- หน้าแรก
- ข้าคือผู้ที่จะนำแสงสว่างมาสู่ใต้หล้า
- บทที่ 210 - หากมีปรีชาสามารถย่อมไร้อุปสรรค
บทที่ 210 - หากมีปรีชาสามารถย่อมไร้อุปสรรค
บทที่ 210 - หากมีปรีชาสามารถย่อมไร้อุปสรรค
บทที่ 210 - หากมีปรีชาสามารถย่อมไร้อุปสรรค
ท้องฟ้ายังคงอึมครึม จนกระทั่งข้าวสาลีในทุ่งนาผืนใหญ่ถูกเก็บเกี่ยวจนหมดสิ้น ฝนก็ยังไม่ตกลงมา ชายวัยกลางคนจึงส่งเสียงเหอะออกมาอย่างดูแคลนใส่เจ้าสวรรค์
ดูเหมือนเขาจะสื่อว่า เจ้าสวรรค์หัวโจกนี่ก็เป็นพวกดีแต่รังแกคนอ่อนแอเท่านั้นเอง
"เจ้ากล้าตกลงมาในตอนนี้ ข้าก็กล้าจะเกี่ยวข้าวต่อไปทั้งที่ฝนตกนั่นแหละ รับรองว่าจะไม่ยอมให้ความตั้งใจชั่วร้ายของเจ้าสัมฤทธิผลแน่นอน!
หากแน่จริงก็ผ่าสายฟ้าลงมาให้ข้าตายเสียตรงนี้เลยสิ!
ข้าตายไป จะได้ฝังร่างไว้ในดินให้เป็นปุ๋ยบำรุงนาเสียเลย!
ปีหน้าผลผลิตจะได้งอกงามยิ่งขึ้นกว่าเดิม!"
เมื่อได้ยินชายวัยกลางคนพึมพำกับตนเองเช่นนั้น หลี่ติ้งกั๋วถึงกับรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
แม้แต่จางกั๋วเฟิ่งที่ดูจะทื่อๆ ยังกระซิบกับหลี่ติ้งกั๋วว่า "นี่มันคือรากฐานของจักรพรรดิชัดๆ!"
หลี่ติ้งกั๋วเอ่ยอย่างเจ็บใจ "ไอ้เหนิงฉีช่างไร้ความสามารถนัก เพียงแค่พ่ายแพ้ที่ด่านอู่กวนเล็กน้อยก็ขี้ขลาดจนไม่กล้าก้าวต่อไป สถานที่เช่นนี้ ต่อให้ต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ก็นับว่าคุ้มค่ายิ่งนัก
ตอนนั้นพวกเราไม่ควรบุกตีเมืองเซี่ยงหยางเลย แต่ควรจะทุ่มกำลังทั้งหมดเพื่อครอบครองอำเภอหลานเถียน หากยึดที่นี่ได้ จึงจะมีความเป็นไปได้ในการชิงใต้หล้า"
จางกั๋วเฟิ่งแอบชี้ไปทางชายวัยกลางคนที่กำลังมุ่งไปข้างหน้าดุจหมูป่าแล้วเอ่ยว่า "พวกเขาคงจะไม่ยินยอม"
หลี่ติ้งกั๋วตอบ "ก็ฆ่าทิ้งเสีย!"
จางกั๋วเฟิ่งยืดตัวขึ้นมองผู้คนนับไม่ถ้วนที่กำลังตรากตรำทำงานอยู่ในที่ราบแล้วเอ่ยว่า "พวกเขาก็คงไม่ยินยอมเช่นกัน"
หลี่ติ้งกั๋วกัดฟัน "ก็ฆ่าให้หมด!"
จางกั๋วเฟิ่งใช้เคียวสะกิดหลี่ติ้งกั๋วแล้วเอ่ยว่า "หากฆ่าจนหมดสิ้น เหลือแต่พวกเรา เจ้าคิดว่าพวกเขาจะยินยอมทำนาหรือ? และจะทำนาได้ดีขนาดนี้เชียวหรือ?"
หลี่ติ้งกั๋วถึงกับนิ่งอึ้งไป เขาค่อยๆ หันหน้าไปมองจางกั๋วเฟิ่งด้วยดวงตาที่เริ่มแดงก่ำแล้วเอ่ยว่า "ใครที่ไม่ตั้งใจทำนา... ก็ฆ่าทิ้งเสีย!"
จางกั๋วเฟิ่งเอ่ยอย่างไม่เห็นด้วย "คงต้องฆ่ากันจนหมดสิ้นพอดี สุดท้ายคงเหลือแค่ข้ากับเจ้าสองพี่น้องที่เต็มใจจะตั้งหน้าตั้งตาทำนา สู้ข้าไปเป็นลูกเขยที่อำเภอหลานเถียนและก้มหน้าก้มตาทำนาอย่างสงบสุขไม่ดีกว่าหรือ
ข้าจะบอกเจ้าให้นะ ไม่ว่าจะเผา จะฆ่า จะชิง หรือจะฉุดคร่า ต่อให้ได้มามากเพียงใดข้าก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี เงินทองที่ได้มาดุจคลื่นยักษ์ถาโถมก็มักจะมลายหายไปดุจเขื่อนแตกพังทลาย มันช่างไร้ความหมายสิ้นดี
มีเพียงสิ่งที่ข้าปลูกลงในดิน เฝ้าดูมันเติบโตด้วยตาตนเอง เก็บเกี่ยวด้วยมือตนเอง แล้วนำมาเก็บไว้ในยุ้งฉางจนเต็มเปี่ยม สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่คุ้มค่าให้ข้าแลกด้วยชีวิตเพื่อปกป้องมันไว้
ติ้งกั๋ว ไม่ใช่ว่าข้าจะพูดตัดพ้อนะ แต่สถานที่เช่นนี้เราตีไม่แตกหรอก และไม่แน่ว่าอาจจะทำให้เราต้องย่อยยับไปทั้งกองทัพเลยก็ได้
สถานที่แห่งนี้เมื่อก่อนไม่ได้ดีขนาดนี้ แต่เป็นสิ่งที่พวกเขาช่วยกันพัฒนาขึ้นมาเอง หากเราเสี่ยงบุกยึดที่นี่ แล้วสุดท้ายทำให้มันพินาศย่อยยับไป สู้เราไปหาที่ดินสักผืนแล้วลงแรงพัฒนามันขึ้นมาด้วยตนเอง ผลที่ได้คงจะดีกว่ามากนัก"
เมื่อหลี่ติ้งกั๋วได้ฟังคำพูดของจางกั๋วเฟิ่ง เขารู้สึกประหนึ่งว่าเรี่ยวแรงในร่างกายถูกพรากไปจนสิ้น เขาทรุดตัวลงนั่งบนตอซังข้าวที่แหลมคมโดยไม่รู้สึกเจ็บปวด เพียงแต่กำเคียวในมือไว้แน่นพลางคำรามเบาๆ ใส่จางกั๋วเฟิ่งอย่างสิ้นหวังว่า "แต่พวกเราทำไม่เป็นนี่นา!"
................................................................................................
"การปกครองดูแลท้องที่สักแห่งนั้น ไม่ได้ง่ายดายเหมือนที่พวกเขากล่าวอ้างกันหรอก ทั้งเรื่องการลดภาษี การเป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์เที่ยงธรรม การใช้ทั้งความเมตตาและอำนาจควบคู่กัน หรือการสะสมความมั่งคั่งไว้ที่ราษฎร คำพูดเหล่านี้ความจริงแล้วล้วนแต่เป็นเรื่องไร้สาระทั้งสิ้น
คำพูดพวกนี้ล้วนแต่เป็นมุมมองของผู้ปกครองเท่านั้น เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการปกครองพื้นที่ให้ดีน่ะ แค่คุมตัวเองให้ดีก็เพียงพอแล้ว?
เจ้ารู้ไหมว่ามหาเศรษฐีและผู้มีอิทธิพลต้องการอะไร?
เจ้ารู้ไหมว่าชาวบ้านร้านตลาดต้องการอะไร?
เจ้าล่วงรู้ไหมว่าพ่อค้าวานิชต้องการอะไร?
เจ้าล่วงรู้ไหมว่าพวกหาบเร่แผงลอยต้องการอะไร?
เจ้าล่วงรู้ไหมว่าเหล่าปัญญาชนต้องการอะไร...
ต่อให้เจ้าล่วงรู้หมดแล้ว คราวนี้แหละ เจ้าจะพบว่าสิ่งที่พวกเศรษฐีต้องการย่อมต้องขัดแย้งกับสิ่งที่ชาวบ้านต้องการอย่างแน่นอน
ความต้องการของพ่อค้าใหญ่กับพวกหาบเร่ก็ขัดแย้งกัน
ส่วนพวกปัญญาชน... ความต้องการของพวกเขานั้นพื้นฐานแล้วขัดแย้งกับทุกคน
ในตอนนี้ เจ้าจะพบว่าเบื้องหน้าเจ้ามีเชือกที่พันกันยุ่งเหยิงขดใหญ่ปรากฏขึ้น!
ผู้ปกครองที่ขี้เกียจย่อมจะชักดาบในมือออกมาฟันลงไปที่เชือกกลุ่มนั้นจนขาดวิ่น แม้เชือกที่พันกันจะคลายออกได้จริง แต่ปัญหาก็คือ กองเศษเชือกเหล่านั้นจะยังมีประโยชน์อันใดเล่า?
เชือกที่พันกันยุ่งนี้เจ้าต้องค่อยๆ คลี่ออก พยายามทำให้เชือกในมือเจ้ายาวขึ้น ยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนเงื่อนตายที่คลี่ไม่ออกจริงๆ ก็ค่อยใช้มีดสะกิดมันทิ้งไป แล้วต่อเชือกใหม่เพื่อคลี่กลุ่มเชือกนั้นต่อไป
จนกระทั่งเชือกที่พันกันนี้กลายเป็นเส้นยาวเรียบสม่ำเสมอ เมื่อถึงตอนนั้นไม่ว่าเจ้าจะนำเชือกเส้นนี้ไปทอผ้า หรือจะนำไปฟั่นเป็นเชือกพะอง เจ้าก็จะสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างไร้อุปสรรค"
หยุนเจาวางพาดขาทั้งสองข้างไว้บนโต๊ะทำงาน รอบตัวเขามีเหล่าบัณฑิตหนุ่มเจ็ดแปดคนยืนอยู่ ทุกคนต่างถือสมุดจดเล่มเล็กและพู่กันถ่านไม้ คอยบันทึกคำพูดของท่านนายอำเภออย่างตั้งใจ
"เมื่อพวกเจ้าลงพื้นที่ ปกติจะได้เริ่มจากตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้าน การมอบอำนาจนี้ไว้ในมือพวกเจ้า ก็เท่ากับการมอบกลุ่มเชือกที่พันกันยุ่งเหยิงไว้ในมือพวกเจ้าเช่นกัน
ในตอนนี้เองที่จะได้เห็นว่าผลการเรียนของแต่ละคนเป็นอย่างไร คนที่เรียนรู้มาจริงๆ ย่อมจะสามารถนำสิ่งที่อาจารย์สอนไปประยุกต์ใช้และนำมาใช้ในการทำงานจริงได้ ส่วนคนที่ยังเรียนรู้ไม่ถึงไหนก็อย่าได้ร้อนใจไป จงทำงานไปพลางเรียนรู้ไปพลาง นั่นก็เป็นเรื่องดีเช่นกัน
เพียงแต่อย่าได้นำความรู้ที่เรียนมาไปใช้แบบทื่อๆ กับราษฎรน่ะ หากใช้ปากพูดได้ ก็พยายามอย่าใช้มีดดาบ แต่กับพวกเศรษฐีหน้าเลือด หากใช้ดาบจัดการได้ ก็พยายามอย่าใช้ปากพูด
ในยามที่ราษฎรไม่เข้าใจเรื่องบางอย่าง นั่นคือพวกเขาไม่เข้าใจจริงๆ เจ้าจำเป็นต้องออกไปเกลี้ยกล่อมและอธิบายให้กระจ่าง
ส่วนพวกเศรษฐีหน้าเลือดน่ะ ความสามารถในการทำความเข้าใจเรื่องราวของพวกเขาสูงกว่าพวกเจ้าเสียอีก สาเหตุที่พวกเขาไม่ยินยอมทำตามที่เจ้าบอกมีเพียงเหตุผลเดียว นั่นคือเรื่องนี้ไปกระทบต่อผลประโยชน์ของพวกเขา
นโยบายที่เรากำหนดขึ้นเพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้นั้น อาจจะมีส่วนที่ไปทำลายผลประโยชน์ของพวกเขาอยู่ด้วย
ในเวลาเช่นนี้ เจ้าจะไปพูดกล่อมพวกเขาให้ตายอย่างไรก็ไร้ผล หลังจากอธิบายไปสักครั้งสองครั้งแล้วหากพวกเขายังไม่คิดจะแก้ไข คราวนี้แหละ อย่าได้ลังเล ถึงเวลาต้องลงดาบก็จงลงดาบเสีย
เมื่อชักดาบออกมาแล้วพวกเขาถึงยอมอ่อนข้อ นั่นยังไม่พอ เจ้าต้องแทงดาบลงบนตัวพวกเขา ให้พวกเขาได้เสียเลือด และให้พวกเขาได้รับรู้ถึงความเจ็บปวด
นี่คือความหมายของการศึกษาและขัดเกลา
จุดประสงค์สูงสุดของการขัดเกลาคือการทำให้พวกเขาเข้าใจจากส่วนลึกของหัวใจว่า ใครกันแน่คือผู้ที่มีเสียงดังที่สุดบนแผ่นดินผืนนี้
พวกเจ้าเข้าใจหรือยัง?"
เหล่าบัณฑิตต่างปิดสมุดจด นำพู่กันถ่านไม้ทัดไว้ที่หูตามความเคยชิน แล้วจึงโค้งกายคารวะโดยพร้อมเพรียง "พวกเราเข้าใจแล้วครับ"
หยุนเจาพยักหน้าอย่างพอใจ "ในเมื่อเข้าใจแล้ว ก็จงออกไปรับตำแหน่งเสียเถอะ"
เหล่าบัณฑิตประสานมือคารวะอีกครั้ง เตรียมตัวจะเดินออกจากห้องโถงไป ทว่าในเสี้ยววินาทีก่อนที่พวกเขาจะก้าวพ้นธรณีประตู เสียงอันเคร่งขรึมของหยุนเจาพลันดังขึ้นจากเบื้องหลัง
"อย่าได้ใช้ชีวิตจนกลายเป็นคนที่พวกเจ้าเคยเกลียดชังในตอนแรก ผลที่ตามมานั้นสาหัส... สาหัสยิ่งนัก!"
เหล่าบัณฑิตชะงักฝีเท้าไปครู่หนึ่ง ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะก้าวพ้นธรณีประตูออกไปอย่างเด็ดเดี่ยว
หลิวซัน สมุห์บัญชีแห่งอำเภอหลานเถียนยกถ้ำน้ำชามาส่งให้หยุนเจา พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มประจบประแจง "ท่านนายอำเภอปรีชายิ่งนัก พวกเราไม่ต้องมีทั้งรองนายอำเภอ สมุห์บัญชี หรือมือปราบ เราเพียงแค่ส่งหัวหน้าหมู่บ้านไปก็เพียงพอแล้ว อีกทั้งหัวหน้าสิบครัวเรือนก็ล้วนแต่เป็นราษฎรที่ใจภักดิ์ต่อเรา ไม่ว่าใครจะนั่งอยู่ในที่ว่าการอำเภอ ก็เป็นได้เพียงพระพุทธรูปดินปั้นเท่านั้น ใต้หล้านี้ยังคงเป็นของอำเภอหลานเถียนของเราอยู่ดี"
หยุนเจายกถ้วยชาขึ้นจิบ ชำเลืองมองหลิวซันแล้วเอ่ยว่า "เจ้าไปแกล้งซุนถวนถิงเสียจนน่าเวทนาขนาดนั้นทำไมกัน?"
หลิวซันยิ้มตอบ "ซุนถวนถิงมองพวกเราไม่ใคร่จะถูกชะตานัก ควรจะทำให้เขาล่วงรู้เสียบ้างว่าพวกเราไม่ใช่คนที่เขาจะมาหาเรื่องได้ง่ายๆ"
หยุนเจายิ้มแห้งๆ "ตอนนี้ข้ายอมให้ใครต่อใครมองว่าอำเภอหลานเถียนเป็นพวกขี้ขลาดเสียยังดีกว่า ต้นไม้ใหญ่ย่อมต้านลมแรงนะ"
หลิวซันหัวเราะเหอะๆ "หลายปีมานี้ท่านนายอำเภอตัดมือมืดที่ยื่นเข้ามาหาอำเภอหลานเถียนไปตั้งเท่าไหร่แล้วเล่าครับ? ผู้น้อยเพียงแค่ต้องการเตือนซุนถวนถิงไว้ล่วงหน้าเท่านั้น"
"วันหน้าห้ามทำเช่นนี้อีก ต่อให้ซุนถวนถิงจะพ่นน้ำลายใส่หน้าเรา เราก็ต้องต้อนรับเขาด้วยรอยยิ้ม และต้องให้ทุกคนได้เห็นก่อนค่อยไปล้างหน้า
แน่นอนว่าคำขอของเขาเราจะทำตามได้หรือไม่ หรือจะปฏิบัติตามอย่างไร ต้องพิจารณาจากสถานการณ์จริงของอำเภอหลานเถียนเราเป็นหลัก จะยอมถอยให้แม้แต่ก้าวเดียวไม่ได้
เราต้องทำให้ซุนถวนถิงผู้นี้คุ้นชินกับการดำรงอยู่ของเรา และคุ้นชินกับวิธีการทำงานของเรา ให้เขาเข้าใจเสียว่าพวกเราคือราษฎรที่ดี ไม่ใช่โจรป่า!"
หลิวซัน สมุห์บัญชีหัวเราะลั่น "ฮูหยินซุนได้รับเงินปันผลจากธุรกิจแรกไปแล้ว นางมองว่าพวกเราคือขุนนางที่ยุติธรรมและไร้ความเห็นแก่ตัวที่สุดในใต้หล้า ทั้งยังเป็นคนดีอันดับหนึ่งอีกด้วย
พอได้รับเงินปันผลปุ๊บ ก็นำเงินเก็บทั้งหมดออกมา หวังจะร่วมลงทุนอีกครั้ง ผู้น้อยจึงให้หลงจู๊หยุนรับเงินต้นของฮูหยินซุนไว้ และรับปากว่าจะให้กำไรถึงห้าส่วน ทั้งยังแอบบอกฮูหยินซุนไปว่า หากมากกว่านี้หน้าตาของผู้ว่าฯ ซุนจะดูไม่ดีนัก
ฮูหยินซุนดูจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นะครับ นางยังบอกอีกว่าเรื่องทางฝั่งผู้ว่าฯ นางจะเป็นคนไปจัดการเอง ไม่ต้องให้พวกเรามายุ่ง"
หยุนเจาถอนหายใจยาว "วิธีการของพวกเจ้านี่มันไม่ดีเลย เจ้าดูสิ ไปบีบคั้นจนผู้ว่าฯ ซุนผู้แสนดีไม่กล้ากลับบ้านกลับช่อง นี่มันทำอะไรกันน่ะ!"
หลิวซันรีบประสานมือกล่าวรับผิด "คราวหน้าจะระวังครับ คราวหน้าจะระวัง"
(จบแล้ว)