือนจะเปลี่ยนที่อยู่แล้ว

“น้องสาวตื่นแล้ว?” หนิงเสี่ยวฉือที่กำลังปีนขึ้นเตียง พอได้ยินเสียงก็ดีใจจนลืมไปว่ามือยังเกาะขอบเตียงอยู่ เผลอปล่อยมือเข้าอย่างจัง ได้ยินเสียง “ตุ้บ” ดังขึ้น

หนิงเถียนเถียน  “…..”  เสียงดังจริงๆ

จบบทที่ บทที่ 3 กินข้าว

คัดลอกลิงก์แล้ว