- หน้าแรก
- ข้าคือผู้ที่จะนำแสงสว่างมาสู่ใต้หล้า
- บทที่ 80 - ความร้ายกาจของตระกูลโจร
บทที่ 80 - ความร้ายกาจของตระกูลโจร
บทที่ 80 - ความร้ายกาจของตระกูลโจร
บทที่ 80 - ความร้ายกาจของตระกูลโจร
หยุนเป้าถูกลากกลับมาด้วยรถลาก นับว่าได้รับการดูแลดีที่สุดแล้ว
ศึกครั้งนี้ ตระกูลหยุนมีคนตายไปสิบเก้าคน
เนื่องจากต้องใช้รถลากไปขนเสบียง ศพของพวกเขาจึงถูกฝังลวกๆ ไว้ใกล้สนามรบ
หน้าอกของเกาเจี๋ยพันผ้าพันแผลไว้ ตอนที่หยุนเจามาเจอเขา เขากำลังกินโจ๊กแกล้มขนมปังแผ่นสีดำอยู่
หยุนเจาล้วงไข่ไก่ฟองหนึ่งออกมาจากกระเป๋า ปอกเปลือกแล้ววางลงในชามโจ๊กของเกาเจี๋ย พลางกล่าวว่า "รบกวนเจ้าไปอีกสักรอบ พาคนตายของพวกเรากลับมาให้หมด"
เกาเจี๋ยชะงักไป มองไข่ไก่ในชาม แล้วมองหยุนเจาอย่างไม่เข้าใจ "ฝังไปหมดแล้ว..."
หยุนเจาขมวดคิ้ว "เกิดเป็นคนตระกูลหยุน ตายก็เป็นผีตระกูลหยุน พวกเขาต้องถูกฝังในที่ดินของพวกเราเอง จะให้เป็นผีเร่ร่อนไม่ได้
ไปเถอะ ข้าสั่งหยุดงานที่เขาหยกแล้ว ช่างไม้ที่นั่นกำลังเร่งทำโลงศพ จำไว้ว่า พวกที่พิการก็ต้องพากลับมาด้วย ห้ามทิ้งขว้าง!"
เกาเจี๋ยที่เคี้ยวขนมปังอยู่เต็มปาก ซดโจ๊กตามไปหนึ่งคำ แต่เหลือไข่ไก่ไว้ เขาใช้ผ้าเช็ดหน้าสกปรกๆ ห่อไข่ไก่อย่างดี แล้วบอกหยุนเจาว่า "ขอรถสามคัน คนสามคน ก็พอแล้ว"
"เอารถไปห้าคัน อย่าได้วางพวกเขาทับกันกลับมาเชียว"
หยุนเจาโบกมือ หยุนเจี่ย หยุนอี้ หยุนปิ่ง หยุนติง ก็รีบต้อนรถลากห้าคันเข้ามา เกาเจี๋ยกระโดดขึ้นรถลากคันที่ไม่มีเจ้าของ ตะโกนเรียกขวัญกำลังใจ สะบัดบังเหียน แล้วนำขบวนออกจากหมู่บ้านตระกูลหยุนไปเป็นคนแรก
"ดินเหลืองบนภูเขาหัวโล้นหนามาก เป็นสุสานสำเร็จรูปชั้นดี"
"เกิดมีเวลา ตายมีที่ทาง ก็ไม่เลวแล้ว"
"โอ้โห โลงศพใช้ได้เลยนี่ พื้นโลงหนาสองนิ้ว เสียแต่ไม้ยังสดไปหน่อย อยู่แล้วคงชื้นน่าดู"
"ข้าบอกแล้วไง คนค่ายชิงยวี่ของพวกเราใจกว้าง คนตายยังต้องหาที่ทางให้อยู่อย่างสุขสบาย พวกเราที่ยังขยับได้อยู่ ไม่มีทางโดนทิ้งหรอก"
"ไม่ได้ยินที่นายน้อยหมูพูดเหรอ? ตราบใดที่เขามีกิน พวกเราก็ไม่มีวันอด"
"เหลวไหล นั่นเป็นคำที่นายน้อยหมูพูดกับท่านเป้า ในประโยคนั้นมีชื่อเอ็งอยู่ด้วยรึไง?"
"เอ็งสิรู้แต่เรื่องขี้หมา นายน้อยหมูแบ่งให้ลูกสาวท่านเป้าครึ่งหนึ่ง พวกเราเลียก้นชามจะไม่พอกินเชียวรึ?
ครั้งนี้พวกเราตีเขาลมดำของห้านพั่วเทียนแตก เสบียงไม่ขาดแคลนแล้ว ขอแค่เสบียงที่บ้านพอให้พวกเรากินจนแผลหายดี ปู่คนนี้ยังออกไปปล้นได้อีก!"
"ได้ยินว่าการลอบโจมตีเขาลมดำครั้งนี้เป็นความคิดของนายน้อยหมู เรื่องแบบนี้ทำบ่อยๆ ก็ดีนะ ดีที่สุดคือยึดกวนจงมาให้หมดเลย ข้าว่านายน้อยหมูบ้านเราก็มีฝีมืออยู่เหมือนกัน..."
"พูดมากน่า นายน้อยหมูมีวิญญาณปีศาจหมูป่าสิงร่าง ข้าเคยเห็นหมูป่าแก่ตัวนั้นแล้ว โอ้โฮ สวรรค์ช่วย เขี้ยวสองข้างเหมือนดาบโค้ง..."
หยุนเจาเดินผ่านกลุ่มคนเจ็บด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ แม้เขาจะได้ยินทุกคำพูดของคนเจ็บเหล่านี้อย่างชัดเจน แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกภูมิใจแต่อย่างใด เขาเดินพุงยื่นเข้าไปในห้องคนป่วยของหยุนเป้า
หยุนเป้ายังคงนอนหลับสนิท แต่ใบหน้าเหลืองซีดเหมือนกระดาษทอง หยุนเจาลองแตะหน้าผากดู ไม่มีไข้ นับเป็นสัญญาณที่ดี
"อาเป้าตดหรือยัง?"
"ตดแล้ว เป็นชุดเลย เหม็นจนคนอยู่ไม่ได้ แต่อาเป้ายังหัวเราะชอบใจอยู่เลย" เฉียนเส้าเส้าเอาก้อนผ้าอุดรูจมูกไว้สองข้าง เสียงเลยดูอู้อี้
"พวกยายเฒ่าจางไปไหนกันหมด"
"อาเป้าจะถ่ายหนัก ไม่ให้พวกนางดู บอกว่าโดนยายแก่ดูแล้วเป็นอัปมงคล"
หยุนเจามองชามข้าวที่หัวเตียงแล้วขมวดคิ้ว "บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าห้ามกินอะไร?"
เฉียนเส้าเส้าทำท่าจนปัญญา "อาเป้าไม่ยอม บอกว่ารอดตายแล้ว ต้องกินข้าวแผลถึงจะหายไว ข้าเลยให้กินโจ๊กไปชามหนึ่ง"
หยุนเจาเลิกผ้าห่มตรวจดูผ้าพันแผลบนท้องของหยุนเป้า ก็ไม่เลว ไม่มีเลือดซึม ก้านต้นอ้อยังคงระบายน้ำในช่องท้องออกมาอย่างช้าๆ
หยุนเป้าเป็นคนแข็งแรงมากอยู่แล้ว การที่เขาทนพิษบาดแผลจากสนามรบที่เย่หูมาจนถึงมือหยุนเจาได้ ก็พิสูจน์ความถึกทนได้เป็นอย่างดี
ขอแค่วิธีการถูกต้อง โอกาสรอดชีวิตของเขาก็สูงมาก
แค่ไม่นึกว่า วิธีการรักษาแบบไม่เห็นคนเป็นคนของตนเอง จะช่วยชีวิตคนได้ และกลายเป็นตำนานบทหนึ่ง
ตอนเที่ยง อวิ๋นเหนียงมาเยี่ยมหยุนเป้า หยุนเป้าไม่พูดถึงอาการบาดเจ็บของตัวเองสักคำ บอกเพียงแต่อวิ๋นเหนียงว่าอย่าได้เมตตาจนเกินไป มหาภัยพิบัติครั้งนี้ ช่วงเดือนสี่เดือนห้าปีหน้าต่างหากที่จะเป็นช่วงวิกฤตที่สุด ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องดูแลผู้ลี้ภัยเหล่านั้นดีนัก
เรื่องนี้ทำให้อวิ๋นเหนียงลำบากใจมาก!
หยุนหนิ่ว ลูกสาวของหยุนเป้าพอเห็นพ่อถูกมัดเป็นบ๊ะจ่าง ก็ร้องไห้โฮจะกระโจนใส่พ่อตัวเอง ร้อนถึงหยุนเจาและเฉียนเส้าเส้าต้องช่วยกันจับตัวไว้ ถึงสงบลงได้บ้าง เห็นสภาพร้องไห้ขี้มูกโป่งของนางแล้ว หยุนเจาอดกังวลไม่ได้ว่าโตขึ้นนางจะออกเรือนได้อย่างไร...
เฉียนเส้าเส้ารู้ใจหยุนเจาดี ขยับเข้ามาดระซิบว่า "ไม่ต้องห่วงหรอกมั้ง? บนเขา ผู้ชายเยอะผู้หญิงน้อย!"
พอพูดถึงผู้ลี้ภัยในเทือกเขาฉินหลิ่ง อารมณ์ดีๆ ของหยุนเจาที่เกิดจากอาการดีขึ้นของหยุนเป้าก็มลายหายไปทันที
"คนพวกนั้นกินจุมาก..."
เฉียนเส้าเส้าตบพุงตัวเองพลางว่า "ตอนข้ามาถึงบ้านนี้ใหม่ๆ ข้าวที่เจ้ากินมื้อเดียว ข้ากินได้ทั้งวัน จริงไหม?"
หยุนเจาพยักหน้า
"ตอนนี้ของที่ข้ากินก็พอๆ กับเจ้าแล้วใช่ไหม?"
หยุนเจาส่ายหน้า "เจ้าสองวันกินเท่าเสบียงข้าสามวัน แต่ข้าก็ยังอ้วนกว่าเจ้า"
"จริงๆ ข้าอิ่มแล้ว แต่แค่อยากยัดอะไรเข้าปากเฉยๆ"
"เจ้ากำลังจะบอกว่า เสบียงของพวกเขาลดลงครึ่งหนึ่งได้?"
เฉียนเส้าเส้าลูบพุงตัวเองแล้วพูดเสียงเบา "ตอนอยู่หอจันทร์กระจ่าง แม่เล้าเหลียงไม่เคยเตรียมข้าวให้ข้าเลย มีแต่เศษข้าวเหลือที่นานๆ จะให้ที ตอนนั้นข้ายังมีความเป็นอยู่แย่กว่าหมาเหลืองที่ท่านอาจารย์สวี่เลี้ยงไว้เสียอีก
ตั้งแต่จำความได้ ข้าไม่เคยกินข้าวเป็นเรื่องเป็นราว พอมาอยู่บ้านเจ้า ข้าถึงเพิ่งรู้ว่าในโลกนี้มีคนกินข้าวเช้าด้วย!
ดังนั้นนะ พอเสบียงไม่พอ ทุกคนก็กินให้น้อยลงหน่อย ขอแค่ไม่อดตายก็พอแล้ว เวลาแบบนี้ไม่มีใครโทษเจ้าหรอก"
หยุนเจาถอนหายใจยาว "ข้าเชื่อมั่นว่า การกินอิ่มท้องคือสิทธิที่สวรรค์ประทานให้
ถ้าเสบียงไม่พอ เราค่อยหาวิธี เจ้าไม่รู้หรอก พอคนเราไม่อิ่มท้อง ปัญหาต่างๆ จะตามมามากมาย เช่นโรคระบาด เช่นกมลสันดานของมนุษย์ที่จะย้อนกลับมาทำร้ายเรา"
"งั้นก็ปล้น!"
ตาของเฉียนเส้าเส้าลุกวาว
"ปล้น!"
ดวงตาของหยุนเจาเองก็ฉายแววอำมหิตเช่นกัน
หยุนเมิ่งกลับมาแล้ว พอเห็นหยุนเป้านอนหลับอยู่ ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เขาเองก็มีแผลเต็มตัว แต่ไม่สาหัส พันแผลลวกๆ แล้วก็เริ่มจัดการขนย้ายเสบียง
ในเวลานี้ เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับเสบียงล้วนสำคัญที่สุด
เขาลมดำ (เฮยเฟิงหลิ่ง) ก็เหมือนรังโจรชิงยวี่ของตระกูลหยุน คือเป็นชัยภูมิที่บุกยากแต่ป้องกันง่าย แม้หยุนเมิ่งจะปลอมเป็นรองหัวหน้าค่ายเขาวงเดือนร่วมมือกับหลงเผาสุ่ยโจมตีเขาลมดำ แต่เพื่อรักษาเสบียงที่ได้มาอย่างยากลำบาก โจรเขาลมดำสู้ตายถวายหัวจริงๆ
หลงเผาสุ่ยถูกหยุนเจียวเอาขวานจามตายคาที่ระหว่างรบ ส่วนโจรที่เหลือถูกพวกหยุนเป้าต้อนให้เป็นทัพหน้า ตายและบาดเจ็บเกลื่อนกลาด
"ตอนนั้นแค่ก้าวไปข้างหน้าก้าวเดียวก็เจอศัตรูแล้ว ต้องฆ่าฟันบุกขึ้นไปบนค่ายโจรตรงๆ ไม่มีลูกเล่นอะไรเลย
ห้านพั่วเทียนนับว่าเป็นยอดคนคนหนึ่ง ต่อหน้าการบุกอันดุเดือดของพวกเรา เขายังสามารถส่งรองหัวหน้าค่ายอ้อมไปตลบหลังเรา แล้วชิงตัวลูกเมียที่ถูกหลงเผาสุ่ยจับเป็นตัวประกันกลับไปได้
ตอนที่ค่ายโจรจะแตก ห้านพั่วเทียนก็ใช้ดาบฟันเมียตัวเองตาย บอกว่าเพราะนังผู้หญิงคนนี้ทำร้ายพี่น้องของเขา แล้วเอาหัวเมียตัวเองแขวนไว้บนกำแพงค่าย... จากนั้นคนของเขาลมดำก็สู้ถวายชีวิต
ลูกน้องของหลงเผาสุ่ยตายไปเกือบหมด คนของพวกเราเลยต้องรับหน้าเสื่อแทน แม้จะเป็นอย่างนั้น เราก็เสียพี่น้องไปสิบเก้าคน อาเป้าของเจ้าก็ถูกห้านพั่วเทียนฟันจนพุงแตก
ถ้าไม่ใช่เพราะอาเซียวของเจ้าลอบขึ้นไปทางหลังเขา ยึดยุ้งฉางได้ทันเวลา ทำให้คนของเขาลมดำเสียขวัญ ศึกนี้แพ้ชนะยังยากจะคาดเดา"
"มีใครรู้ไหมว่าเป็นฝีมือพวกเรา?"
"ไม่มี ห้านพั่วเทียนเพิ่งตั้งตัวได้เมื่อสองปีก่อน ไม่ค่อยมีความเกี่ยวข้องกับเรา หลงเผาสุ่ยก่อนตายน่าจะรู้ตัวแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้บอกใคร
โจรที่เหลือต่างนึกว่าพวกเราเป็นคนของหลวงจีนเผิง
ห้านพั่วเทียนแบกลูกชายหนีไปยังตะโกนก้องว่าจะไม่ขออยู่ร่วมโลกกับหลวงจีนเผิง
ใช้เวลาคืนหนึ่ง ขนเสบียงกลับมา ท้ายรถม้าผูกกิ่งไม้ลากลบรอย หมดจดไร้ร่องรอย
พอฟ้าสาง ข้าก็ส่งคนกลุ่มหนึ่งขับรถม้าบรรทุกทรายไปที่เขาวงเดือน แล้วขับรถเปล่าไปที่ทังยวี่ น่าจะไม่มีพิรุธ"
หยุนเจาส่ายหน้า "เรื่องนี้ยังไม่จบ ช่วงนี้ใครมีเสบียงในมือ ก็จะสว่างโร่เหมือนพระจันทร์ในคืนมืด ตระกูลหยุนเป็นแค่เมฆหมอก ให้ตายก็ไม่ยอมเป็นพระจันทร์ เรื่องนี้ต้องโยนขี้ให้หลวงจีนเผิง!"
หยุนเมิ่งส่ายหน้า "ข้ากับอาเซียวปรึกษากันแล้ว ตระกูลหยุนจะแกล้งทำไม่รู้เรื่องต่อไปจะถูกสงสัย
ในเมื่อเสบียงตกไปอยู่ในมือหลวงจีนเผิงแล้ว ไม่ว่าอย่างไรตระกูลหยุนเราก็ต้องลงมือกับหลวงจีนเผิง
ดังนั้น ข้าถึงกลับมา ส่วนอาหู่ อาเจียว พาพี่น้องที่เหลือไปตีเขาวงเดือนแล้ว
อาเซียวของเจ้าปลอมตัวเป็นหลวงจีนเผิงเฝ้าค่าย พอเห็นท่าไม่ดี ก็จุดไฟเผาค่ายใหญ่เขาวงเดือน เสบียงและค่ายกลายเป็นเถ้าถ่านไปพร้อมกัน!
มีแต่ต้องเผาเสบียงทิ้งเท่านั้น เมฆหมอกอย่างพวกเราถึงจะซ่อนตัวอยู่ในความมืดต่อไปได้โดยไม่มีใครรู้!"
คำพูดของหยุนเมิ่งทำให้หยุนเจาตาเป็นประกาย นี่สิคือวิถีของตระกูลโจรที่สืบทอดมาร้อยปี
วิสัยทัศน์และวิธีการนี้ โจรปลายแถวพวกนั้นเทียบไม่ติดฝุ่นเลยจริงๆ
(จบแล้ว)