- หน้าแรก
- เกิดใหม่อีกครั้ง: ฉันเห็นเส้นทางวิวัฒนาการ
- บทที่ 59 ‘คำเชิญ’ จากชมรมยอดภูผา (ตอนฟรี)
บทที่ 59 ‘คำเชิญ’ จากชมรมยอดภูผา (ตอนฟรี)
บทที่ 59 ‘คำเชิญ’ จากชมรมยอดภูผา (ตอนฟรี)
บทที่ 59: ‘คำเชิญ’ จากชมรมยอดภูผา
“ท่าทีของชมรมยอดภูผานี่มันแปลกๆ นะ”
“แต่ถึงขนาดหลัวหานมาเองเลยนะ ไม่น่าจะใช่เรื่องล้อเล่น”
“จะคิดมากไปทำไม พรสวรรค์ของหลินเจ๋อผิดมนุษย์ขนาดนั้น ชมรมยอดภูผาสนใจอยากจะชักชวนเขาก็ไม่แปลกหรอก”
“นั่นสิ อัจฉริยะระดับหลินเจ๋อ มีชมรมไหนบ้างจะไม่สนใจ?”
“...น่าอิจฉาเป็นบ้า”
แม้ว่านักศึกษาสามัญชนจำนวนมากจะชอบวิจารณ์ชมรมยอดภูผาเสียๆ หายๆ
แต่ส่วนใหญ่นั่นก็เป็นเพราะความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ของพวกเขาเอง
ความจริงแล้ว พวกเขาก็ยังคงยำเกรงชมรมยอดภูผาอยู่ไม่น้อย
ในฐานะหนึ่งในชมรมที่แข็งแกร่งที่สุดของสถาบันหนิงเจียง ชมรมยอดภูผานั้นมีรากฐานที่มั่นคงและลึกซึ้ง
หากพวกเขาเปลี่ยนท่าทีมาเชื้อเชิญจริงๆ
รับรองได้ว่านักศึกษาสามัญชนที่อยู่ที่นี่สิบคน จะมีถึงเก้าคนที่รีบตอบตกลงโดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว
เพราะการได้เข้าร่วมชมรมที่แข็งแกร่งย่อมส่งผลดีอย่างมหาศาลต่ออนาคตของพวกเขา
ในชั่วขณะนั้น สายตาหลายคู่ที่มองไปยังหลินเจ๋อต่างก็แฝงไปด้วยความอิจฉาอย่างปิดไม่มิด
เป็นอัจฉริยะนี่มันดีจริงๆ
ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็เป็นที่ต้องการตัว!
แม้กระทั่งชมรมยอดภูผาที่หยิ่งทะนง ยังถึงกับยอมแหกกฎเกณฑ์ที่เคยมีมาเพื่อหลินเจ๋อ
“หลินเจ๋อ นายควรจะรู้ไว้นะว่านี่เป็นโอกาสที่หาได้ยากแค่ไหน”
หลี่กังมองหลินเจ๋อพลางเอ่ยขึ้น ความรู้สึกในใจของเขานั้นซับซ้อนอย่างยิ่ง
เขาอิจฉาในพรสวรรค์และความสามารถของหลินเจ๋ออย่างสุดซึ้ง
ตัวเขาเองต้องพยายามแทบตายกว่าจะได้เข้าร่วมชมรมยอดภูผา
แต่หลินเจ๋อกลับไม่ต้องทำอะไรเลย ชมรมกลับยอมแหกกฎเพื่อมาเชิญตัวเขาด้วยตนเอง
ความแตกต่างระหว่างทั้งสองมันช่างห่างไกลกันราวฟ้ากับเหว
แล้วจะไม่ให้เขาอิจฉาจนแทบคลั่งได้อย่างไร!
ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องประหลาดใจก็คือ
หลังจากฟังจบ หลินเจ๋อกลับเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า
“ขอโทษครับ ผมไม่สนใจเข้าร่วมชมรมยอดภูผา”
รอบข้างเงียบกริบในทันที
ใบหน้าของหลายคนปรากฏสีหน้าตกตะลึง แม้แต่หลี่กังเองก็ยังทำหน้าเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง
ครู่ใหญ่ เขากว่าจะได้สติกลับมา ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ก่อนจะตวาดลั่น
“หลินเจ๋อ อย่าไม่รู้จักว่าอะไรดีไม่ดี! ชมรมยอดภูผารับเฉพาะลูกหลานจากตระกูลผู้ใช้อสูรเท่านั้น ครั้งนี้ที่ยอมแหกกฎรับแกเข้าก็เพราะรุ่นพี่หลัวหานเห็นว่าพรสวรรค์ของแกไม่เลวต่างหาก! นักศึกษาสามัญชนกี่คนที่อยากจะเข้ายังไม่มีปัญญาเลย!”
หลินเจ๋อกางมือทั้งสองข้างออกพลางตอบกลับ
“งั้นผมขอยกโอกาสนี้ให้คนอื่นก็แล้วกัน”
“แก!!”
หลี่กังโกรธจนตัวสั่น กำลังจะอ้าปากพูดต่อ แต่ก็ถูกหลัวหานยกมือขึ้นขวางไว้
หลัวหานตบไหล่หลี่กังเบาๆ ก่อนจะหันมามองหลินเจ๋อ
“บอกเหตุผลที่ปฏิเสธได้ไหม?”
“ง่ายมาก ผมไม่อยากสุงสิงกับพวกที่ยึดติดเรื่องชาติกำเนิด”
หลินเจ๋อยักไหล่ตอบ
คำพูดนี้ทำเอาสมาชิกชมรมยอดภูผาอย่างหลี่กังถึงกับจ้องเขม็งด้วยความโกรธเกรี้ยว
ส่วนหลัวหานก็หรี่ตาลง แววตาฉายประกายวูบวาบอย่างน่ากลัว
ผ่านไปครู่ใหญ่
เขาถึงได้จ้องมองหลินเจ๋ออย่างลึกล้ำ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปทันที หลี่กังและคนอื่นๆ จึงรีบเดินตามไป
เหตุการณ์จบลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทิ้งให้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างงุนงงไปตามๆ กัน
“เพื่อนนักศึกษาหลินเจ๋อ นายต้องระวังตัวหน่อยนะ”
เสียงหวานใสราวระฆังแก้วดังขึ้นข้างหู
กัวซินอี๋เดินมาอยู่ข้างกายหลินเจ๋อตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เธอโน้มตัวเข้ามากระซิบเสียงเบา
“หลัวหานเป็นหัวกะทิอันดับสิบของชั้นปีสอง เขาเป็นคนใจแคบและเจ้าคิดเจ้าแค้นเสมอ ครั้งนี้นายทำให้เขาเสียหน้าต่อหน้าคนเยอะแยะ เขาไม่ยอมปล่อยนายไปง่ายๆ แน่ นายต้องระวังการแก้แค้นของเขาให้ดี”
หลินเจ๋อชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้ม
“เข้าใจแล้ว ขอบคุณที่เตือนนะ”
เพราะต้องขยับเข้ามาใกล้เพื่อกระซิบ
ทำให้ตอนนี้ทั้งสองยืนชิดกันมาก หลินเจ๋อสามารถมองเห็นผิวแก้มของหญิงสาวที่ขาวเนียนละเอียดจนแทบมองไม่เห็นรูขุมขน
ปลายผมของเธอยังส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมาแตะจมูก
ทำให้เขาเผลอสูดหายใจเข้าไปเบาๆ โดยไม่รู้ตัว
ทว่าการกระทำเล็กๆ น้อยๆ นี้กลับไม่รอดพ้นสายตาของกัวซินอี๋ ใบหน้าของเธอแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย
แต่ก็น่าแปลกที่เธอไม่ได้พูดอะไรออกมา
ในตอนนั้นเอง กวนหนิงก็แทรกตัวเข้ามาคั่นกลางระหว่างคนทั้งสอง
“พี่ คุยอะไรกับนักศึกษากัวอยู่เหรอคะ?”
กวนหนิงเอ่ยถามหลินเจ๋อด้วยรอยยิ้ม แต่สายตาของเธอกลับจับจ้องไปยังกัวซินอี๋ไม่วางตา
แววตานั้นราวกับกำลังมองแมวขโมย ทำเอากัวซินอี๋ถึงกับชะงักไป
“ไม่มีอะไรหรอก เพื่อนนักศึกษากัวซินอี๋แค่หวังดีมาเตือนให้ฉันระวังตัวจากหลัวหานน่ะ”
กวนหนิงพยักหน้าหงึกๆ เข้าใจในทันที
“นั่นสิคะ ต้องระวังจริงๆ เมื่อกี้หนูเห็นสายตาของเจ้าหลัวหานนั่นแล้ว ก็รู้สึกว่าไม่ใช่คนดีเลย ชมรมยอดภูผาก็ขึ้นชื่อเรื่องดูถูกนักศึกษาสามัญชนอยู่แล้ว ครั้งนี้ถูกพี่ปฏิเสธต่อหน้าคนมากมาย ไม่แน่ว่าอาจจะโกรธจนคิดทำเรื่องไม่ดีกับพี่ก็ได้”
“ทัพมาขุนพลต้าน น้ำมาดินกั้น พวกเขามีไม้ไหน ฉันก็พร้อมรับได้ทั้งนั้นแหละ”
หลินเจ๋อกลับมีท่าทีสงบนิ่งและเยือกเย็น
พูดตามตรง เขาไม่ได้กลัวนักศึกษาปีสองเลยแม้แต่น้อย
คนที่แข็งแกร่งที่สุดในชั้นปีสอง อสูรรับใช้ก็อยู่แค่ระดับห้าเท่านั้น
ในเมื่อเขามีไพ่ตายอย่างการ์ดระเบิดพลังอยู่ในมือ ต่อให้ต้องเจอกับคนพวกนั้น เขาก็ไม่จำเป็นต้องกลัว
แน่นอนว่านักศึกษาระดับนั้นนับทั้งชั้นปีแล้วก็มีเพียงไม่กี่คน
และหลัวหานก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
ยิ่งทำให้หลินเจ๋อไม่จำเป็นต้องใส่ใจเขาเลย
เรื่องหยุมหยิมนี้ถูกหลินเจ๋อสลัดทิ้งไปจากหัวอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นว่าคนรอบๆ เริ่มได้สติและทำท่าจะกรูเข้ามาล้อมอีกครั้ง
เขาก็รีบเอ่ยลากัวซินอี๋ แล้วดึงกวนหนิงเผ่นหนีไปทันที