- หน้าแรก
- กายาบรรลุอริยะ เจ้าน่ะหรือบัณฑิต
- บทที่ 1 พลิกชะตา?
บทที่ 1 พลิกชะตา?
บทที่ 1 พลิกชะตา?
ราชวงศ์ต้าเยี่ยน เขตอวิ๋นโจว ณ หมู่บ้านตระกูลหลี่
ท้องนภามืดครึ้มราวกับจะมีหยาดน้ำหยดลงมา บรรยากาศอันน่าอึดอัดปกคลุมหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ผ่านการถูกสิ่งลี้ลับกัดกินมาอย่างโชกโชน
ฉินป๋อสวมชุดบัณฑิตยาวสีซีดจนขาว ยืนอยู่หน้าสำนักศึกษาซอมซ่อของตนเอง คิ้วขมวดมุ่น ในใจเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม
สำนักศึกษาแห่งนี้เป็นทรัพย์สินที่บิดาในนามของเขาทิ้งไว้ให้ แต่ทว่าในยามนี้ มรรคาเสื่อมสลาย สิ่งลี้ลับออกอาละวาด ผู้คนต่างแทบเอาตัวกันไม่รอด ไหนเลยจะมีกะจิตกะใจส่งบุตรหลานมาเรียนหนังสือ
แม้แต่ความหวังของเจ้าของร่างเดิมที่ต้องการสอบเข้ารับราชการก็ยังถูกทำลายจนสิ้น!
ส่วนที่ว่าทำไมถึงเรียกว่าบิดาในนามน่ะเหรอ? เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน!
ฉินป๋อในฐานะนักโบราณคดียุคใหม่ วันนั้นเขากำลังนำทีมขุดค้นสุสานโบราณ ใครจะรู้ว่าทันทีที่ขุดชั้นดินออก เขาก็ตกลงไปข้างใน และถูกแสงสว่างสายหนึ่งกลืนเข้าไป เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งเขาก็กลายเป็นบัณฑิตที่มีชื่อแซ่เดียวกันคนนี้
ส่วนเจ้าของร่างเดิมนั้น เนื่องจากเฝ้าสำนักศึกษาผุพังแห่งนี้ จึงได้อดตายไปเมื่อเจ็ดวันก่อน เขาจึงได้ “ยืมซากคืนวิญญาณ” เข้ามาแทนที่!
หลังจากฉินป๋อข้ามภพมา เดิมทีก็เต็มไปด้วยความสับสนต่อโลกแปลกหน้านี้อยู่แล้ว ซ้ำร้ายตอนนี้แม้แต่การดำรงชีพพื้นฐานก็ยังยากจะประคอง
เดิมทีคิดจะสืบทอดความรู้ของเจ้าของร่างเดิม สอบเข้ารับราชการ แล้วกลับบ้านเกิดอย่างมีเกียรติ
ทว่าในโลกที่มรรคาเสื่อมสลาย มีสิ่งลี้ลับเพ่นพ่านเช่นนี้ การจะสอบเข้ารับราชการแล้วมีชีวิตรอดกลับมาได้หรือไม่นั้น นับเป็นเรื่องเพ้อฝัน การหางานที่ทำเงินได้ยิ่งยากลำบากกว่า
ฉินป๋อเต็มไปด้วยความวิตกกังวลแต่ก็จนปัญญา เพราะจากความทรงจำอันน้อยนิดของเจ้าของร่างเดิม เขาได้รู้ว่าโลกใบนี้ไม่ได้มีเพียงสิ่งลี้ลับที่เกิดขึ้นดาษดื่น แต่ยังมีผู้บำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งดำรงอยู่ด้วย!
แต่จะแข็งแกร่งแค่ไหนนั้น เจ้าของร่างเดิมก็ไม่รู้เลย
ส่วนฉินป๋อหลังจากข้ามภพมาก็ค้นหาเคล็ดวิชาในหนังสือที่บ้านอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็หาไม่เจอ นอกจากหนังสือธรรมดาก็มีแต่หนังสือธรรมดาเหมือนเดิม!
“ทำไมฉันต้องข้ามมาอยู่โลกแบบนี้ด้วยนะ?”
“อุสาข้ามภพมาแล้ว ไม่ใช่ว่ามันต้องมีระบบติดตัวหรือไง แล้วนิ้วทองคำสำหรับปูเส้นทางของฉันละ?”
“อีแบบนี้มันอะไร?”
ฉินป๋อเงยหน้ามองฟ้า กรีดร้องด้วยความโกรธแค้นในใจ
จะถามว่าทำไมไม่ตะโกนออกมาตรง ๆ น่ะเหรอ?!
ล้อเล่นหรือไง คนต้องรักษาหน้านะ!
ถ้าไม่ใช่เพราะเขาหน้าหนา เดินไปขอข้าวกินตามบ้านต่าง ๆ มาหลายวัน ป่านนี้คงอดตายไปนานแล้ว
แต่นี่ก็ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาในระยะยาว เขามองดูหมู่บ้านที่แปลกตาและทรุดโทรมตรงหน้า ในใจเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและความสับสน
โลกยุคโบราณที่ล้าหลังนี้ ไม่มีชีวิตที่สะดวกสบายที่เขาคุ้นเคย ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีโทรศัพท์มือถือ แม้แต่วิธีทำมาหากินพื้นฐานที่สุดก็แตกต่างจากยุคปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง
“หรือว่าฉันจะต้องมีชีวิตอยู่อย่างน่าสมเพชแบบนี้ต่อไป?”
ฉินป๋อกำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ
ทันใดนั้น ในสมองของเขาก็เกิดประกายความคิดขึ้นมา นึกถึงเรื่องราวการค้าขายในยุคโบราณที่เคยอ่าน ผู้ข้ามภพเหล่านั้นอาศัยสายตาที่เฉียบแหลมและการตัดสินใจที่เด็ดขาด จนโดดเด่นในยุทธจักรการค้า
“ใช่แล้ว ค้าขาย!”
ฉินป๋อพึมพำกับตัวเอง แววตามีประกายความหวัง
“เกิดใหม่เพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวในยุคโบราณ!!!”
แต่ไม่นานความหวังก็ดับวูบลง
โลกที่เต็มไปด้วยสิ่งลี้ลับวุ่นวายแบบนี้ ไม่มีพลังแล้วจะค้าขายได้ยังไง?!
อีกอย่างเขาเองเป็นแค่นักโบราณคดี ไม่มีความสามารถอะไรเลย
นอกจากรับเงินคนอื่นมาขจัดภัยให้แล้ว ก็มีแต่ขุดหลุมศพชาวบ้าน!
แม้แต่ข้าวยังไม่มีจะกิน จะเอาต้นทุนมาจากไหน?
คนพูดไม่ตั้งใจ แต่คนฟังกลับใส่ใจ!
“โครกคราก...”
ท้องของฉินป๋อร้องเห็นด้วยขึ้นมาทันที
เขาคลำหน้าท้องที่แฟบลงไปอย่างจนใจ ขณะกำลังคิดจะหน้าหนาไปขอข้าวกินบ้านไหนสักหลัง ก็ได้ยินเสียงตีฆ้องร้องป่าวมาจากไม่ไกล
“เฮ้อ เกือบลืมไปเลย ตาเฒ่าหลี่เอาชีวิตไปทิ้งเพราะไปเจอเข้ากับ ‘สิ่งลี้ลับ’”
“อย่าร้องเลย เดี๋ยวจะพาไปกินโต๊ะจีน!”
ฉินป๋อลูบท้องที่แห้งเหี่ยว ปลอบประโลมมันเบา ๆ
“ว่าแต่ สิ่งลี้ลับนี่มันคือตัวอะไรกันแน่?”
คงไม่ใช่พวกภูตผีปีศาจน่ากลัวเหมือนในชาติก่อนหรอกนะ?!”
“ถ้าเป็นจริง มันคงไม่ตามตาเฒ่าหลี่กลับมาด้วยหรอกมั่ง?”
ฉินป๋อรีบเชื่อมโยงเรื่องราวนี้ทันที ในใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหนาวสะท้าน แม้ชาติก่อนตนจะทำงานด้านนี้
แต่ทว่า!
ของบางอย่างเชื่อไว้บ้างก็ดี
แต่ทว่าท้องเจ้ากรรมดันไม่รักดี ราวกับรู้ว่าฉินป๋อไม่อยากไป จึงร้องประท้วงขึ้นมาอีกครั้ง
“ช่างเถอะ ต่อให้ตาย ก็ขอเป็นผีอิ่มตายดีกว่า!”
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉินป๋อก็หันหลังกลับปิดประตู ลากสังขารอันผ่ายผอมไปกินฟรี
ทันทีที่มาถึงบ้านตาเฒ่าหลี่ ก็เห็นลูกชายและลูกสะใภ้ของกำลังต้อนรับแขกเหรื่อ
ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่มีพิธีรีตองมากนัก ใครมีงานอะไรต่างก็ส่งคนมาช่วยถือว่าเป็นการช่วยเหลือกัน
หลี่ตงลูกชายของตาเฒ่าหลี่กับ “ฉินป๋อ” นั้นเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ทันทีที่เห็นฉินป๋อก็รีบตรงเข้าไปหาทันที
“เสี่ยวป๋อ มาแล้วหรือ!”
“เดี๋ยวกินให้เต็มที่เลยนะ บำรุงร่างกายหน่อย เสร็จงานแล้วข้าจะจัดกับข้าวให้เจ้าเอากลับไปกินด้วย”
“พี่หลี่ ขอบคุณท่านมาก!”
ฉินป๋อซาบซึ้งใจจนแทบน้ำตาไหล หลายวันมานี้ อาศัยความช่วยเหลือจากชาวบ้านร้านถิ่น เขาถึงรอดชีวิตมาได้
หลี่ตงตบไหล่ฉินป๋อเบา ๆ หัวเราะร่า:
“กับข้ายังจะเกรงใจอะไรอีก มิตรภาพของพวกเรา พูดขอบคุณจะดูห่างเหินไปนะ!”
ว่าแล้วก็ลากฉินป๋อเดินไปยังโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหาร
บ้านตาเฒ่าหลี่เป็นคนฆ่าสัตว์มาตั้งแต่รุ่นก่อน อย่างอื่นไม่มีเยอะ แต่เนื้อสัตว์มีเพียบ
ฉินป๋อมองดูเนื้อบนโต๊ะ กลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว
“พี่หลี่ รอก่อน ข้าขอไปคารวะท่านลุงหลี่ก่อน ไม่อย่างนั้นในฐานะผู้น้อยจะเสียมารยาทเอาได้”
หลี่ตงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมา: “เจ้าหนูนี่ รู้จักธรรมเนียมเหมือนกันนะ ได้ ข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้า”
ทั้งสองเดินเลี่ยงฝูงชนที่คึกคัก เข้าไปยังห้องโถงกลาง
ห้องโถงไว้อาลัยถูกจัดตกแต่งอย่างเคร่งขรึมและน่าเกรงขาม โลงศพของตาเฒ่าหลี่ตั้งอยู่ตรงกลาง อักษรคำว่า “ไว้อาลัย” ขนาดใหญ่แขวนอยู่ด้านบน
ฉินป๋อก้าวเข้าไปหยิบธูปอย่างนอบน้อม หลังจากจุดไฟแล้ว ก็ยกธูปขึ้นด้วยสองมือ โขกศีรษะคำนับต่อหน้าภาพถ่ายผู้ตายสามครั้งอย่างลึกซึ้ง
เขาหลับตาไว้อาลัย ในหัวนึกย้อนไปถึงภาพลักษณ์ของตาเฒ่าหลี่ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่
ในตอนนั้น ตาเฒ่าหลี่มักจะยิ้มแย้มแจ่มใสเสมอ ทุกครั้งที่เจอฉินป๋อก็จะยัดของอร่อยใส่มือให้
ขณะที่ฉินป๋อกำลังจมดิ่งอยู่ในความทรงจำ
ทันใดนั้น!
ลมเย็นยะเยือกพัดผ่านมา เปลวเทียนไหววูบอย่างรุนแรงหลายครั้งจนเกือบจะดับลง
ฉินป๋อลืมตาขึ้น หางตาเหลือบไปเห็นเหมือนว่าตาเฒ่าหลี่กำลังนั่งอยู่บนโลงศพ
แต่เมื่อเพ่งมองดูอีกครั้ง ก็กลับสู่สภาพปกติ
ฉินป๋อคิดในใจ หรือว่าตนเองจะหิวจนตาลายไปแล้ว?!
เมื่อเห็นหลี่ตงมีสีหน้าปกติ จึงได้แต่คิดว่าตนเองหิวจนตาลายและเกิดภาพหลอนไปเอง
จึงก้าวเข้าไปเตรียมจะปักธูป
ทันทีที่เข้าใกล้ ก็เห็นตาเฒ่าหลี่นั่งอยู่บนโลงศพอีกครั้ง ดวงตาไร้แววคู่นั้นจ้องมองมาที่ฉินป๋อ
“มองไม่เห็น ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น!”
ฉินป๋อปลอบใจตัวเองในใจ
แต่ไม่อาจต้านทานความอยากรู้อยากเห็นได้
หางตาของฉินป๋อเหลือบเห็นตาเฒ่าหลี่กระโจนเข้าใส่เขา
“กรี้ด...”
เขาแทบจะร้องเป็นแต๋วแตกทันที
และทันทีที่ “ตาเฒ่าหลี่” สัมผัสตัวเขา ก็หายวับไป
ในเวลาเดียวกัน!
[ติ๊ง: ตรวจพบสิ่งลี้ลับปรากฏตัว]
[ระบบพลิกชะตากำลังเริ่มทำงาน...]
[ระบบนี้มุ่งเน้นที่จะมอบความสามารถในการพลิกชะตาลิขิตสวรรค์ให้แก่โฮสต์ ในโลกที่สิ่งลี้ลับปั่นป่วน...]
[กำลังผูกมัดโฮสต์... 30%... 50%...]
[จบบท]
สำนวนแปลบทแรกๆ จะแทรกๆ คำพูดดูยุคใหม่เช่น ฉันตอนที่ตัวเอกคิดหรือพูดในใจนะครับ จะเริ่มๆ ค่อยๆ เปลี่ยนให้เหมือนเป็นว่าค่อยๆ ปรับตัว