- หน้าแรก
- เกิดใหม่อีกครั้ง: ฉันเห็นเส้นทางวิวัฒนาการ
- บทที่ 240 ไม่ใช่ว่ายังมีอีกหนึ่งระดับความยากเหรอ (ฟรี)
บทที่ 240 ไม่ใช่ว่ายังมีอีกหนึ่งระดับความยากเหรอ (ฟรี)
บทที่ 240 ไม่ใช่ว่ายังมีอีกหนึ่งระดับความยากเหรอ (ฟรี)
บทที่ 240: ไม่ใช่ว่ายังมีอีกหนึ่งระดับความยากเหรอ
การทดสอบระดับความยากสูงกินเวลานานกว่าสองระดับแรกอย่างเห็นได้ชัด
ผ่านไปร่วมหนึ่งชั่วโมงเต็ม เหล่าผู้เข้าทดสอบถึงได้ทยอยดีดตัวออกจากแดนมายาจนครบ
จากผู้ท้าชิงทั้งหมดห้าคน ผลปรากฏว่ามีผู้ผ่านเพียงแค่สองคนเท่านั้น
ได้แก่ ปี้หยาง และชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบกว่าที่ใบหน้ากร้านโลก
ทั้งสองต่างเก็บอาการดีใจไว้ไม่อยู่ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอย่างปิดไม่มิด
ตรงข้ามกับอีกสามคนที่เหลือ ซึ่งสีหน้าดูไม่จืดเอาเสียเลย
“ขอแสดงความยินดีกับทั้งสองท่านด้วย ที่ผ่านการประเมินระดับเงินความยากสูง นับแต่นี้ไป พวกคุณคือผู้ใช้อสูรระดับเงินอย่างเต็มตัวแล้ว”
เวินถางประสานมือแสดงความยินดีกับปี้หยางและชายวัยกลางคนด้วยรอยยิ้ม
แม้แต่สือเม่าเยี่ยนผู้เคร่งขรึมก็ยังเปลี่ยนสีหน้ามาเป็นมิตรขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ผู้ใช้อสูรระดับเงินที่ไต่เต้ามาจากการผ่านระดับความยากสูง หากไม่สะดุดขาตัวเองล้มกลางทางเสียก่อน อนาคตที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้ใช้อสูรระดับทองในระดับเดียวกับพวกเขานั้น แทบจะเป็นของตาย
กับผู้ใช้อสูรที่มีอนาคตไกลเช่นนี้ พวกเขาย่อมไม่ตระหนี่ที่จะผูกมิตรไว้ก่อน
“ขอบคุณครับ”
“ท่านทั้งสองก็ชมเกินไปแล้วครับ”
ปี้หยางและชายวัยกลางคนต่างกล่าวขอบคุณกลับ
หลังทักทายกันพอเป็นพิธี เวินถางก็กระแอมไอเบาๆ แล้วประกาศเสียงดังฟังชัด
“ถ้าอย่างนั้น การประเมินระดับเงินก็เป็นอันสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ทุกท่าน...”
ยังพูดไม่ทันจบประโยค เสียงหนึ่งก็แทรกขึ้นมาขัดจังหวะ
“เดี๋ยวก่อนครับ”
เวินถางไม่คาดคิดว่าจะมีใครกล้าขัดจังหวะ หันขวับไปมองด้วยความงุนงง ก่อนจะพบว่าเป็นเด็กหนุ่มที่นั่งเงียบไม่ยอมลงสนามสอบมาตลอดนั่นเอง
คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแวบหนึ่ง ก่อนจะคลายออก แล้วเอ่ยถามด้วยความอดทน “มีอะไรหรือเปล่า?”
คนอื่นๆ ต่างพากันหันไปมองหลินเจ๋อเป็นตาเดียว ด้วยสีหน้าสงสัยระคนใคร่รู้
ท่ามกลางสายตานับสิบคู่ที่จับจ้องมา หลินเจ๋อยังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉย แต่ประโยคที่หลุดจากปากเขากลับทำให้ทุกคนชะงักค้าง
“การประเมินระดับเงินยังไม่จบไม่ใช่เหรอครับ”
“ไม่ใช่ว่ายังมีอีกหนึ่งระดับความยากเหรอ?”
เมื่อตั้งสติได้ ทุกคนก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ฟังจากน้ำเสียงแล้ว หรือว่าเจ้าหนุ่มนี่จะท้าทาย ‘ระดับความยากขั้นสุดยอด’!?
ปี้หยางถึงกับอ้าปากค้าง คำอุทานหยาบคายเกือบหลุดออกจากปาก
ที่แท้ไอ้เพื่อนยากที่นั่งนิ่งเป็นรูปปั้นมาตลอด ก็เพราะกั๊กแรงไว้ปล่อยของตานี้นี่เอง
จะเอาจริงเหรอเนี่ย กับการท้าทายระดับสุดยอด!
เวินถางนิ่งอึ้งไปหลายวินาทีกว่าจะตั้งสติได้ เขาหันไปสบตากับสือเม่าเยี่ยน ต่างฝ่ายต่างมองเห็นความขบขันระคนประหลาดใจในแววตาของกันและกัน
ในการประเมินระดับฝึกหัดและระดับทองแดง เนื่องจากไม่จำกัดจำนวนครั้งการสอบ จึงมักมีพวกอยากรู้อยากเห็นลองของกับระดับความยากขั้นสุดยอดอยู่บ้าง
แต่สำหรับการประเมินระดับเงินนั้น ไม่มีใครกล้าบ้าบิ่นขนาดนั้น
เหตุผลหนึ่งคือการจำกัดจำนวนครั้ง
แต่อีกเหตุผลสำคัญคือ ระดับความยากขั้นสุดยอดของการประเมินระดับเงินนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะผ่าน
การท้าทายเป้าหมายที่ไม่มีวันสำเร็จ ก็ไม่ต่างอะไรกับการผลาญชีวิต เวลา และพลังงานไปเปล่าๆ
ผู้ใช้อสูรที่ก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ไม่มีใครโง่พอจะทำเรื่องแบบนั้น
จึงไม่เคยมีใครคิดลองดี
หลายปีมานี้ ระดับความยากขั้นสุดยอดจึงกลายเป็นเพียงสัญลักษณ์ประดับไว้เฉยๆ ในการประเมินระดับเงิน
เวินถางและสือเม่าเยี่ยนคุมสอบมานับครั้งไม่ถ้วน ก็ไม่เคยต้องเอ่ยปากถามหาผู้ท้าชิงระดับนี้
ในความเป็นจริงก็ไม่เคยมีใครเสนอหน้ามาขอท้าทาย
เรื่องนี้กลายเป็นกฎที่รู้กันโดยนัยระหว่างผู้คุมสอบและผู้เข้าสอบไปแล้ว
ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะเจอแจ็คพอตเข้าให้
ชั่วขณะหนึ่ง
เวินถางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขำขันในใจ
ตอนแรกนึกว่าเป็นพวกคุณชายเหลาะแหละที่ยอมเสียสิทธิ์สอบระดับเงินหนึ่งครั้งเพื่อมาเดินเที่ยวเล่นดูงาน แต่ที่แท้กลับเป็นแค่ไอ้หนุ่มเลือดร้อนที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำนี่เอง
พอคิดได้แบบนี้ ความไม่พอใจที่มีต่อหลินเจ๋อก่อนหน้านี้ก็มลายหายไปจนหมดสิ้น
ไม่ว่าจะมองมุมไหน คนหลังก็ยังดูเข้าท่ากว่าคนแรกอยู่หน่อย
สือเม่าเยี่ยนทำหน้าเหมือนคนจะหัวเราะก็หัวเราะไม่ออก
เห็นได้ชัดว่าเขาคิดไม่ต่างจากเวินถาง
คนรอบข้างเองก็พากันส่ายหัวกลั้วหัวเราะ
“ฉันก็นึกว่าเจ้าหนุ่มนี่คิดจะทำอะไร ที่แท้ก็อยากลองของกับระดับความยากขั้นสุดยอดนี่เอง”
“มิน่าล่ะ ถึงได้นั่งนิ่งไม่ยอมขยับไปไหน”
“ฝันเฟื่องเกินไปแล้ว การประเมินระดับสุดยอดมันหมูขนาดนั้นหรือไง?”
“ไม่ใช่แค่หมูไม่หมู แต่มันเป็นไปไม่ได้เลยต่างหาก”
“นี่พ่อหนุ่ม ไม่เคยได้ยินกิตติศัพท์ความโหดหินของระดับสุดยอดมาบ้างหรือไง?”
ปี้หยางที่เพิ่งตั้งสติได้ รีบปรี่เข้าไปกระซิบข้างหูหลินเจ๋อ
“เพื่อนเอ๋ย เชื่อฉันเถอะ อย่าฝันกลางวันเลย ระดับสุดยอดนั่นไม่ใช่ที่ให้คนอย่างเราไปท้าทายเล่นๆ หรอกนะ ต่อให้ฝึกเพิ่มอีกสี่ห้าปีก็ไม่มีประโยชน์ รีบกลับไปเถอะ อย่าไปกวนเวลาท่านผู้คุมสอบเลย ขืนทำให้ท่านทั้งสองโกรธขึ้นมา นายจะซวยเอาเปล่าๆ”
ทว่าหลินเจ๋อกลับทำเพียงส่ายหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย สายตาจับจ้องไปที่ผู้คุมสอบทั้งสองอย่างไม่หลบเลี่ยง
“คำขอของผมคงไม่ได้ผิดกฎสมาคมใช่ไหมครับ?”
เวินถางและสือเม่าเยี่ยนหันมาสบตากันครู่หนึ่ง ฝ่ายหลังพยักหน้าให้นิดๆ แทบไม่สังเกตเห็น
เวินถางจึงกระแอมไอเบาๆ แล้วส่ายหน้าตอบ “แน่นอนว่าไม่ผิด ในเมื่อนายอยากลอง ก็เชิญตามสบาย”
ในฐานะผู้ใช้อสูรระดับทอง พวกเขาไม่คิดจะถือสาหาความกับเด็กรุ่นหลังที่กำลังเลือดร้อนอยู่แล้ว
ถ้าอีกฝ่ายดึงดันจะชนกำแพงให้ได้ ก็ปล่อยเขาไป
ถือซะว่าดูเรื่องตลกคลายเครียดสักเรื่อง
ไว้ได้ลิ้มรสความโหดของระดับสุดยอดแล้ว เดี๋ยวเจ้าหนุ่มนี่ก็คงซึ้งเองว่า บนโลกนี้ยังมีเรื่องบางเรื่องที่แค่ใจสู้อย่างเดียวมันไม่พอ
คนรอบข้างต่างพากันทำท่าทางรอชมเรื่องสนุก
มีเพียงปี้หยางที่กลอกตาด้วยความอ่อนใจ
เห็นมาดนิ่งๆ ดูสุขุมรอบคอบ ไหงพอเอาเข้าจริงกลับหัวรั้นขนาดนี้ เตือนอะไรก็ไม่ฟัง
หลินเจ๋อไม่สนสายตาใคร เขาเดินดุ่มกลับไปทิ้งตัวลงบนโซฟา กำแผ่นป้ายทองแดงในมือแน่น แล้วหลับตาลงเตรียมพร้อม
เมื่อเห็นดังนั้น สือเม่าเยี่ยนก็ยื่นมือออกไปทางศิลาต้นกำเนิด เตรียมเดินเครื่องแดนมายา
ส่วนเวินถางหันไปถามเจ้าหน้าที่ข้างกายอย่างไม่ใส่ใจนัก “เด็กคนนั้นชื่ออะไรนะ?”
เจ้าหน้าที่รีบพลิกดูรายชื่อในมือ ก่อนจะตอบกลับทันควัน
“เขาชื่อหลินเจ๋อครับ”
สิ้นเสียงคำตอบ เวินถางชะงักกึก
มือของสือเม่าเยี่ยนที่กำลังยื่นออกไปพลันหยุดค้างกลางอากาศ
ผู้คนรอบข้างต่างตกอยู่ในอาการอึ้งกิมกี่
ชื่อ ‘หลินเจ๋อ’ ราวกับมีมนต์สะกดบางอย่าง ทำให้ห้องที่เคยจอแจพลันเงียบกริบลงในบัดดล
เงียบจนได้ยินเสียงเข็มตก
ผ่านไปหลายอึดใจ เวินถางถึงได้สติ เขาเบิกตากว้างถามย้ำเสียงหลง
“เมื่อกี้นายว่าเขาชื่ออะไรนะ?”
“หลิน...หลินเจ๋อครับ”
เจ้าหน้าที่หนุ่มเป็นเพียงคนธรรมดา
เขาไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของชื่อนี้ พอเห็นปฏิกิริยาของผู้คนรอบข้างและผู้คุมสอบทั้งสอง ก็พาลนึกว่าตัวเองทำผิดพลาดอะไรไป จนเริ่มพูดติดอ่างด้วยความประหม่า
แต่เวินถางไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจเขาอีกแล้ว เขาหันขวับไปจ้องหลินเจ๋อบนโซฟาเขม็ง ถามเสียงรัวเร็ว
“นายคือหลินเจ๋อคนที่พิชิตหอคอยวิญญาณดาราคนนั้นหรือเปล่า?”
หลินเจ๋อลืมตาขึ้นสบตาอีกฝ่ายอย่างสงบนิ่ง แล้วตอบรับอย่างตรงไปตรงมา
“ผมชื่อหลินเจ๋อ และผมก็เป็นคนเคลียร์หอคอยวิญญาณดาราจริงๆ ครับ”
แม้จะพอเดาได้ลางๆ แต่พอได้ยินเจ้าตัวยืนยันเต็มสองหู ทุกคนในที่นั้นก็พร้อมใจกันสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตื่นตะลึง
ที่แท้ก็คืออัจฉริยะเหนือโลกที่กำลังเป็นข่าวดังกระฉ่อนเมืองคนนั้นจริงๆ!