เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 140 ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่งดงาม (ฟรี)

บทที่ 140 ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่งดงาม (ฟรี)

บทที่ 140 ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่งดงาม (ฟรี)


ในฐานะหัวหน้าทีมลู่หลิน ฝีมือของเฉินเซิ่งย่อมไม่ธรรมดา

มิฉะนั้นคงไม่อาจสยบเหล่าสมาชิกที่หัวรั้นอวดดีและไม่ยอมลงให้ใครได้

เขาเลื่อนขั้นเป็นผู้ใช้อสูรระดับเงินมานานแล้ว และมีอสูรรับใช้ในพันธสัญญาถึงสี่ตัว

ในจำนวนนั้นมีสามตัวที่บรรลุถึงระดับหก

ตัวที่ระดับสูงสุดนั้นอยู่ที่ระดับหกขั้นแปด

ความแข็งแกร่งระดับนี้ในแวดวงนักผจญภัยเมืองหนิงเจียงนับว่าไม่เลวเลยทีเดียว

เฉินเซิ่งเองก็ภูมิใจในเรื่องนี้ไม่น้อย

ทว่าตอนนี้เขากลับถูกไอ้เด็กเมื่อวานซืนอายุไม่ถึงยี่สิบปีเมินเฉยอยู่หลายครั้ง เรื่องนี้จะไม่ให้เขาเดือดดาลได้อย่างไร

“ดูท่าแกคงจะไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาสินะ!”

เฉินเซิ่งแค่นเสียงเย็นชาด้วยสีหน้าทะมึนถึงขีดสุด

เมื่อสัมผัสได้ถึงโทสะของเจ้านาย เหล่าอสูรรับใช้ก็พุ่งเข้าจู่โจมทันที

ครั้งนี้พวกมันไม่แยกย้ายกันอีกต่อไป แต่โถมเข้าใส่วิญญาณแห่งปฐพีพร้อมกัน

เฉินเซิ่งมองด้วยสายตาเย็นชา มุมปากเหยียดยิ้มอำมหิต

แม้ว่าหลินเจ๋อจะแสดงฝีมือที่น่าทึ่งเกินวัย แต่เขาก็ยังไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตามากนัก

ก็แค่อสูรรับใช้ระดับหกขั้นเจ็ดหรือแปดเพียงตัวเดียว

ฝ่ายเขาก็มีอสูรรับใช้ระดับหกขั้นแปดอยู่หนึ่งตัวเช่นกัน

บวกกับอสูรรับใช้ระดับหกอีกสองตัว ในสถานการณ์สามรุมหนึ่ง ผลแพ้ชนะย่อมชัดเจนอยู่แล้ว

ส่วนเสี่ยวเสวี่ยที่ยืนเงียบเชียบอยู่ข้างกายหลินเจ๋อมาโดยตลอดนั้น ถูกเฉินเซิ่งมองข้ามไปโดยสิ้นเชิง

เพราะเสี่ยวเสวี่ยเก็บงำกลิ่นอายของตนไว้ อีกทั้งใบหน้าที่งดงามราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบนั้นช่างหลอกลวง

ทำให้ผู้คนเผลอมองข้ามพลังต่อสู้ของเธอไปโดยไม่รู้ตัวได้ง่ายๆ

การต่อสู้ปะทุขึ้นอีกครั้งอย่างรวดเร็ว

เมื่อเผชิญหน้ากับการกลุ้มรุมของอสูรรับใช้ระดับหกสามตัว วิญญาณแห่งปฐพีไม่เพียงไม่ถอยหนีแต่กลับรุกเข้าใส่ เผชิญหน้าอย่างไม่เกรงกลัว

อสูรรับใช้ทั้งสี่ตัวเข้าตะลุมบอนกันในพริบตา

สมรภูมิเดือดพล่านขึ้นทันใด

เป็นไปตามที่เฉินเซิ่งคาดการณ์ไว้ ในสถานการณ์สามรุมหนึ่ง ต่อให้วิญญาณแห่งปฐพีจะห้าวหาญเพียงใด แต่ก็ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างรวดเร็ว

แม้ความเพลี่ยงพล้ำจะยังไม่ชัดเจนนัก

ทว่าชัยชนะก็เป็นเพียงเรื่องของเวลา

เมื่อเห็นดังนั้น ใบหน้าของเฉินเซิ่งก็ปรากฏรอยยิ้มลำพองใจแกมเย้ยหยัน

คนของทีมลู่หลินต่างสลัดความหดหู่ก่อนหน้านี้ทิ้งไป พากันโห่ร้องกึกก้อง

“สมกับเป็นหัวหน้า! ลงมือทีเดียวก็เอาอยู่!”

“แน่นอนอยู่แล้ว หัวหน้าเป็นถึงผู้ใช้อสูรระดับเงิน เด็กเมื่อวานซืนพรรค์นี้จะเป็นคู่มือหัวหน้าได้ยังไง?”

“ฮ่าๆ ไอ้เด็กนี่อวดดีนัก สุดท้ายก็ต้องมาพ่ายแพ้ในมือหัวหน้าอยู่ดี!”

“ถ้ารู้ความก็รีบโขกศีรษะขอขมาแล้วไสหัวไปซะตอนนี้ ไม่งั้นได้เจอดีแน่!”

เสียงเยาะเย้ยถากถางดังขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า

ทว่าหลินเจ๋อกลับไม่ใส่ใจสิ่งเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย

หางตาของเขาเหลือบเห็นแววตาคันไม้คันมือของเสี่ยวเสวี่ย หลินเจ๋อจึงยิ้มพลางเอ่ยปรามว่า

“ไม่ต้องรีบ ให้วิญญาณแห่งปฐพีรับมือไปก่อน นี่เป็นโอกาสดีที่จะเพิ่มค่าการเติบโตนะ”

นานทีปีหนจะเจอคู่ต่อสู้ที่ฝีมือสูงกว่าเล็กน้อย แต่ไม่ได้มีพลังเหนือล้ำจนบดขยี้ได้ หลินเจ๋อย่อมไม่ปล่อยโอกาสที่จะเพิ่มค่าการเติบโตให้วิญญาณแห่งปฐพีหลุดลอยไป

เฉินเซิ่งไม่คาดคิดเลยว่าตนเองจะถูกใช้เป็นหินลับมีด

เมื่อเห็นวิญญาณแห่งปฐพีเริ่มเพลี่ยงพล้ำ ความพ่ายแพ้อยู่แค่เอื้อม และได้ยินเสียงประจบสอพลอของลูกทีม สีหน้าของเขาก็ยิ่งลำพองใจมากขึ้น

หลายนาทีต่อมา

เมื่อเห็นว่าวิญญาณแห่งปฐพีเริ่มส่อแววหมดแรง หลินเจ๋อจึงออกคำสั่งให้ถอย

วิญญาณแห่งปฐพีใช้ทักษะผู้พิทักษ์ศิลา รับการโจมตีของคู่ต่อสู้ไปหลายครั้ง แล้วถอยร่นกลับมาอยู่ข้างกายหลินเจ๋ออย่างรวดเร็ว

เมื่อเห็นดังนั้น เฉินเซิ่งก็เผยสีหน้าเย้ยหยัน

“ว่าไง ทนไม่ไหวแล้วเหรอ?”

“หรือว่าแกคิดจะยอมแพ้ขอขมาแล้ว?”

หลินเจ๋อไม่สนใจคำเยาะเย้ยของเฉินเซิ่ง เขาหันไปมองเสี่ยวเสวี่ย พลางยิ้มและลูบศีรษะเธอเบาๆ

“ตอนนี้ถึงตาเธอแล้วนะ”

อสูรรับใช้สาวน้อยที่แทบจะอดใจไม่ไหวอยู่แล้วพยักหน้าอย่างแรงทันที

เธออยากจะสั่งสอนเจ้าพวกสวะน่ารังเกียจที่มารบกวนเวลาพักผ่อนของเธอกับเจ้านายใจจะขาดแล้ว

ท่าทีเมินเฉยของหลินเจ๋อทำให้โทสะในใจของเฉินเซิ่งยิ่งลุกโชน

เมื่อเห็นเสี่ยวเสวี่ยเดินออกมาเบื้องหน้า เขาก็แค่นหัวเราะ

“ดิ้นรนไปก็ไร้ประโยชน์!”

เฉินเซิ่งไม่ได้มองว่าเสี่ยวเสวี่ยเป็นภัยคุกคามเลยแม้แต่น้อย

อย่างมากก็แค่อสูรรับใช้ระดับหกตัวหนึ่ง

ไม่มีผลกระทบต่อสถานการณ์ในตอนนี้เลยสักนิด

“นึกว่าเป็นเสือซ่อนเล็บ ที่แท้ก็แค่ไอ้หนุ่มเลือดร้อน”

เฉินเซิ่งแอบเยาะเย้ยในใจ

มาถึงขนาดนี้แล้วยังมองไม่ออกถึงความห่างชั้นของพลังระหว่างสองฝ่าย ช่างไร้แววสิ้นดี

รีบเผด็จศึกให้จบๆ แล้วพักผ่อนเก็บแรงเสียยังดีกว่า

พรุ่งนี้ยังต้องเดินทางไปหุบเขาผาแยกอีก

คิดได้ดังนั้น เฉินเซิ่งก็ไม่รั้งรออีกต่อไป สั่งการให้อสูรรับใช้โหมบุกโจมตีสุดกำลัง

“โฮก!”

สามอสูรรับใช้คำรามกึกก้องพร้อมกัน ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าใส่เสี่ยวเสวี่ยอย่างดุร้าย

เมื่อเห็นดังนั้น สมาชิกทีมลู่หลินต่างแสยะยิ้มเย้ยหยัน ราวกับมองเห็นภาพอสูรรับใช้สาวน้อยถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ และภาพหลินเจ๋อที่หวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ

บางคนถึงกับฉายแววเสียดายออกมา

อสูรรับใช้สาวน้อยที่งดงามปานนี้ ต้องมาจบชีวิตลงภายใต้กรงเล็บและเขี้ยวคม ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก

“หากข้ามีอสูรรับใช้ร่างมนุษย์ที่สวยหยาดเยิ้มขนาดนี้บ้างก็คงดี”

อสูรรับใช้ร่างมนุษย์ที่เจริญหูเจริญตาเพียงนี้ ต่อให้พลังต่อสู้จะต่ำต้อยหน่อยก็ไม่เป็นไร

เพราะแค่จะทะนุถนอมรักใคร่ยังไม่ทัน ใครจะตัดใจส่งออกไปต่อสู้กันเล่า

พอคิดได้แบบนี้ สมาชิกทีมลู่หลินหลายคนรวมถึงเจ้าชายร่างผอมเกร็งผู้นั้นก็ยิ่งริษยาหลินเจ๋อมากขึ้นไปอีก

หากไม่ใช่เพราะพันธสัญญาอสูรรับใช้ไม่อาจเปลี่ยนแปลง หากผู้ใช้อสูรตกตาย อสูรรับใช้ย่อมดับสูญตามไปด้วย ป่านนี้พวกเขาคงลงมือแย่งชิงไปนานแล้ว

เมื่อสังเกตเห็นสายตาหยาบโลนของชายร่างผอมและพรรคพวก หลินเจ๋อเพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แต่หาได้ใส่ใจไม่ เขาเพียงจดจ้องไปยังการต่อสู้ของเสี่ยวเสวี่ยเท่านั้น

เบื้องหน้าศัตรูที่ดาหน้าเข้ามา อสูรรับใช้สาวน้อยกลับหัวเราะคิกคักอย่างร่าเริง พลางยกฝ่ามือขาวผ่องดุจหยกขึ้นมาช้าๆ

หงายฝ่ามือหันออกไปเบื้องหน้า

ฟู่!

เสียงหวีดหวิวกรีดอากาศดังขึ้นฉับพลัน

ลมหนาวเหน็บพร้อมเกล็ดน้ำแข็งระยิบระยับนับไม่ถ้วนก่อตัวขึ้นจากความว่างเปล่า รวมตัวกันด้วยความเร็วอันน่าตื่นตะลึง

เพียงชั่วพริบตา

มังกรน้ำแข็งขนาดมหึมายาวกว่าสิบเมตรที่ดูราวกับมีชีวิตก็ก่อร่างขึ้นกลางเวหา

วินาทีถัดมา

มังกรน้ำแข็งฉีกกระชากมวลอากาศ แยกเขี้ยวคำรามก้อง พุ่งทะยานเข้าสังหารเบื้องหน้าด้วยท่วงท่าทะนงองอาจ

มังกรน้ำแข็งทะลวง!

โฮก!

สุ้มเสียงคำรามแห่งมังกรดังกึกก้องกัมปนาทไปทั่วผืนฟ้า

ดวงตาของอสูรรับใช้ทั้งสามที่กำลังพุ่งเข้ามาพลันเหม่อลอยไปชั่วขณะ

กว่าจะได้สติกลับคืน มังกรน้ำแข็งที่ห้อมล้อมด้วยไอหนาวเย็นยะเยือกก็โถมทับเข้ามาถึงตัวแล้ว

มรณภัยเข้าครอบงำจิตใจของอสูรรับใช้ทั้งสามในบัดดล

ท่ามกลางความตื่นตระหนก พวกมันหมายจะตอบโต้ แต่กลับพบว่าร่างกายแข็งทื่อขยับไม่ได้ดั่งใจ

ไอเย็นยะเยือกถึงขีดสุดได้แช่แข็งแขนขาของพวกมันไปเสียแล้ว

เพียงแค่ความชะงักงันในเสี้ยววินาที มังกรน้ำแข็งก็พุ่งชนอสูรรับใช้ทั้งสามอย่างรุนแรงราวกับหัวรถจักรที่วิ่งด้วยความเร็วสูง

ตูม!

เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาท

สะเทือนเลื่อนลั่นจนทุกคนในที่นั้นรู้สึกจุกแน่นหน้าอก

เกล็ดน้ำแข็งนับไม่ถ้วนแฝงมากับคลื่นพลังอันบ้าคลั่ง สาดกระจายออกไปทุกทิศทาง

คนของทีมลู่หลินรับเคราะห์ไปเต็มๆ

เศษน้ำแข็งคมกริบประดุจกระสุนปืนระดมยิงใส่พวกเขาและเหล่าอสูรรับใช้ แรงปะทะมหาศาลทำเอาทุกคนหน้าถอดสี

แม้จะมีโล่พลังวิญญาณกางกั้น แต่พวกเขาก็ยังตกอยู่ในสภาพทุลักทุเล

ส่วนอสูรรับใช้ที่ระดับต่ำกว่าหกต่างได้รับบาดเจ็บสาหัสทันที

ทั่วร่างชุ่มโชกไปด้วยโลหิตแดงฉาน

ชั่วขณะนั้น เสียงโหยหวนและเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังระงมไม่ขาดสาย

ทว่าเฉินเซิ่งและคนอื่นๆ กลับไม่มีแก่ใจจะมาสนเรื่องพวกนี้

พวกเขาเบิกตากว้าง จ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยอาการเหม่อลอย

เมื่อพายุสงบลง สภาพการณ์บนลานกว้างก็ประจักษ์แก่สายตา

เสี่ยวเสวี่ยยังคงยืนหยัดอยู่ที่เดิมอย่างสง่างาม

ร่างอันเยือกเย็นของเธอดูงดงามน่าทะนุถนอมยิ่งขึ้นภายใต้แสงสะท้อนของหิมะและเกล็ดน้ำแข็ง

ในทางกลับกัน... คู่ต่อสู้ของเธอ

อสูรรับใช้ระดับหกทั้งสามตัวกลับอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย

ณ จุดที่ปะทะ เหลือทิ้งไว้เพียงหลุมลึกขนาดมหึมาที่ถูกปกคลุมด้วยชั้นน้ำแข็งหนาทึบ

จบบทที่ บทที่ 140 ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่งดงาม (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว