เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 510 ถึงถิ่นโบราณสถาน

บทที่ 510 ถึงถิ่นโบราณสถาน

บทที่ 510 ถึงถิ่นโบราณสถาน


ซูจื่อโม่จัดระเบียบถุงเก็บของของคังหลางเจินเหรินและพวกทั้งห้าคนอีกครั้ง

ภายในนั้นไม่มีสมบัติที่น่าสนใจมากนัก มีเพียงยาวิเศษ หินวิเศษ และอุปกรณ์วิเศษจำนวนหนึ่ง ซึ่งล้วนไม่อยู่ในสายตาของซูจื่อโม่

สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดในตอนนี้ คือคัมภีร์เคล็ดวิชาเกี่ยวกับวิถีแห่งแก่นโอสถ

ขั้นควบแน่นลมปราณ มีบทควบแน่นลมปราณ

ขั้นสร้างฐาน มีบทสร้างฐาน

ขั้นสร้างแก่นทอง ก็ย่อมต้องมีเคล็ดวิชาที่สอดคล้องกัน

เคล็ดวิชามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเร็วในการบำเพ็ญเพียรและการเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของผู้ฝึกเทพยุทธ์

อย่างเช่นหนึ่งในสามวิชาลับแห่งยอดเขาไร้ตัวตน 'บทสร้างฐานไร้ตัวตน' ขอเพียงหมั่นฝึกฝนและมีความตระหนักรู้ ก็สามารถเปิดชีพจรวิญญาณได้สูงสุดถึงหกเส้น!

นี่ถือว่าเป็นวิชาที่ล้ำเลิศอย่างมากแล้ว ในช่วงที่ยังไม่ได้เข้าสู่สนามรบบรรพกาล

การมีเคล็ดวิชาระดับสุดยอดสักเล่ม จะช่วยให้ผู้ฝึกเทพยุทธ์ในขั้นสร้างแก่นทองฝึกฝนได้ผลลัพธ์ทวีคูณด้วยความพยายามเพียงครึ่งเดียว

ทว่าในยอดเขาไร้ตัวตน กลับไม่มีเคล็ดวิชาชั้นสูงของวิถีแห่งแก่นโอสถ

หลังจากศึกใหญ่ที่ยอดเขาไร้ตัวตน เจ้าสำนักหลิงอวิ๋นเคยเอ่ยถึงเรื่องนี้กับซูจื่อโม่มาก่อน

การก้าวเข้าสู่วิถีแห่งแก่นโอสถของซูจื่อโม่ ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ค่อนข้างพิเศษ

ภายในจุดตันเถียน พลังสองชนิดคือพลังน้ำและไฟขัดแย้งกัน

แม้สุดท้ายเขาจะอาศัยเจตจำนงอันแข็งแกร่งและร่างกายเนื้อที่น่าสะพรึงกลัว สยบน้ำไฟ สยบเต่าและงูลงได้ แต่นี่ก็ยังคงเป็นภัยซ่อนเร้น

หากไม่มีเคล็ดวิชาวิถีแห่งแก่นโอสถที่แข็งแกร่งมาช่วยเสริม ซูจื่อโม่กังวลอย่างมากว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในภายภาคหน้า

ในถุงเก็บของของคังหลางเจินเหรินและพวกไม่มีเคล็ดวิชา ก็อยู่ในความคาดหมายของเขาเช่นกัน

ในถุงเก็บของ ส่วนใหญ่มักจะเก็บของใช้แล้วหมดไปอย่างยาเทวดา หินวิเศษ หรืออาวุธวิญญาณที่ใช้ในการต่อสู้ฆ่าฟัน แทบจะไม่มีใครพกเคล็ดวิชาติดตัวไว้ในถุงเก็บของตลอดทั้งปี

อย่างไรก็ตาม ในถุงเก็บของของเหลียงเหิง นอกจากทำเนียบนิมิตแก่นทองแล้ว ซูจื่อโม่ยังพบนกกระเรียนวิญญาณสื่อสารอีกตัวหนึ่ง

เนื้อหาข้างใน สร้างความสนใจให้เขาไม่น้อย

ในนกกระเรียนวิญญาณสื่อสารตัวนี้ ได้บันทึกถึงสถานที่อันตรายแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า 'โบราณสถานต้าเฉียน'

หนึ่งหมื่นปีก่อน เมืองหลวงแห่งจักรวรรดิต้าเฉียนถูกทำลายในชั่วข้ามคืน สรรพชีวิตนับสิบล้านต้องประสบหายนะ เมืองหลวงกลายเป็น

สิ่งที่ถูกทำลายไปพร้อมกับเมืองหลวงจักรวรรดิต้าเฉียน ยังมีสองวัดใหญ่แห่งพุทธในขณะนั้น ได้แก่วัดฝ่าหัวและวัดต้าหมิง

ในที่แห่งนี้ ได้ฝังสมบัติล้ำค่าเอาไว้มากมาย

นอกจากโอสถวิเศษ อาวุธชุดเกราะ ก็ยังมีเคล็ดวิชาที่สูญหายไปแล้ว

ตามตำนานเล่าขาน 'พระสูตรสัทธรรมปุณฑริก' ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเคล็ดวิชาอันดับหนึ่งแห่งวิถีแห่งแก่นโอสถ ก็ถูกฝังอยู่ในโบราณสถานแห่งนี้พร้อมกับวัดฝ่าหัว เพียงแต่ว่ายังไม่มีใครหามันพบ

แน่นอนว่า โบราณสถานแห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ปลอดภัย มันเต็มไปด้วยอันตรายและจิตสังหารในทุกย่างก้าว!

หลายปีมานี้ มักมีผู้ฝึกเทพยุทธ์ยอมเสี่ยงอันตรายเข้าไป แต่ก็ไม่มีใครได้กลับออกมาแบบมีชีวิต

ถึงขั้นมีข่าวลือว่า แม้เมืองหลวงจักรวรรดิต้าเฉียนจะล่มสลายกลายเป็นซากปรักหักพัง แต่ 'เพลิงวิญญาณก่อนนภา' ภายในเมืองหลวงจักรวรรดิต้าเฉียนเมื่อครั้งอดีตกลับยังไม่มอดดับ และยังคงลุกไหม้มานานนับหมื่นปี

ซูจื่อโม่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจว่าจะไปดูที่โบราณสถานต้าเฉียนแห่งนี้สักหน่อย

ประการแรก ในโบราณสถานต้าเฉียนเป็นที่ฝังกลบเมืองหลวงจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่รุ่งเรือง

และสองมหาสำนัก เรื่องสมบัติย่อมไม่ต้องพูดถึง

ประการที่สอง หากสามารถค้นพบ 'พระสูตรสัทธรรมปุณฑริก' ได้จริง ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการบำเพ็ญเพียรของเขาอย่างมหาศาล

ซึ่งแตกต่างจากการฝึกวิถีอสูร แม้เตี๋ยเยว่จะจากไป แต่นางก็ได้ทิ้งคัมภีร์อสูรอันสูงส่งไว้ให้ซูจื่อโม่ ตั้งแต่บทชำระกายในตอนต้น ไปจนถึงบทจิตหยาง ล้วนมีบทสวดมนต์สำหรับการฝึกฝนที่สอดคล้องกัน

ในด้านการฝึกเซียน ยอดเขาไร้ตัวตนไม่มีเคล็ดวิชาระดับสุดยอด

ซูจื่อโม่วางรากฐานอันมั่นคงที่ยอดเขาไร้ตัวตน แต่วิชาสายเซียนที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงของเขานั้น ล้วนไม่ได้เรียนรู้มาจากยอดเขาไร้ตัวตน

อย่างเช่นเคล็ดวิชาแปลงมังกรบรรพกาล ก็เรียนมาจากตำหนักจักรพรรดิมนุษย์

ค่ายกลกระบี่ส่องหล้า ก็เรียนรู้มาจากจี๋ฮั่วเต้าจวิน

รวมถึง 'คัมภีร์สยบสมุทร' 'คัมภีร์กระแสคลื่น' 'เพลงดาบซิวหลัว' และอื่นๆ อีกมากมาย…

ดังนั้น ซูจื่อโม่จึงตั้งใจจะไปดูที่โบราณสถานต้าเฉียน เผื่อว่าจะได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง

ประการที่สาม คือข่าวลือเกี่ยวกับเพลิงวิญญาณก่อนนภา

หากได้พบกับเพลิงวิญญาณก่อนนภาจริง ซูจื่อโม่ก็สามารถลองซ่อมแซม 'เกราะไหมทองคำลึกล้ำ' ที่ชำรุดเสียหายในถุงเก็บของได้

ในสนามรบบรรพกาลระดับต้น เขาได้เก็บลูกธนูอูจินมาได้หลายดอก ซึ่งเคยเป็นอุปกรณ์วิเศษระดับก่อนนภามาก่อน เพียงแต่ลวดลายวิญญาณแตกเสียหาย ก็สามารถนำมาซ่อมแซมได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ค่ายกลกระบี่ส่องหล้าขั้นที่สาม จำเป็นต้องใช้กระบี่บินยี่สิบเจ็ดเล่ม!

หากมีเพลิงวิญญาณก่อนนภา มาหลอมสร้างกระบี่บินขึ้นใหม่ อานุภาพของกระบี่บินย่อมเพิ่มขึ้นไม่น้อย

สุดท้าย คือเรื่องเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรของตนเอง

ตอนนี้ซูจื่อโม่มีเคล็ดวิชามากมาย ลำพังแค่การเก็บตัวฝึกฝนอย่างหนัก ยากที่จะก้าวหน้าได้ จำเป็นต้องเผชิญกับความอันตรายตื่นเต้น จึงจะสามารถพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดด

อย่างเช่น 'เพลงดาบซิวหลัว'

หากไม่มีการฆ่าฟัน ไม่กลายเป็นซิวหลัว ก็ไม่มีทางตระหนักรู้ถึงแก่นแท้ของเพลงดาบซิวหลัวได้เลย!

ซูจื่อโม่จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ลุกขึ้นยืน โบกมือสลายค่ายกลรอบจวนที่พัก แล้วผลักประตูเดินออกไป

เมื่อยืนอยู่ที่หน้าประตู ซูจื่อโม่หยุดยืนแล้วหันกลับไปมอง ต้นท้อภายในลานบ้าน กลีบดอกที่ร่วงหล่น สีหน้าฉายแววอาลัยอาวรณ์

ชั่วพริบตาเดียว แปดปีก็ผ่านพ้นไป

เรื่องราวที่นี่จบสิ้นลงแล้ว ในระยะเวลาอันสั้น เกรงว่าคงจะไม่ได้กลับมาอีก

เนิ่นนานหลังจากนั้น ซูจื่อโม่สูดลมหายใจเข้า ปิดประตูใหญ่ แล้วหันหลังเดินจากไป

……

กลางอากาศ ใต้เท้าของซูจื่อโม่ว่างเปล่า เขาพุ่งทะยานไปยังทิศทางของต้าเฉียน พลางสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงและพลังที่ได้รับจากขั้นสร้างแก่นทอง

ตั้งแต่ฝึกวิชามาจนถึงตอนนี้ นอกจากจะเคยไปอยู่ในสนามรบบรรพกาลหนึ่งปี ซูจื่อโม่ก็ยังไม่เคยออกจากอาณาเขตของราชวงศ์โจวเลย

ในแง่หนึ่ง คือไม่มีเวลา

นับตั้งแต่เขากราบเข้าเป็นศิษย์ยอดเขาจนถึงตอนนี้ ก็เพิ่งผ่านไปเพียงหกปี

เวลาหกปี จากขั้นควบแน่นลมปราณสู่ขั้นสร้างแก่นทอง นี่นับเป็นความเร็วในการฝึกฝนที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง!

ในอีกแง่หนึ่ง คือระดับพลังการฝึกตนของซูจื่อโม่ต่ำเกินไป

ภายในอาณาเขตของราชวงศ์โจว ผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานยังแทบจะเอาตัวไม่รอด หากออกจากราชวงศ์โจว เกรงว่าจะยากที่จะมีชีวิตรอดกลับมา

ต้าเฉียน ไม่อยู่ในอาณาเขตของราชวงศ์โจว

ตอนนี้ ซูจื่อโม่ฝึกฝนทั้งวิถีเซียนและอสูร อีกทั้งก้าวเข้าสู่วิถีแห่งแก่นโอสถทั้งสองสาย ความมั่นใจเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล จึงถือโอกาสนี้ไปสำรวจโบราณสถานต้าเฉียนเสียเลย

ซูจื่อโม่เดินทางรอนแรมโดยไม่หลับไม่นอน จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งเดือน ก็เดินทางมาถึงจุดหมาย

ที่เส้นขอบฟ้าไกลลิบ ปรากฏซากกำแพงหักพังผืนใหญ่ แผ่กลิ่นอายโบราณและรกร้างออกมา

เมื่อมองปราดเดียว สถานที่แห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลไร้ที่สิ้นสุด!

จินตนาการได้เลยว่า เมืองหลวงจักรวรรดิที่เคยรุ่งเรืองถึงขีดสุดในอดีตแห่งนี้ ครอบคลุมอาณาเขตกว้างใหญ่เพียงใด

อย่างน้อยก็ใหญ่กว่าเมืองหลวงแห่งราชวงศ์โจวในปัจจุบันถึงสิบกว่าเท่า!

เมื่อเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด แววตาของซูจื่อโม่ก็เคร่งขรึมลง

ณ ใจกลางของที่แห่งนี้ ปรากฏร่องลึกขนาดมหึมาที่น่าขนลุก แบ่งออกเป็นสองส่วน ทอดยาวไปจนสุดขอบฟ้า!

เมื่อมองลงไป ราวกับปากอันกว้างใหญ่ของสัตว์ร้ายบรรพกาล ที่กำลังอ้ากว้างหมายจะกลืนกินสรรพชีวิต!

ภายในร่องลึกนี้ มืดมิดลึกล้ำ ลมเย็นพัดโชย ด้วยสายตาของซูจื่อโม่ ก็ยังมองไม่เห็นว่าข้างในมีอะไร

ยิ่งไปกว่านั้น ภายในที่แห่งนี้ เขาสัมผัสได้ถึงวิกฤตอันตรายที่รุนแรง!

แต่ไม่รู้ทำไม ในส่วนลึก ซูจื่อโม่กลับรู้สึกถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยจางๆ ราวกับมีเสียงหรือพลังบางอย่าง กำลังร้องเรียกเขาอยู่!

"ช่างน่าพิศวงนัก!" ซูจื่อโม่ส่ายหน้า ลอบตื่นตระหนกในใจ

ในเวลาเดียวกัน

ณ ส่วนลึกของร่องลึกที่มืดมิดและลึกล้ำนั้น จู่ๆ ก็มีเสียงโซ่ตรวนกระทบกันดังเคร้งคร้าง ฟังดูหนักอึ้งผิดปกติ

ดวงตาคู่หนึ่งเบิกโพลง ประกายแสงอำมหิตวาบผ่าน

พื้นที่ตรงนั้นเดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืด

ราวกับชั่วพริบตานั้น กลางวันและกลางคืนสลับสับเปลี่ยน หยินและหยางหมุนเวียน

ภายใต้แสงที่เดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืดนี้ ปรากฏใบหน้าเหี่ยวย่นแก่ชราลางๆ น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก

'ใบหน้า' นั้นแสยะยิ้ม ส่งเสียงหัวเราะบาดหูออกมา

"ก้า ก้า ก้า ผู้มีวาสนาปรากฏตัวแล้ว!"

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 510 ถึงถิ่นโบราณสถาน

คัดลอกลิงก์แล้ว