เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 32 เหลวไหลสิ้นดี

บทที่ 32 เหลวไหลสิ้นดี

บทที่ 32 เหลวไหลสิ้นดี    


“นี่มัน……”

กุยมู่หลางก็ถึงกับงุนงงไปในบัดดล

หลี่จิ้งกับนาจา บิดากับบุตรกลับต่อยตีมวยหมัดใส่กันเอง ก่อนจะหันไปซัดจวินหลิงร่วมกันอย่างไร้สาเหตุ

ยังมีกองทหารเทพอยู่รอบๆ ก็ล้วนตะลุมบอนต่อสู้กันอลหม่าน เหตุการณ์ชุลมุนเหลือจะพรรณนา

เทพเซียนรุมต่อยกันเองหรือ

กุยมู่หลางถึงกับเบิกตาโพลงราวจะหลุดร่วงลงพื้น

เขาไม่เคยประสบพบเห็นเหตุการณ์เยี่ยงนี้มาก่อนเลย

พวกท่านคือเทพเซียน หาใช่อันธพาลเกกมะเหรก มาชกต่อยกันหน้าประตูเรือนผู้อื่นเรียกว่ากระไรเล่า

กุยมู่หลางถึงกับใบ้กินไปพักใหญ่

เขารู้อยู่ว่าจักรพรรดิหยกทรงส่งหลี่จิ้งมาฝึกทหารที่นี่

ทว่า จักรพรรดิหยกให้พวกท่านมาฝึกพล หาได้มีรับสั่งให้มาชกต่อยกันไม่

ยิ่งไปกว่านั้นที่เหลวไหลยิ่งกว่า คือบิดาลูกอย่างหลี่จิ้งกับนาจายังชกต่อยกันเอง เหลวไหลยิ่งนัก เหลวไหลเสียจนเกินจะเอ่ย เหลวไหลเสื่อมเสียทั้งตระกูล

กุยมู่หลางไหนเลยจะนั่งนิ่งดูดาย ก่อนอื่นคว้ากระจกห่าวเทียนเก็บไว้ แล้วจึงพรวดพราดฝ่าฝูงชนอันโกลาหลเข้าไป หวังจะเข้าไปห้ามศึก

ค่ายกลวัฏสงสารฝันร้ายอยู่ใต้การควบคุมของหลินเซียน กุยมู่หลางจึงมิได้ถูกอิทธิพลของค่ายกลครอบงำ

เขาวิ่งไปถึงข้างกายหลี่จิ้งกับนาจา มือก็ปล่อยพลังเทพออกไปก้อนหนึ่ง แยกทั้งสองออกจากกัน

“ท่านขุนพลหลี่ ท่านคุณชายสามนาจา กำลังทำสิ่งใดอยู่หรือ”

กุยมู่หลางตวาดใส่ทั้งสองเสียงลั่น

เสียงตะโกนนี้ทำให้ทั้งสองได้สติคืนมาในฉับพลัน

“เกิดเรื่องบ้าอันใดขึ้นกันแน่” หลี่จิ้งกับนาจาต่างมองหน้ากันเอง งุนงงสุดประมาณ

“อ้าย ๆ ๆ ๆ ตายให้หมดไปเสียเถิด” อีกด้านหนึ่ง จวินหลิงอ้าปากจะงับใส่นาจาทันที

“โถ ไอ้หมาบ้าหรืออย่างไร” นาจาชะงักไปชั่วครู่ แล้วจึงเหวี่ยงขากวาดเตะเข้าหน้าจวินหลิงทีหนึ่ง จวินหลิงก็ปลิวกระเด็นออกไปในทันใด

หลี่จิ้งขมวดคิ้วเล็กน้อย ถลาร่างลอยไปยืนขวางหน้าจวินหลิง พลางตวาดว่า “จวินหลิง ท่านกำลังทำสิ่งใดอยู่”

“เกิดเรื่องบ้าอันใดขึ้นกันแน่” จวินหลิงเองก็ได้สติคืนมาแล้ว

หลี่จิ้งเหลือบตามองจวินหลิงอย่างไม่สบอารมณ์ ใบหน้าเขาเขียวช้ำไปทั้งแถบ แก้มทั้งสองข้างบวมปูดประหนึ่งคนอ้วน ไม่รู้ว่าคือความโกรธหรือโทสะ เขาผลักจวินหลิงออกไป แล้วสำแดงวิชาส่งเสียงสื่อเทพ แหงนหน้าตะโกนลั่นว่า “หยุดมือ ทั้งหมดให้หยุดมือเดี๋ยวนี้”

ทันใดนั้น คลื่นพลังอันมหาศาลก็แผ่ซ่านออกไปโดยรอบ

แทบจะในชั่วพริบตา เหล่าเทพทหารเทพพลสามหมื่นนายที่อยู่ ณ ที่นั้น ล้วนใจสะท้านหยุดมือพร้อมกันทั้งหมด

“โอ เรื่องอะไรกันแน่เนี่ย”

“โอย เจ็บเหลือเกิน ใครมันลงไม้ลงมือใส่ข้ากัน”

เหล่าเทพทหารเทพพลได้สติกลับมา เห็นเรือนผมยุ่งเหยิง เกราะศัสตราขาดวิ่น ทั้งยังใบหน้าฟกช้ำปูดบวม ก็พากันงุนงงมึนงงกันเป็นแถว

หลี่จิ้งกวาดตามองหมู่คนแล้วตวาดว่า “พวกเจ้ากำลังทำสิ่งใดกันอยู่”

“แค่ก แค่ก……” กุยมู่หลางข้างกายกระแอมสองครา แล้วถามว่า “ท่านขุนพลหลี่ พวกท่านกำลังทำสิ่งใดกันอยู่หรือ”

หลี่จิ้งจ้องกุยมู่หลาง คิดเท่าไรก็คาดคะเนความเป็นมาไม่ออก

กลับเป็นจวินหลิงอีกด้านหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า “เราไม่ใช่รับพระบัญชาจักรพรรดิหยก ให้มาคอยจับตาแม่ทัพเทียนเผิงอย่างลับ ๆ หรือ แล้วเหตุใดถึงได้ต่อยตีกันเล่า”

หลี่จิ้งกับนาจาจึงค่อยนึกขึ้นมาได้

หลี่จิ้งมองจวินหลิงด้วยโทสะ “จวินหลิง ข้าไม่ใช่สั่งให้เจ้ากับนาจาฝึกพล อย่าได้มาที่ดาวเทียนเผิงหรอกหรือ”

จวินหลิงก็ทำหน้าตาเวทนาในบัดดล “เป็นท่านคุณชายสามนาจาแอบย่องออกมาเอง ข้าไม่วางใจ จึงพาคนมาตามหา ทว่า…ทว่ากลับจำสิ่งใดไม่ได้เลย”

หลี่จิ้งพลันหันไปมองนาจา แต่เดิมคิดจะกล่าวสิ่งใด ทว่ายลเห็นว่านาจาดูโกรธยิ่งกว่าตนเสียอีก คำพูดที่ริมฝีปากจึงกลืนหายลงไปในทันที

“ขายหน้า หน้าขายหน้ายิ่งนัก แม่ทัพกับทหารใต้บังคับบัญชากลับรุมต่อยกันเอง แถมยังอยู่ในถิ่นของผู้อื่น หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ต่อไปหน้าตาของข้าจะเอาไปวางไว้แห่งใดเล่า” หลี่จิ้งเหลือบมองดาวเทียนเผิงเบื้องล่าง สีหน้าไม่สู้ดีนัก

เขารู้อยู่ว่าด้วยระดับบำเพ็ญของเทียนเผิง เกรงว่าคงรู้เรื่องนี้มานานแล้ว

ช่างขายหน้าเสียจริง ขายหน้าจนลามถึงเรือนบรรพบุรุษเลยทีเดียว

กุยมู่หลางที่อยู่ข้าง ๆ ถอนหายใจพลางว่า “ท่านขุนพลหลี่ ควรคิดเสียว่าจักอธิบายแด่จักรพรรดิหยกอย่างไรจะดีกว่า เมื่อครู่กระจกห่าวเทียนดูประหนึ่งได้บันทึกเหตุการณ์ของพวกท่านไว้ทั้งหมดแล้ว”

“อะไรนะ” หลี่จิ้ง นาจา จวินหลิง สีหน้าล้วนซีดเผือดพร้อมกัน

ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลี่จิ้งก็รีบสะบัดมือ หยิบเอาสมบัติล้ำค่าหลังกำเนิดชิ้นหนึ่งส่งไปต่อหน้ากุยมู่หลาง พลางยิ้มว่า “ท่านพี่กุยมู่หลาง เรื่องนี้หวังว่าท่านจะอย่าได้แพร่งพรายออกไปเลย”

เห็นหลี่จิ้งคิดติดสินบนตน กุยมู่หลางก็ดันของนั้นกลับไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“กุยมู่หลาง เจ้าคิดจะกราบทูลเรื่องนี้ต่อจักรพรรดิหยกจริงหรือ” หลี่จิ้งขมวดคิ้วแน่น

กุยมู่หลางเอ่ยอย่างเย็นชา “ท่านขุนพลหลี่ หาใช่ว่ากุยมู่หลางไม่ประสงค์ช่วยเหลือท่านไม่ เพียงแต่ข้ามีสิทธิ์ควบคุมกระจกห่าวเทียนเพียงสามส่วนในสิบ ไร้ความสามารถลบสิ่งที่บันทึกไว้ในนั้น ท่านจงดูแลตนเองให้ดีเถิด”

สีหน้าหลี่จิ้งยิ่งหมองคล้ำลงกว่าเดิม

กระจกห่าวเทียนเดิมทีคือสมบัติประจำกายของจักรพรรดิหยก อีกทั้งจักรพรรดิหยกยังมีบำระดับเพ็ญจวนจะเป็นนักบุญ ผู้มีพลังต่ำกว่าเซียนอมตะ ล้วนยากจะลบสิ่งที่บันทึกอยู่ในกระจกห่าวเทียนได้

“ไปเถิด จงยอมรับผิดต่อหน้าจักรพรรดิหยกโดยดี จักรพรรดิหยกบางทีอาจจะทรงลงโทษพวกท่านให้เบาบางสักหน่อย”

กุยมู่หลางถอนหายใจกล่าว

ณ บัดนี้ การจะหมอบซุ่มเฝ้าดูเขตดวงดาวแดนเหนือย่อมไม่อาจทำได้ต่อไปได้แล้ว

หลี่จิ้งจำต้องเหลือบมองนาจากับจวินหลิงอย่างจนใจ แล้วออกคำสั่งในทันทีว่า “ถอนกำลังเถิด ไปยังตำหนักหลิงเซียวถวายตัวขอรับโทษต่อจักรพรรดิหยก”

เหล่าคนทั้งปวงมิอาจเอ่ยถ้อยคำใด

เบื้องล่าง ภายในวังเทียนเผิง หลินเซียนกุมท้องหัวร่อไม่หยุด

เล่นงานบิดาลูกหลี่จิ้งเสียหมัดหนึ่ง ความรู้สึกแห่งการล้างแค้นนี้ช่างสะใจนักหนา

【ติ๊ง ขอแสดงความยินดีกับสหายเจ้าของระบบ ได้รับลูกปัดความโกลาหลหนึ่งเม็ด และสุ่มได้รับวิชาทำหินให้กลายเป็นทองคำ ขอจงตรวจรับในคลังเก็บของ】

เหลือบมองคลังเก็บของ หลินเซียนก็ยิ้มอย่างเข้าอกเข้าใจ

ครานี้ได้ลูกปัดความโกลาหลมา ตนย่อมเข้าใกล้การสร้างโลกส่วนตัวติดกายไปอีกขั้นหนึ่ง

เพียงแต่วิชาทำหินให้กลายเป็นทองคำนั้น หลินเซียนรู้สึกฉงนไม่น้อย จึงรีบนำออกมานั่งเพ่งพินิจศึกษาทันที

นับแต่บรรลุเซียนทองคำมา เขาเรียนสิ่งใดก็ไวปานลมพัด

ใช้เวลาเพียงวันเดียวเท่านั้น ก็จดจำแก่นแท้ของวิชาทำหินให้กลายเป็นทองคำได้ขึ้นใจ

ฉัวะ

หลินเซียนรีบจับญัติสำแดงวิชา แล้วใช้นิ้วจรดเบา ๆ ไปยังก้อนหินข้างกายก้อนหนึ่ง ทันใดนั้น ก้อนหินก็เปล่งประกายทองเรืองรอง เปลี่ยนสภาพเดิมไปโดยสิ้นเชิง

หลินเซียนรีบก้มลงหยิบขึ้นมาตรวจดู

“โธ่เว้ย กลายเป็นทองคำจริง ๆ ครานี้ร่ำรวยแล้ว” หลินเซียนแสดงสีหน้าเร้าใจนัก

มีวิชานี้ติดตัว เงินทองสำหรับตนก็ย่อมมีใช้มิรู้สิ้นแล้วกระมัง

ทว่าไม่นาน หลินเซียนก็รู้สึกว่าวิชานี้ช่างไร้ประโยชน์นัก

บัดนี้ตนอุตส่าห์เป็นเทพเซียนแล้ว ยังจะต้องไปใส่ใจทองคำของต่ำเหล่านี้ไปไย ในสวรรค์นั้นสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงเครื่องประดับตั้งโชว์เท่านั้น

หลินเซียนจึงมีสีหน้าหม่นหมองกังวล

ในขณะเดียวกันนั้นเอง

สวรรค์ชั้นฟ้า

หลี่จิ้ง นาจา จวินหลิง ทั้งสามยืนรออยู่หน้าตำหนักหลิงเซียว อาการหน้าบวมปูดยังไม่ยุบ ในยามนี้กำลังลังเลใจ ไม่กล้าก้าวเข้าไปเสียที

หากเข้าไปทั้งสภาพนี้ต่อหน้าเหล่าเทพเซียนทั้งปวง จะไม่ถูกบรรดาขุนนางเซียนเย้ยหยันจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใดหรือ

หลี่จิ้งผู้นี้ยังมีจิตสำนึกเรื่องความอับอายอยู่มากทีเดียว

กุยมู่หลางนั้นได้เดินเข้าไปนานแล้ว ก้มกายคำนับต่อหน้าจักรพรรดิหยกพลางว่า “ขอกราบทูลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจักรพรรดิหยก ยาเซียนได้ถูกส่งไปยังดาวเทียนเผิงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

เห็นกุยมู่หลางกลับมา ไท่ไป๋จินซิงดีใจยิ่งกว่าจักรพรรดิหยกเสียอีก เขาคะเนไว้แน่ว่าเทียนเผิงย่อมมิอาจหนีพ้นด่านความโลภครั้งนี้ได้ จนแทบอยากให้จักรพรรดิหยกมีรับสั่งทันที ให้นำตัวเทียนเผิงมาคุมขัง

จักรพรรดิหยกเองก็กระทบใจอยู่เล็กน้อย จ้องมองกุยมู่หลางถามว่า “แล้วเทียนเผิงได้กลืนยาเซียนทั้งสามเม็ดไว้ผู้เดียวหรือไม่”

“หาได้กลืนไว้ผู้เดียวไม่ ข้าเห็นกับตาว่าเทียนเผิงเรียกผู้ใต้บังคับบัญชาสามคนมาหา แล้วมอบยาเซียนให้แก่พวกเขา” กุยมู่หลางกล่าวโดยไม่ปิดบัง

“อะไรนะ” ไท่ไป๋จินซิงถึงกับตะลึงงันพูดไม่ออกในบัดดล

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 32 เหลวไหลสิ้นดี

คัดลอกลิงก์แล้ว