- หน้าแรก
- วิถีบำเพ็ญเพียรเริ่มต้นด้วยการดูแลภรรยาและบุตรสาวของสหายเต๋า
- บทที่ 60 ก็แค่ระดับสาม!
บทที่ 60 ก็แค่ระดับสาม!
บทที่ 60 ก็แค่ระดับสาม!
“ถูกต้อง ข้าคือนักปรุงยาจริงๆ ไม่ทราบว่าสิ่งนี้เพียงพอหรือไม่?” เย่ฮันพยักหน้าและกล่าว
“ในเมื่อท่านคือนักปรุงยา เช่นนั้นย่อมเพียงพอแน่นอน”
ขณะที่เขาพูดเช่นนี้ น้ำเสียงของชายชุดครามก็เปลี่ยนไปในทันที
“เป็นเพราะความวู่วามของข้าเอง ในเมื่อท่านเป็นนักปรุงยา แต้มผลงานที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น หากท่านซื้อบ้านที่นี่ ท่านจะได้รับส่วนลดอย่างน้อย 10%”
“โอ้?”
เย่ฮันประหลาดใจเล็กน้อย
แม้ฐานะของนักปรุงยาจะสูงส่ง แต่สำนักเมฆากลับให้ความสำคัญถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
“ขอประทานโทษครับท่านปรมาจารย์ ไม่ทราบว่าท่านเป็นนักปรุงยาระดับใด?” ชายชุดครามถามอย่างนอบน้อม
“ระดับมีความแตกต่างกันด้วยรึ?”
“แน่นอน! ยิ่งระดับของนักปรุงยาสูงเท่าไร ส่วนลดที่ได้รับก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น หากท่านเป็นนักปรุงยาที่อยู่เหนือระดับสี่ขึ้นไป ไม่เพียงแต่จะเข้าพักได้ฟรี แต่ยังได้รับสวัสดิการรายเดือนจากสำนักเมฆาของเราด้วย”
“ดีขนาดนั้นเชียว?”
เย่ฮันยิ่งประหลาดใจมากขึ้น
แต่พอลองคิดดูแล้ว มันก็สมเหตุสมผล
ระดับสี่คือจุดแบ่งเขตสำคัญสำหรับนักปรุงยา
เมื่อก้าวข้ามระดับสี่ไปถึงระดับห้าได้แล้ว โดยพื้นฐานแล้วจะถือเป็นหนึ่งในตัวตนที่อยู่บนจุดสูงสุดของทวีปเทียนหลันทั้งหมด
จนถึงตอนนี้
เย่ฮันยังไม่เคยได้ยินว่ามีนักปรุงยาระดับหกปรากฏตัวในทวีปเทียนหลันเลย
และบนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ทรัพย์ คู่บำเพ็ญ วิชา และสถานที่
ในบรรดาสิ่งเหล่านี้ ทรัพย์หรือทรัพยากรนั้นมาเป็นอันดับหนึ่ง
ซึ่งคำว่าทรัพย์ที่ว่านี้ หากพูดให้เข้าใจง่ายก็คือทรัพยากร และยาเม็ดคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในบรรดาทรัพยากรทั้งหลาย ดังนั้นการที่สำนักเมฆาทำเช่นนี้ก็เพื่อดึงตัวเหล่านักปรุงยามาเป็นพวกนั่นเอง
“มิน่าเล่าสำนักเมฆาถึงได้แข็งแกร่งเพียงนี้” เย่ฮันพยักหน้าและกล่าว
ความแข็งแกร่งของขุมกำลังหนึ่ง
ไม่เพียงแต่ต้องการยอดฝีมือระดับสูงเท่านั้น แต่ระบบที่สมบูรณ์ก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน
“ข้าเป็นเพียงระดับสาม” เย่ฮันกล่าว
“ว.. ว่าอะไรนะ? ระดับสาม?”
ชายชุดครามยิ่งตกใจมากขึ้นไปอีก
ไม่ใช่ว่านักปรุงยาระดับสามจะหาได้ยาก แต่มันเป็นเพราะเย่ฮันดูอายุน้อยเกินไป การจะเข้าถึงระดับสามได้ในวัยเพียงเท่านี้ นี่มัน...
“เมื่อครู่เป็นข้าที่สายตาไม่ถึง หวังว่าท่านปรมาจารย์จะให้อภัย” ชายชุดครามรีบกล่าว แววตาเต็มไปด้วยความยำเกรง
“เอ่อ... ไม่เป็นไร เช่นนั้นตอนนี้ข้ามีสิทธิ์ซื้อจวนที่นี่แล้วใช่ไหม?”
“ย่อมได้แน่นอนครับ ในเมื่อท่านปรมาจารย์เป็นนักปรุงยาระดับสาม ท่านสามารถรับส่วนลดได้ถึง 50% ยิ่งไปกว่านั้น หากท่านปรมาจารย์ยินดีเข้าร่วมกับสำนักเมฆาของเรา ไม่เพียงแต่จะเลือกจวนหลังใดก็ได้ที่นี่ แต่ยังจะได้รับสิทธิพิเศษในฐานะอาวุโสนอกของสำนักเราด้วย”
“อาวุโสนอกรึ?”
ใบหน้าของจ้าวเฉียงพลันฉายแววตื่นเต้นในทันที
ตำแหน่งอาวุโสนอกของสำนักเมฆาคือสิ่งที่ผู้คนนับไม่ถ้วนยอมสู้จนหัวร้างข้างแตกเพื่อจะได้มา และตอนนี้...
“ไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นหรอก”
เย่ฮันส่ายหน้า
เขามิได้มีความคิดที่จะเข้าร่วมสำนักใดทั้งสิ้น
“น้องชายเย่ นั่นสำนักเมฆาเลยนะ! ท่าน...”
“พวกเราไปดูจวนกันก่อนเถอะ” เย่ฮันขัดจังหวะเขาโดยตรง
แม้สำนักเมฆาจะแข็งแกร่งมาก แต่เขาก็ไม่ได้วางแผนจะเข้าร่วม สาเหตุหลักคือความลับของเขาเอง
เขาไม่อยากให้ใครล่วงรู้
ในสำนักเมฆามียอดฝีมืออยู่มากมาย ใครจะรู้ว่าจะมีคนมองเขาออกหรือไม่?
“เช่นนั้นก็ได้ครับท่านปรมาจารย์ โปรดตามข้ามา”
ชายชุดครามพยักหน้าอย่างนอบน้อม จากนั้นก็นำทางทั้งสองเข้าไปข้างใน
จวนที่นี่ล้วนมีขนาดใหญ่โตมาก
แต่ละหลังกินพื้นที่อย่างน้อยหนึ่งพันตารางเมตร
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างยังมีให้อย่างครบครัน
ภายนอกจะมีอดฝีมือของสำนักเมฆาคอยคุ้มกันอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นในเรื่องของความปลอดภัยจึงไม่มีปัญหาเลยแม้แต่น้อย
“ท่านครับ นี่คือจวนที่พวกเรามีอยู่ ไม่ทราบว่าท่านถูกใจหลังไหนบ้างหรือไม่?” ชายชุดครามกล่าวอย่างนอบน้อม
“ไม่เลวเลย แต่ตอนนี้ข้ามีหินวิญญาณติดตัวไม่มากนัก คงต้องรออีกสักสองวัน ไม่ทราบว่า...”
“ไม่มีปัญหาครับ เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย ท่านสามารถย้ายเข้ามาก่อนได้ แล้วเมื่อมีหินวิญญาณในภายหลังค่อยมาทยอยจ่ายก็ได้ ไม่ใช่เรื่องลำบากอะไร”
“โอ้? เช่นนั้นก็รบกวนท่านแล้ว”
เย่ฮันพยักหน้า
นับว่าเป็นเรื่องดีจริงๆ
หลังจากนั้น เย่ฮันเลือกบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ติดทะเล จัดการเรื่องเอกสารจนเรียบร้อย แล้วจึงเดินทางกลับพร้อมกับจ้าวเฉียง
เขาตั้งใจจะไปรับหลี่เม่ยเหนียงและหลิงเสวี่ยมาก่อน
หลังจากแยกทางกับจ้าวเฉียง
เย่ฮันมุ่งหน้ากลับเมืองชิงหยางโดยตรง
ทว่าทันทีที่ก้าวเข้าไปในบ้าน เขาพบว่าสีหน้าของหญิงสาวทั้งสองดูไม่สู้ดีนัก
“เกิดอะไรขึ้น? มีเรื่องอะไรหรือ?” เย่ฮันถามพลางขมวดคิ้ว
“แม่นางมู่ นาง...” ใบหน้าของหลี่เม่ยเหนียงเต็มไปด้วยความกังวล
“มู่หนิงส่วงรึ? เกิดอะไรขึ้นกับนาง?”
เย่ฮันเพิ่งสังเกตเห็นว่ามู่หนิงส่วงหายตัวไป
“เมื่อครู่มีข่าวมาจากสำนักวิญญาณโลหิตว่าพวกเขาจับตัวพวกที่เหลือของสำนักต้นกำเนิดสวรรค์ได้ และจะทำการประหารชีวิตที่เมืองว่านเซี่ยงในอีกสามวันเพื่อเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู พอแม่นางมู่ได้ยินข่าวนี้ก็รีบจากไปทันที นาง...”
“อะไรนะ?!”
สีหน้าของเย่ฮันเคร่งขรึมลง
ยามนี้ตบะของมู่หนิงส่วงถูกทำลายจนหมดสิ้น
นางกำลังไปหาที่ตายชัดๆ
“พี่เย่ พวกเราควรทำอย่างไรดีคะ? แม่นางมู่จะเป็นอันตรายไหม?” หลี่เม่ยเหนียงถาม
ตลอดเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันหลายวันมานี้ นางรู้สึกเอ็นดูมู่หนิงส่วงมากและดูแลเหมือนเป็นน้องสาวแท้ๆ หากเกิดเรื่องขึ้น...
“ไม่ต้องห่วง นางจะไม่เป็นไร” เย่ฮันเอ่ยปลอบ
มู่หนิงส่วงไม่ได้โง่ นางคงไม่ไปโยนชีวิตทิ้งหากยังไม่ถึงที่สุด
ยังเหลือเวลาอีกสามวัน น่าจะยังทันการอยู่
“พี่เย่ แต่ว่าสำนักวิญญาณโลหิตน่ะ...” ใบหน้าของหลิงเสวี่ยฉายแววจนปัญญา
สำนักวิญญาณโลหิตคือเจ้าแห่งต้าฉู่ทั้งหมด นางยังจำได้ว่าตอนนั้น นางและหลินห้าวเพียงแค่ไปล่วงเกินศิษย์สำนักวิญญาณโลหิตคนเดียวก็แทบจะ...
“เด็กโง่ ข้าเคยโกหกพวกเจ้าเมื่อไหร่กัน?” เย่ฮันตบไหล่นางเบาๆ ก่อนจะยิ้มแล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าไปเก็บข้าวของเดี๋ยวนี้ ข้าจะพาไปที่แห่งหนึ่ง”
“ที่ไหนหรือคะ?”
หญิงสาวทั้งสองมองเขาด้วยความสงสัย
“จวนไงจวนหลังใหม่ที่เป็นของพวกเรา”
“จวนหลังใหม่รึ?”
“ใช่แล้ว ข้าซื้อจวนไว้ข้างนอกลำบาก ต่อไปพวกเราสามารถไปอยู่ที่นั่นได้ เอาล่ะ พวกเจ้าไปเก็บของเถอะ”
“อ้อ ได้ค่ะ”
หลิงเสวี่ยพยักหน้าแล้วเดินจากไป
ทว่าหลี่เม่ยเหนียงยังคงยืนอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าที่ดูอาลัยอาวรณ์
“พี่เย่ ถ้าพวกเราไปแล้ว หากหลิงเอ๋อร์กลับมา...”
“ไม่ต้องห่วง ข้าจะให้คนคอยดูที่นี่ไว้ หากหลิงเอ๋อร์กลับมา ข้าจะรู้ทันทีและจะมารับนางตอนนั้นเอง” เย่ฮันกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
เขารู้ว่าหลี่เม่ยเหนียงกังวลว่าหลิงเออร์จะกลับมาแล้วไม่เจอพวกนาง
อย่างไรก็ตาม เขาก็รู้ดีว่าหลิงเอ๋อร์และยอดฝีมือผู้นั้นจากไปแล้ว และคงไม่กลับมาในอีกหลายปีข้างหน้า
“ตกลงะ”
ในที่สุดหลี่เม่ยเหนียงก็พยักหน้า
ไม่นานนัก พวกเขาก็เก็บข้าวของเสร็จสิ้น
“ไปกันเถอะ”
เย่ฮันมองไปที่จวนหลังที่คุ้นเคย แม้มันจะไม่ใช่ของเขา แต่เขาก็อาศัยอยู่ที่นี่มานาน และเงินก้อนแรกของเขาก็หาได้จากที่นี่ เขาจึงรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่บ้างเป็นธรรมดา
ทว่าอย่างที่เขาว่ากัน นกน้อยย่อมโผบินสู่ที่สูง น้ำย่อมไหลลงสู่ที่ต่ำ
“อืม”
จากนั้น ทั้งสามก็ขึ้นเรือวิญญาณและทะยานไปข้างหน้า
เรือวิญญาณลำนี้คือสิ่งที่เย่ฮันซื้อมาไว้ก่อนหน้านี้
มันไม่มีประโยชน์ด้านอื่น เพียงแค่ใช้สำหรับการเดินทางเท่านั้น
ไม่นานหลังจากนั้น พวกเขาก็มาถึงเมืองเทียนตัน
“พี่เย่ บ้านหลังใหม่ของพวกเราอยู่ที่นี่หรือคะ?” เมื่อมองดูเมืองที่คึกคัก หลิงเสวี่ยถึงกับตกตะลึงอย่างถึงที่สุด
นางเคยได้ยินชื่อเมืองเทียนตันมาบ้าง
เพียงแต่ก่อนหน้านี้ สำหรับนางแล้วที่นี่เป็นเพียงสถานที่ในตำนานเท่านั้น
หลี่เม่ยเหนียงยิ่งไปกว่านั้น
ความรู้รอบตัวของนางไม่กว้างขวางเท่าหลิงเสวี่ย และการที่ได้มาเห็นเมืองที่รุ่งเรืองขนาดนี้กะทันหัน...
“อืม!”
เย่ฮันยิ้มและพยักหน้า จากนั้นเขาก็สะบัดมือ เรือวิญญาณมุ่งหน้าตรงไปยังทิศตะวันออกของเมืองในทันที