เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 100 - ต้นทุนการเอาชีวิตรอดของมนุษย์นั้นต่ำยิ่งนัก

บทที่ 100 - ต้นทุนการเอาชีวิตรอดของมนุษย์นั้นต่ำยิ่งนัก

บทที่ 100 - ต้นทุนการเอาชีวิตรอดของมนุษย์นั้นต่ำยิ่งนัก


บทที่ 100 - ต้นทุนการเอาชีวิตรอดของมนุษย์นั้นต่ำยิ่งนัก

การหว่านไถในฤดูใบไม้ผลิสิ้นสุดลงแล้ว

พืชพรรณที่เติบโตในท้องทุ่งไม่ใช่เพียงแค่พืชไร่ทั่วไป แต่สำหรับชาวบ้านแล้ว สิ่งที่เติบโตอยู่ในดินคือความหวังในการต่อลมหายใจ ซึ่งจะเกิดความผิดพลาดไม่ได้แม้แต่เพียงนิดเดียว

ทว่า พลังชีวิตของพืชพรรณเหล่านี้กลับบอบบางกว่าวัชพืชมากนัก เช่นเดียวกับสิ่งส่วนใหญ่ในโลกนี้ สิ่งที่มีประโยชน์มักจะมีน้อยเกินไป ส่วนสิ่งที่ไร้ประโยชน์กลับมีมากเกินความจำเป็น

ในยามที่เสียงระฆังของสำนักศึกษาเขาหยกดังขึ้น หยาดน้ำตาคลออยู่ในดวงตาของสวี่หยวนโซ่วแต่เขาก็ไม่ได้ปล่อยให้มันไหลลงมา

อาจารย์อีกเจ็ดท่านก็ยืนอยู่ท่ามกลางสายลมในชุดคลุมสีเขียวทั้งใหม่และเก่าประดุจต้นสนเขียวขจีแปดต้นเช่นเดียวกับสวี่หยวนโซ่ว

ในอำเภอหลานเถียนมีเด็กที่มีฐานะพอจะเข้าเรียนได้ไม่มากนัก ดังนั้น เด็กน้อยห้าร้อยคนที่หยุนเจาแลกมาด้วยข้าวฟ่างห้าสิบหาดจึงกลายเป็นกำลังหลักในการศึกษาเล่าเรียน

เด็กทั้งห้าร้อยคนมีทั้งชายและหญิง เนื่องจากตอนที่ซื้อมานั้นราคาถูก จึงไม่มีเด็กชายที่หน้าตาสะสวยหรือเด็กหญิงที่หน้าตาโดดเด่นนัก

ส่วนใหญ่มีหน้าตาเหมือนคนธรรมดาทั่วไป บางคนถึงขั้นเรียกได้ว่าอัปลักษณ์ด้วยซ้ำ

แต่อันที่จริงหน้าตาก็ไม่ได้สำคัญอะไร หยุนเจาศิษย์พี่ใหญ่ที่ยืนอยู่หน้าสุดของแถวนักเรียน นอกจากจะมีผิวพรรณที่ขาวผ่องกว่าคนอื่นเล็กน้อยแล้ว ก็ไม่ได้มีส่วนไหนที่โดดเด่นเกินใคร

กลับเป็นเฉียนตัวตัวที่สถาปนาตนเองเป็นศิษย์พี่หญิงใหญ่ ซึ่งยืนอยู่ในกลุ่มเด็กผู้หญิงนั้นดูโดดเด่นประดุจพญาหงส์ในหมู่ฝูงไก่

ท่าทางที่ดูสง่างามและเปี่ยมด้วยความมั่นใจของนาง ดึงดูดสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและบางส่วนที่แฝงด้วยความยำเกรงจากคนรอบข้างได้อย่างรวดเร็ว

ยามที่ผู้คนหลายร้อยคนร่วมกันคำนับขงจื่อนั้น ดูมีอำนาจและน่าเกรงขามไม่น้อย

เมื่อเด็กน้อยเหล่านี้ทำตามท่านอาจารย์ทั้งแปดในการประสานมือคำนับป้ายวิญญาณของขงจื่อสามครั้งอย่างเป็นระเบียบ สวี่หยวนโซ่วก็กล่าวว่า ต่อจากนี้ไปที่นี่คือบ้านของเหล่านักเรียนทุกคน

เด็กที่ตระกูลหยุนซื้อมาส่วนใหญ่มีอายุประมาณเจ็ดถึงแปดขวบ บางคนอาจจะเด็กกว่านั้น พวกเขาที่เคยถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง เดิมทีในใจย่อมเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

หลังจากผ่านพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์และเคร่งขรึมนี้ไป พวกเขาจึงยอมรับสำนักศึกษาให้เป็นบ้านของตนเองได้อย่างง่ายดาย

ตำหนักต้าเฉิงที่สูงที่สุดนั้นใช้คานไม้ที่ยังมีความชื้นอยู่ ถึงแม้จะถูกเลื่อยขาดและพาดไว้บนหลังคาแล้ว แต่พลังชีวิตของมันยังไม่สูญสิ้นไป

เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง มันก็สัมผัสได้เช่นกัน จึงแตกกิ่งก้านใบสีเขียวอ่อนออกมาดูสดใสท่ามกลางควันธูปที่อบอวล

ในอีกหลายปีต่อมา กิ่งก้านสีเขียวเหล่านี้ค่อยๆ เติบโตขึ้น จนสุดท้ายย้อยลงมาถึงพื้นดิน แตกรากแตกใบอยู่ภายในตำหนัก และโอบล้อมตำหนักทั้งหลังเอาไว้ จนมีบัณฑิตผู้ยิ่งใหญ่ตั้งชื่อให้ว่า "วสันต์ผลิบาน"

การเข้าเรียนต้องเริ่มจากการเรียนเรื่อง "จารีต" นี่คือสิ่งที่สวี่หยวนโซ่วยืนกราน

ทว่า จารีตที่สวี่หยวนโซ่วสั่งสอนนั้นไม่ใช่จารีตที่ถูกปรับปรุงโดยจูฮี แต่เป็น "จารีตฮั่น"

เขาเห็นว่าจารีตของจูฮีไม่เหมาะกับราชวงศ์หมิงในปัจจุบัน

ในโลกที่ป่าเถื่อนเช่นนี้ การกักขังความปรารถนาในการสำรวจ การแสวงหา และเจตจำนงส่วนบุคคลอย่างไม่ลืมหูลืมตา ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการเอาชีวิตรอดของปัจเจกบุคคล

การดับตัณหามนุษย์ คงครรลองสวรรค์ คือหลักการที่จูฮียึดถือเสมอมา แต่อันที่จริงหกคำนี้ไม่ได้ออกมาจากปากของจูฮีโดยตรง

ในความเป็นจริง แนวคิดนี้ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ลี่จี้ บทเย่ว์จี้ ซึ่งกล่าวไว้ว่า "ผู้ที่เปลี่ยนไปตามสิ่งของ ย่อมดับสิ้นครรลองสวรรค์และปรนเปรอตัณหามนุษย์ จนเกิดใจที่คิดคดทรยศและมีการกระทำที่สำมะเลเทเมาวุ่นวาย"

สิ่งที่เรียกว่า "ผู้ดับสิ้นครรลองสวรรค์และปรนเปรอตัณหามนุษย์" ในที่นี้หมายถึงผู้ที่ละทิ้งทำนองคลองธรรมเพื่อทำตามอำเภอใจ

จูฮีเองก็เคยกล่าวไว้ว่า "การกินดื่มคือครรลองสวรรค์ แต่การแสวงหาอาหารรสเลิศราคาแพงคือตัณหามนุษย์ ความเป็นสามีภรรยาคือครรลองสวรรค์ แต่การมีสามภรรยาสี่อนุคือตัณหามนุษย์"

นี่อธิบายได้อย่างชัดเจนว่า จูฮีเห็นว่าผู้คนควรหวงแหนสัญชาตญาณที่สวรรค์มอบให้แก่มนุษย์ สัญชาตญาณเหล่านี้คือครรลองสวรรค์ ในทางกลับกัน หากมุ่งแต่จะแสวงหาความปรารถนาที่นอกเหนือจากสัญชาตญาณพื้นฐาน นั่นคือการเดินไปสู่ความพินาศของตนเอง

หากอยู่ในยุคสมัยที่สงบสุข การที่ทุกคนรู้จักควบคุมตนเองนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ทว่า การควบคุมตนเองสำหรับผู้คนในยุคข้าวยากหมากแพงนั้น หมายถึงการปฏิเสธตนเองและหมายถึงการยอมจำนนต่อโชคชะตา

ทำเช่นนั้นไม่ได้... โดยเฉพาะในสายตาของโจรอย่างหยุนเจา ยิ่งทำไม่ได้อย่างชัดเจน

ยามที่ใต้หล้าวุ่นวาย สิ่งที่ต้องการคือนักต่อสู้ หยุนเจาถึงขั้นคิดว่าการที่คนทะเยอทะยานปรากฏตัวในยุคเข็ญอาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป

ในสถานการณ์ที่เลวร้ายจนถึงขีดสุด ใครจะรู้ว่าคนทะเยอทะยานอาจจะหาเส้นทางอื่นที่ทำให้ผู้คนมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีก็เป็นได้

จารีตฮั่นก่อนยุคจูฮีนั้นมีอิสระมากกว่ามาก และหากบัณฑิตปราศจากความทะเยอทะยานแล้ว ยังจะเรียกตนเองว่าบัณฑิตได้อีกหรือ?

การอ่านตำราตั้งแต่โบราณมามีส่วนช่วยในการยับยั้งความปรารถนาของมนุษย์ เพราะพวกเขามักจะคิดมากเกินไป วางแผนเก่งเกินไป... และเรียนรู้วิธีการหาข้อแก้ตัวให้ตนเองจากตำรามากเกินไป

ดังนั้น จึงไม่เด็ดเดี่ยวเท่ากับแม่ทัพ นักเลง หรือชาวนาที่พร้อมจะทุ่มเททำทุกอย่างให้ถึงที่สุด

สรุปแล้ว หลังจากที่หยุนเจาได้ผ่านประสบการณ์วิกฤตผู้อพยพในครั้งนี้ เขาก็มีความคิดใหม่ๆ ต่อโลกใบนี้... ความคิดเหล่านี้ทำให้เขาสลัดทิ้งข้อกำหนดทางศีลธรรมทั้งหมดที่เคยยึดถือมา ในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายถึงขีดสุด หยุนเจาพบว่าเขาดูเหมือนจะไม่รังเกียจที่จะกินเนื้อมนุษย์จริงๆ

ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว เทือกเขาฉินหลิ่งได้มอบของกำนัลล้ำค่าให้แก่ผู้คน ไม่ว่าจะเป็นยอดอ่อนของหญ้าฤดูใบไม้ผลิ ปลาตัวเล็กที่ว่ายไปมาในลำธาร หรือกระต่ายป่าที่หมดแรงหลังจากผสมพันธุ์เสร็จ แม้กระทั่งแมลงตัวอ้วนที่คลานออกมาจากดิน ทั้งหมดล้วนเป็นอาหารของผู้คน

ลูกเป็ดตัวน้อยที่มีขนสีเหลืองนุ่มฟูที่ว่ายตามแม่เป็ดไปมาในสระน้ำ มักจะมอบความหวังในการมีชีวิตอยู่ให้แก่ผู้คนเสมอ

ในช่วงหลายวันนี้ มีคนในหมู่บ้านตระกูลหยุนแต่งงานกันมากมาย!

คนในท้องถิ่นที่ดองกันเป็นญาติมักจะได้รับคำอวยพรมากกว่า ส่วนการแต่งงานระหว่างคนท้องถิ่นกับคนต่างถิ่นดูจะเงียบเหงาไปบ้าง

แน่นอนว่าตระกูลหยุนจะส่งข้าวหนึ่งถัง ผ้าฝ้ายห้าฟุต และเหล้าไหเล็กหนึ่งไหไปให้ทุกครัวเรือนที่แต่งงานกัน เพื่อให้งานแต่งงานดูเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาบ้าง

สุดท้ายลุงฝูก็ไม่ได้ถูกใจหญิงที่อาศัยอยู่ในคอกวัวคนนั้น แม้ว่านางจะมีลูกชายสองคนและลูกสาวหนึ่งคนติดตามมาด้วย เขาก็ยังไม่พอใจอยู่ดี

ดังนั้นลุงฝูที่เปลี่ยนมาสวมชุดหน้าร้อนแล้ว ความเพลิดเพลินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในตอนนี้คือการไปตรวจดูการเติบโตของพืชพรรณในที่ดินเสบียงใหม่

หลังจากหงเฉิงโถ่วจากไป ชาวบ้านก็มีความกล้ามากขึ้น ดังนั้นหลักเขตของอำเภอหลานเถียนจึงถูกย้ายไปทางทิศใต้ของตำบลเฮยสุ่ยในซางหนาน... สองเดือนต่อมา ทางการไม่ได้เอาความ ซ้ำยังส่งหนังสือทวงภาษีฤดูร้อนของปีนี้มาให้ โดยมีชื่อของตำบลเฮยสุ่ยปรากฏอยู่ในรายชื่อเรียกเก็บภาษีของอำเภอหลานเถียนอย่างสง่าผ่าเผย

ดังนั้น เหล่าชาวนาที่ละโมบมาแต่ไหนแต่ไร จึงช่วยกันย้ายหลักเขตของอำเภอหลานเถียนออกไปทั้งสี่ทิศอีกครั้ง

เรื่องนี้เดิมทีไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่ จนกระทั่งชาวนาในอำเภอฉางอานพากันย้ายหลักเขตอำเภอหลานเถียนมาทางตนเองบ้าง แถมยังย้ายกันวันละสามรอบ เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น จางเต้าหลี่เจ้าเมืองซีอานจึงส่งหนังสือจัดระเบียบมาฉบับหนึ่ง บอกแก่หยุนเจาอย่างชัดเจนว่าการทำเช่นนี้เป็นการทำลายระเบียบและไม่ควรทำ

นายอำเภอฉางอานรู้สึกอับอายขายหน้าอย่างรุนแรง เขาพากำลังคนมาที่ชายแดนระหว่างอำเภอฉางอานและอำเภอหลานเถียนด้วยตนเอง แต่ไม่ว่าเขาจะซักไซ้ไล่เลียงอย่างไร เหล่าคหบดีและชาวนาที่ชายแดนต่างก็ยืนกรานเป็นเสียงเดียวกันว่าตนเองเป็นชาวอำเภอหลานเถียน ไม่ใช่ชาวอำเภอฉางอาน

แม้ว่านายอำเภอฉางอานจะบอกแก่เหล่าคหบดีว่า ในอำเภอหลานเถียนเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวฤดูร้อนปีนี้ เหล่าคหบดีก็ต้องเริ่มเสียภาษีเช่นกัน

แต่เหล่าคหบดีก็ยังคงนิ่งเฉยไม่สะทกสะท้าน!

นายอำเภอฉางอานทำได้เพียงถอนหายใจยาวและกลับไปยังที่ว่าการอำเภอ เขาเงื้อพู่กันจะเขียนฎีกากล่าวโทษหยุนเจาอยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ล้มเลิกความคิดนั้นไป และยอมรับสถานการณ์ในปัจจุบันโดยปริยาย

สำหรับคหบดีเหล่านั้น ขอเพียงทางการยอมพาผู้คนไปซ่อมแซมระบบชลประทาน เปลี่ยนที่ดินแห้งแล้งจำนวนมหาศาลให้กลายเป็นที่ดินที่มีน้ำเข้าถึง เงินทองและเสบียงเพียงเล็กน้อยที่ทางการเรียกเก็บย่อมไม่นับเป็นอะไรสำหรับพวกเขาเลย

ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่ชื่อเสียงอันดีงามเรื่องอำเภอหลานเถียนไม่มีคนอดตายแพร่สะพัดออกไป บรรดาชาวนาเช่าที่ไม่มีที่ดินทำกินในพื้นที่รอบๆ ต่างก็พากันหลบหนีจากเจ้านายเดิม ข้ามเขตแดนมาที่อำเภอหลานเถียนโดยตรง เพื่อมางานทำไร่ไถนาทำกินในที่ดินอันอุดมสมบูรณ์ให้แก่เหล่าคหบดี

ทำนาหนึ่งปี เจ้าของที่ดินเอาไปสี่ส่วน ชาวนาเก็บไว้เองหกส่วน ข้อตกลงเช่นนี้ได้รับการยอมรับจากคหบดีส่วนใหญ่ในอำเภอหลานเถียนแล้ว

บ้านที่ไม่ยอมรับนั้นมีน้อยมาก ทว่าในสายตาของชาวหลานเถียน ผลกรรมของคนเหล่านั้นช่างรวดเร็วนัก มักจะประสบภัยพิบัติในเวลาอันสั้นเสมอ

ภัยพิบัติเหล่านี้มีตั้งแต่ถูกโจรดักตีหัว ไปจนถึงลูกชายถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่ หรือจู่ๆ บ้านก็เกิดไฟไหม้โดยไม่มีสาเหตุ สรุปแล้ว กฎหมู่บ้านเช่นนี้กลายเป็นประเพณีในอำเภอหลานเถียนอย่างรวดเร็ว และไม่มีใครกล้าฝ่าฝืน

ตระกูลหยุนเปิดเขตป่าเขาให้ทุกคนเข้าไปหาอาหารได้ ขอเพียงอย่าให้เกิดไฟไหม้ป่าก็พอ

หลังจากตระกูลหยุนเปิดป่าเขาแล้ว บ้านอื่นๆ ที่มีป่าเขาก็พากันเปิดตาม บ้านที่ใจบุญที่สุดถึงขั้นอนุญาตให้ชาวบ้านเข้าไปตัดไม้ที่ยืนต้นตายออกมาแบกขายเป็นฟืนได้

หยุนเจาได้รับรู้ความจริงอย่างชัดเจนว่า ต้นทุนในการเลี้ยงชีวิตของราษฎรในโลกต้าหมิงนั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดินเพียงใด

ผู้อพยพที่หิวโหยจนใกล้ตายคนหนึ่ง เมื่อเข้าไปในป่าเขาแล้ว ไม่เกินสิบวัน ก็สามารถเดินออกมาด้วยสีหน้าแดงปลั่งและร่างกายที่แข็งแรง

คนเหล่านี้ถึงขั้นแยกแยะไข่คางคกกับไข่กบได้อย่างแม่นยำ กินไข่คางคกจะตาย แต่กินไข่กบผิวหนังก็แค่ขึ้นตุ่มที่ไม่สลักสำคัญอะไรเท่านั้น

พวกเขายังรู้ว่าผีเสื้อกลางคืนชนิดไหนกินได้ ชนิดไหนกินไม่ได้ ที่น่าทึ่งที่สุดคือในฤดูใบไม้ผลิปีนี้ หยุนเจาได้กินผักป่าที่กินได้กว่าร้อยชนิดตามพวกผู้อพยพ... บางชนิดมีรสชาติ... อร่อยมาก!

จนถึงช่วงปลายวสันต์ แมกไม้เขียวขจีหนาตา การแจกจ่ายเสบียงที่สะสมไว้ในอำเภอหลานเถียนก็น้อยลงเรื่อยๆ เพียงแค่ใส่เสบียงลงไปในใบไม้เล็กน้อยก็สามารถแก้ปัญหาการกินอยู่ของคนคนหนึ่งได้แล้ว

ดังนั้น เสบียงกว่าหนึ่งหมื่นหาดที่ยังเหลืออยู่ในคลังเสบียงจึงกลายเป็นวิหารศักดิ์สิทธิ์ในใจของทุกคน

ดูเหมือนขอเพียงพวกเขาได้มองดูยุ้งฉางที่สูงใหญ่เหล่านั้น ในใจก็มีความสุขมากแล้ว ขอเพียงเสบียงสีเหลืองทองเหล่านั้นถูกเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลนำคนงานคลังมาแผ่ตากแดด ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างก็อดไม่ได้ที่จะยืดอก เดินเหินอย่างเปี่ยมด้วยกำลังวังชา

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 100 - ต้นทุนการเอาชีวิตรอดของมนุษย์นั้นต่ำยิ่งนัก

คัดลอกลิงก์แล้ว