- หน้าแรก
- ผมข้ามสองมิติด้วยป้ายห้าอัสนี
- ตอนที่ 10 ประเดิมฝีมือในโลกปัจจุบัน
ตอนที่ 10 ประเดิมฝีมือในโลกปัจจุบัน
ตอนที่ 10 ประเดิมฝีมือในโลกปัจจุบัน
เดิมทีกู้เจาไม่ได้ตั้งใจจะใช้พลังเวทย์เลยแม้แต่น้อย
ล้อเล่นน่า ตั้งแต่เกิดมาเขาเคยใช้อัสนีฝ่ามือแค่ครั้งเดียว ยันต์ห้าอัสนีนี่จะใช้ได้ผลหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย
ถ้าเกิดยันต์ห้าอัสนีใช้ได้จริง พอบรรจุพลังเวทย์ลงไปแล้วเกิดปรากฏการณ์ประหลาดขึ้นมาจะทำไง?
หรือถ้ายันต์ห้าอัสนีใช้ไม่ได้ ดันอัดพลังมั่วซั่วลงไป เกิดระเบิดตูมตามกลางคันจะทำไง?
ไม่ว่าจะมองมุมไหน การประเดิมเขียนยันต์ครั้งแรกต่อหน้าธารกำนัลพร้อมอัดพลังเวทย์ลงไปด้วย ไม่ใช่ความคิดที่ดีเลยสักนิด เขาตั้งใจจะหอบชาดกับกระดาษเหลืองไปลองวิชาที่ต่างโลกแท้ๆ
แต่ตอนเขียนมันดันมือขึ้นจนหยุดไม่ได้นี่สิ!
ตั้งแต่ต้นจนจบ ปลายพู่กันตวัดวาดไม่หยุดชะงัก ทรงพลังดุจสายน้ำเชี่ยวกราก ไหลลื่นเป็นระลอกเดียว ทั้งร่างรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย จนพลอยกระตุ้นให้พลังเวทย์ในกายพลุ่งพล่าน เริ่มโคจรเองโดยอัตโนมัติ จากจุดตันเถียนพุ่งลงสู่เส้นชีพจรหยางที่เท้าทั้งสองข้าง และพุ่งขึ้นสู่เส้นชีพจรหยางที่มือ ทะลุทะลวงสู่ปลายนิ้ว
"ฟึ่บ!"
พลังเวทย์ไหลผ่านขนพู่กัน ผสมลงในหมึกชาด ซึมซาบลงสู่กระดาษเหลือง จากนั้น...
พลังเวทย์ส่วนใหญ่สลายไปในอากาศอย่างรวดเร็ว มีเพียงส่วนน้อยนิดที่ผสานเข้ากับหมึกชาดบนกระดาษเหลือง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังค่อยๆ รั่วไหลออกมาทีละน้อย
เมื่อสัมผัสได้ว่าพลังเวทย์สลายไปในอากาศ กู้เจาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ความล้มเหลวในการเขียนยันต์เป็นสิ่งที่เขาคาดไว้อยู่แล้ว แต่อย่างน้อยก็ไม่เกิดปรากฏการณ์ประหลาด ยันต์ไม่ลุกไหม้หรือระเบิดคาหน้า
สรุปว่า เขาเขียนยันต์ห้าอัสนีที่ใช้งานไม่ได้ออกมาได้สำเร็จหนึ่งใบ
มีเพียงนักพรตฮุ่ยปินที่ยืนอยู่ข้างๆ รู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน หัวใจเต้นผิดจังหวะวูบหนึ่ง แต่เขาก็แค่งงๆ
"เมื่อเช้ากินอะไรผิดสำแดงหรือเปล่านะ?"
คนอื่นๆ ไม่รู้สึกถึงพลังเวทย์ที่รั่วไหลออกมาแม้แต่น้อย แต่กลับสนใจยันต์ห้าอัสนีลายสวยที่กู้เจาเพิ่งวาดเสร็จมาก หลายคนถึงกับยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปถ่ายคลิป
กู้เจาหยิบยันต์ห้าอัสนีขึ้นมาสะบัดๆ พิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยื่นให้ฮุ่ยปิน
ฮุ่ยปินมองดูยันต์ห้าอัสนีที่แตกต่างจากสายสำนักเทียนซือ (ปรมาจารย์สวรรค์) เล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร
"ขอบใจมากศิษย์น้อง"
ทันใดนั้น ชายหนุ่มคนเดิมก็พูดแทรกขึ้นมา
"ใช้ยันต์ห้าอัสนีแล้วจะเรียกฟ้าผ่าได้ไหม? งั้นลองแสดงให้ดูหน่อยสิ!"
"นายจะจบไหม?"
กู้เจาและฮุ่ยปินหันไปมอง แต่คนที่พูดกลับเป็นพี่สาวทรงโต
"นี่เป็นเรื่องของเขากับตำหนักหยวนฝ่า นักพรตเขายังไม่ว่าอะไร นายจะมาเสนอหน้าทำไม?"
เสียงของชายหนุ่มสูงขึ้นอีกครึ่งคีย์
"ฉันจะพูดของฉัน มันเกี่ยวอะไรกับเธอ เธอจะมาเสือกทำไม เสนอหน้าเก่งนักนะ?"
"ฉันเห็นเขาหล่อ เห็นเขาเขียนยันต์เป็น!" พี่สาวทรงโตตอบตรงไปตรงมา
"แล้วฉันก็หมั่นไส้คนขี้อิจฉาอย่างนาย"
"มันบอกเองว่าเจอผีสาว บอกเองว่าใช้ยันต์ห้าอัสนีเป็น!" ชายหนุ่มโกรธจัด
พี่สาวทรงโตสวนกลับทันควัน
"เขาพูดเล่นขำๆ นายก็เชื่อเป็นตุเป็นตะ ถ้าบอกให้ไปกินขี้ นายจะไปกินไหม?"
"อีเชี่ย..."
"เขตอภัยทาน ห้ามส่งเสียงดัง!" ฮุ่ยปินก้าวออกมา ปรามเสียงเข้ม กดดันจนทุกเสียงเงียบลง
เขาถือยันต์ห้าอัสนีในมือ แล้วพูดกับชายหนุ่ม
"ยันต์ห้าอัสนีมีไว้ขจัดภัย แก้เคราะห์ ปกป้องบ้านเรือน ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ไม่ใช่เครื่องมือเอาไว้ท้าตีท้าต่อย"
แฟนสาวของชายหนุ่มดึงแขนยิกๆ ชายหนุ่มจึงยอมสงบปากสงบคำ แค่นเสียงฮึ แล้วถลึงตาใส่กู้เจา ก่อนจะสะบัดก้นเดินหนีไป แม้แต่ยันต์ที่เลือกไว้ตอนแรกก็ไม่เอาแล้ว
เมื่อเห็นชายหนุ่มเดินจากไปอย่างหัวเสีย กู้เจาจึงหันไปหาพี่สาวทรงโต
"ขอบคุณครับ"
"ไม่เป็นไร หมอนั่นมันน่ารำคาญเอง" พี่สาวทรงโตโบกมือ เกิดแรงสั่นสะเทือนวูบไหว
"ยังไงก็ต้องขอบคุณที่ช่วยพูด" กู้เจายิ้ม
"ไม่งั้นถ้าผมโมโหขึ้นมา อาจจะเผลอซัดอัสนีฝ่ามือใส่เขา ให้รู้ว่าวิชาสายฟ้าไม่ใช่เรื่องล้อเล่น"
"ถ้างั้นเธอคงโดนตำรวจหิ้วแน่ๆ" พี่สาวทรงโตหัวเราะจนตัวงอ แล้วก็ทำหน้าจริงจัง
"มียันต์ห้าอัสนีแล้ว คราวหน้าเจอผีสาวก็มีอาวุธแล้วนะ ขอให้ปราบปีศาจราบรื่นนะจ๊ะพ่อหนุ่ม"
กู้เจาก็ทำท่าจริงจัง ประสานมือคารวะตอบ
"ขอบคุณสำหรับคำอวยพรครับ ตอนนี้ผมเคยเจอแต่ผี ยังไม่รู้ว่ามีปีศาจหรือเปล่า หวังว่ายันต์ห้าอัสนีจะใช้ได้ผลนะครับ"
สองสาวฟังแล้วก็หัวเราะขำ รู้สึกว่ากู้เจาเป็นคนตลกดี
แน่นอนว่าพวกเขาเป็นแค่คนแปลกหน้าที่บังเอิญเจอกัน ยังไม่ถึงขั้นแลกไลน์แลกเบอร์ พอคุยกันจบ พี่สาวทรงโตก็โบกมือลา จูงมือเพื่อนสาวขายาวไปเสี่ยงเซียมซีที่วิหารลวี่จู่ต่อ
กู้เจามองส่งสองสาวจนลับตา ก็ไม่มีอารมณ์จะเดินเที่ยวต่อ จึงขอบคุณและลาฮุ่ยปิน เดินมุ่งหน้าไปทางประตูใหญ่
ฮุ่ยปินมองแผ่นหลังตั้งตรงของกู้เจา แววตาฉายแววสงสัย รู้สึกทะแม่งๆ ชอบกล
ผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นกู้เจาเดินออกไปแล้ว ฮุ่ยปินตาเป็นประกาย ตบมือฉาด พึมพำกับตัวเอง
"ใช่แล้ว ท่าดีทีเหลว!"
เรื่องราวทั้งหมดดูเหมือนจะเริ่มต้นอย่างยิ่งใหญ่แต่จบลงแบบงูๆ ปลาๆ ตอนแรกปูเรื่องผีสาว เรื่องวิชาสายฟ้าซะตื่นเต้น ตอนจบวาดแค่ยันต์ใบเดียวแล้วก็เดินจากไปดื้อๆ
ถ้าเป็นเด็กเบียวที่เพิ่งรู้วิชานิดหน่อยแล้วอยากอวด น่าจะพยายามโชว์พาวมากกว่านี้ ไม่ว่าจะชวนคุยเรื่องวิชาเต๋า หรือพยายามแสดงความสามารถอื่นๆ
แต่พ่อหนุ่มคนนี้ นอกจากคำพูดที่ดูหลุดโลกแล้ว บุคลิกท่าทางกลับดูสุขุมนุ่มลึก เป็นธรรมชาติ และมีมาดของนักพรตผู้ทรงภูมิ
ฮุ่ยปินลองทบทวนดูอีกที ก็พบว่าแม้เรื่องนี้จะเริ่มจากชายหนุ่มคนนี้มาหาซื้อชาดกับกระดาษเหลือง แต่เขาไม่ได้เป็นคนจุดประเด็น ทั้งเรื่องยันต์ห้าอัสนี เรื่องผีสาว ล้วนแต่เป็นฮุ่ยปินเองที่ถามนำ ส่วนเรื่องทะเลาะวิวาทก็เป็นเจ้าหนุ่มขี้อิจฉานั่นหาเรื่องเอง
สรุปคือ ไม่ว่าเขาจะปฏิเสธไม่ขายของให้ หรือจะให้ของไปเฉยๆ เรื่องราวพวกนั้นก็คงไม่เกิดขึ้น
ถ้าอย่างนั้น...
"ทำไมเขาต้องพูดจาให้คนเข้าใจผิดแบบนั้นด้วยล่ะ?" ฮุ่ยปินขมวดคิ้วแน่น ไม่เข้าใจจริงๆ
คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก ฮุ่ยปินได้แต่ส่ายหน้า พอก้มมองยันต์ห้าอัสนีในมือที่หมึกแห้งแล้ว ก็พับเป็นสามเหลี่ยมง่ายๆ ยัดใส่ในอกเสื้อ แล้วเดินกลับเข้าไปทำงานต่อ
...
อีกด้านหนึ่ง กู้เจาเดินออกจากประตูใหญ่ ขยี้ปึกกระดาษเหลืองในมือ กะดูแล้วมีประมาณยี่สิบกว่าแผ่น น่าจะพอใช้สำหรับหนึ่งหรือสองวันนี้
"รีบกลับบ้าน ข้ามไปต่างโลก ลองวิชา!"
ไฟของกู้เจาลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เตรียมจะไปขึ้นรถไฟใต้ดินกลับบ้าน
ทันใดนั้น เขาก็เหลือบไปเห็นชายหนุ่มคู่กรณีเมื่อครู่
ชายหนุ่มกำลังเดินเคียงคู่แฟนสาวไปยังรถ BMW ซีรีส์ 3 ที่จอดอยู่ริมถนน เขาล้วงมือกดรีโมทในกระเป๋า เสียงปลดล็อกรถดังขึ้น
"ไอ้บ้าเอ๊ย มาเก๊กหล่อในวัด ปัญญาอ่อนชิบหาย มันก็แค่..."
"เปรี้ยง!"
เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นกึกก้องตรงหน้าเขา ทำเอาชายหนุ่มสะดุ้งโหยง จนเกือบจะเหวี่ยงแฟนสาวกระเด็น
เสียงกัมปนาทเรียกความสนใจจากผู้คนรอบข้าง ต่างหันมามองเป็นตาเดียว
"เกิดอะไรขึ้น?"
"ฟ้าผ่าเหรอ?"
"ฟ้าไม่ได้มืดนี่นา?"
"ฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ?"
จากนั้น ทุกคนรวมถึงชายหนุ่มเจ้าของรถ ก็พบว่ารถ BMW ซีรีส์ 3 คันงามมีควันโขมงพวยพุ่ง ตัวถังรถไหม้เกรียมเป็นแถบ ห้องเครื่องด้านหน้าส่งเสียง "เปรี๊ยะๆ" ด้านท้ายรถก็เริ่มมีประกายไฟแลบ
"เครื่องยนต์ไหม้เหรอ?"
"ไม่ใช่มั้ง เหมือนโดนฟ้าผ่ามากกว่า ซวยชิบ..."
"ระวังรถระเบิด!"
คนมุงรีบวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น มีเพียงชายหนุ่มเจ้าของรถที่ยืนอ้าปากค้าง ตะโกนเสียงหลง
"รถกู!"