เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 59 ‘คำเชิญ’ จากชมรมยอดภูผา (ตอนฟรี)

บทที่ 59 ‘คำเชิญ’ จากชมรมยอดภูผา (ตอนฟรี)

บทที่ 59 ‘คำเชิญ’ จากชมรมยอดภูผา (ตอนฟรี)


บทที่ 59: ‘คำเชิญ’ จากชมรมยอดภูผา

“ท่าทีของชมรมยอดภูผานี่มันแปลกๆ นะ”

“แต่ถึงขนาดหลัวหานมาเองเลยนะ ไม่น่าจะใช่เรื่องล้อเล่น”

“จะคิดมากไปทำไม พรสวรรค์ของหลินเจ๋อผิดมนุษย์ขนาดนั้น ชมรมยอดภูผาสนใจอยากจะชักชวนเขาก็ไม่แปลกหรอก”

“นั่นสิ อัจฉริยะระดับหลินเจ๋อ มีชมรมไหนบ้างจะไม่สนใจ?”

“...น่าอิจฉาเป็นบ้า”

แม้ว่านักศึกษาสามัญชนจำนวนมากจะชอบวิจารณ์ชมรมยอดภูผาเสียๆ หายๆ

แต่ส่วนใหญ่นั่นก็เป็นเพราะความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ของพวกเขาเอง

ความจริงแล้ว พวกเขาก็ยังคงยำเกรงชมรมยอดภูผาอยู่ไม่น้อย

ในฐานะหนึ่งในชมรมที่แข็งแกร่งที่สุดของสถาบันหนิงเจียง ชมรมยอดภูผานั้นมีรากฐานที่มั่นคงและลึกซึ้ง

หากพวกเขาเปลี่ยนท่าทีมาเชื้อเชิญจริงๆ

รับรองได้ว่านักศึกษาสามัญชนที่อยู่ที่นี่สิบคน จะมีถึงเก้าคนที่รีบตอบตกลงโดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว

เพราะการได้เข้าร่วมชมรมที่แข็งแกร่งย่อมส่งผลดีอย่างมหาศาลต่ออนาคตของพวกเขา

ในชั่วขณะนั้น สายตาหลายคู่ที่มองไปยังหลินเจ๋อต่างก็แฝงไปด้วยความอิจฉาอย่างปิดไม่มิด

เป็นอัจฉริยะนี่มันดีจริงๆ

ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็เป็นที่ต้องการตัว!

แม้กระทั่งชมรมยอดภูผาที่หยิ่งทะนง ยังถึงกับยอมแหกกฎเกณฑ์ที่เคยมีมาเพื่อหลินเจ๋อ

“หลินเจ๋อ นายควรจะรู้ไว้นะว่านี่เป็นโอกาสที่หาได้ยากแค่ไหน”

หลี่กังมองหลินเจ๋อพลางเอ่ยขึ้น ความรู้สึกในใจของเขานั้นซับซ้อนอย่างยิ่ง

เขาอิจฉาในพรสวรรค์และความสามารถของหลินเจ๋ออย่างสุดซึ้ง

ตัวเขาเองต้องพยายามแทบตายกว่าจะได้เข้าร่วมชมรมยอดภูผา

แต่หลินเจ๋อกลับไม่ต้องทำอะไรเลย ชมรมกลับยอมแหกกฎเพื่อมาเชิญตัวเขาด้วยตนเอง

ความแตกต่างระหว่างทั้งสองมันช่างห่างไกลกันราวฟ้ากับเหว

แล้วจะไม่ให้เขาอิจฉาจนแทบคลั่งได้อย่างไร!

ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องประหลาดใจก็คือ

หลังจากฟังจบ หลินเจ๋อกลับเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า

“ขอโทษครับ ผมไม่สนใจเข้าร่วมชมรมยอดภูผา”

รอบข้างเงียบกริบในทันที

ใบหน้าของหลายคนปรากฏสีหน้าตกตะลึง แม้แต่หลี่กังเองก็ยังทำหน้าเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง

ครู่ใหญ่ เขากว่าจะได้สติกลับมา ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ก่อนจะตวาดลั่น

“หลินเจ๋อ อย่าไม่รู้จักว่าอะไรดีไม่ดี! ชมรมยอดภูผารับเฉพาะลูกหลานจากตระกูลผู้ใช้อสูรเท่านั้น ครั้งนี้ที่ยอมแหกกฎรับแกเข้าก็เพราะรุ่นพี่หลัวหานเห็นว่าพรสวรรค์ของแกไม่เลวต่างหาก! นักศึกษาสามัญชนกี่คนที่อยากจะเข้ายังไม่มีปัญญาเลย!”

หลินเจ๋อกางมือทั้งสองข้างออกพลางตอบกลับ

“งั้นผมขอยกโอกาสนี้ให้คนอื่นก็แล้วกัน”

“แก!!”

หลี่กังโกรธจนตัวสั่น กำลังจะอ้าปากพูดต่อ แต่ก็ถูกหลัวหานยกมือขึ้นขวางไว้

หลัวหานตบไหล่หลี่กังเบาๆ ก่อนจะหันมามองหลินเจ๋อ

“บอกเหตุผลที่ปฏิเสธได้ไหม?”

“ง่ายมาก ผมไม่อยากสุงสิงกับพวกที่ยึดติดเรื่องชาติกำเนิด”

หลินเจ๋อยักไหล่ตอบ

คำพูดนี้ทำเอาสมาชิกชมรมยอดภูผาอย่างหลี่กังถึงกับจ้องเขม็งด้วยความโกรธเกรี้ยว

ส่วนหลัวหานก็หรี่ตาลง แววตาฉายประกายวูบวาบอย่างน่ากลัว

ผ่านไปครู่ใหญ่

เขาถึงได้จ้องมองหลินเจ๋ออย่างลึกล้ำ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปทันที หลี่กังและคนอื่นๆ จึงรีบเดินตามไป

เหตุการณ์จบลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทิ้งให้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างงุนงงไปตามๆ กัน

“เพื่อนนักศึกษาหลินเจ๋อ นายต้องระวังตัวหน่อยนะ”

เสียงหวานใสราวระฆังแก้วดังขึ้นข้างหู

กัวซินอี๋เดินมาอยู่ข้างกายหลินเจ๋อตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เธอโน้มตัวเข้ามากระซิบเสียงเบา

“หลัวหานเป็นหัวกะทิอันดับสิบของชั้นปีสอง เขาเป็นคนใจแคบและเจ้าคิดเจ้าแค้นเสมอ ครั้งนี้นายทำให้เขาเสียหน้าต่อหน้าคนเยอะแยะ เขาไม่ยอมปล่อยนายไปง่ายๆ แน่ นายต้องระวังการแก้แค้นของเขาให้ดี”

หลินเจ๋อชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้ม

“เข้าใจแล้ว ขอบคุณที่เตือนนะ”

เพราะต้องขยับเข้ามาใกล้เพื่อกระซิบ

ทำให้ตอนนี้ทั้งสองยืนชิดกันมาก หลินเจ๋อสามารถมองเห็นผิวแก้มของหญิงสาวที่ขาวเนียนละเอียดจนแทบมองไม่เห็นรูขุมขน

ปลายผมของเธอยังส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมาแตะจมูก

ทำให้เขาเผลอสูดหายใจเข้าไปเบาๆ โดยไม่รู้ตัว

ทว่าการกระทำเล็กๆ น้อยๆ นี้กลับไม่รอดพ้นสายตาของกัวซินอี๋ ใบหน้าของเธอแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย

แต่ก็น่าแปลกที่เธอไม่ได้พูดอะไรออกมา

ในตอนนั้นเอง กวนหนิงก็แทรกตัวเข้ามาคั่นกลางระหว่างคนทั้งสอง

“พี่ คุยอะไรกับนักศึกษากัวอยู่เหรอคะ?”

กวนหนิงเอ่ยถามหลินเจ๋อด้วยรอยยิ้ม แต่สายตาของเธอกลับจับจ้องไปยังกัวซินอี๋ไม่วางตา

แววตานั้นราวกับกำลังมองแมวขโมย ทำเอากัวซินอี๋ถึงกับชะงักไป

“ไม่มีอะไรหรอก เพื่อนนักศึกษากัวซินอี๋แค่หวังดีมาเตือนให้ฉันระวังตัวจากหลัวหานน่ะ”

กวนหนิงพยักหน้าหงึกๆ เข้าใจในทันที

“นั่นสิคะ ต้องระวังจริงๆ เมื่อกี้หนูเห็นสายตาของเจ้าหลัวหานนั่นแล้ว ก็รู้สึกว่าไม่ใช่คนดีเลย ชมรมยอดภูผาก็ขึ้นชื่อเรื่องดูถูกนักศึกษาสามัญชนอยู่แล้ว ครั้งนี้ถูกพี่ปฏิเสธต่อหน้าคนมากมาย ไม่แน่ว่าอาจจะโกรธจนคิดทำเรื่องไม่ดีกับพี่ก็ได้”

“ทัพมาขุนพลต้าน น้ำมาดินกั้น พวกเขามีไม้ไหน ฉันก็พร้อมรับได้ทั้งนั้นแหละ”

หลินเจ๋อกลับมีท่าทีสงบนิ่งและเยือกเย็น

พูดตามตรง เขาไม่ได้กลัวนักศึกษาปีสองเลยแม้แต่น้อย

คนที่แข็งแกร่งที่สุดในชั้นปีสอง อสูรรับใช้ก็อยู่แค่ระดับห้าเท่านั้น

ในเมื่อเขามีไพ่ตายอย่างการ์ดระเบิดพลังอยู่ในมือ ต่อให้ต้องเจอกับคนพวกนั้น เขาก็ไม่จำเป็นต้องกลัว

แน่นอนว่านักศึกษาระดับนั้นนับทั้งชั้นปีแล้วก็มีเพียงไม่กี่คน

และหลัวหานก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย

ยิ่งทำให้หลินเจ๋อไม่จำเป็นต้องใส่ใจเขาเลย

เรื่องหยุมหยิมนี้ถูกหลินเจ๋อสลัดทิ้งไปจากหัวอย่างรวดเร็ว

เมื่อเห็นว่าคนรอบๆ เริ่มได้สติและทำท่าจะกรูเข้ามาล้อมอีกครั้ง

เขาก็รีบเอ่ยลากัวซินอี๋ แล้วดึงกวนหนิงเผ่นหนีไปทันที

จบบทที่ บทที่ 59 ‘คำเชิญ’ จากชมรมยอดภูผา (ตอนฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว