- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 339 เหตุพลิกผัน
บทที่ 339 เหตุพลิกผัน
บทที่ 339 เหตุพลิกผัน
เมื่อได้ยินคำเตือนของซูจื่อโม่ เจียงอวี่ที่หันหลังให้กับทุกคน พลันมีประกายสังหารแวบผ่านเข้ามาในดวงตา ก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
นอกจากพวกพ้องจากยอดเขาไร้ตัวตนแล้ว ผู้ฝึกตนคนอื่นๆ บ้างก็ทำราวกับไม่ได้ยิน บ้างก็แสยะยิ้มอย่างดูแคลน แทบไม่มีผู้ใดเชื่อถือ
จีเหยาเสวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย หันมาถามว่า
"จื่อโม่ เป็นอะไรไปหรือ?"
"มีบางอย่างไม่ถูกต้อง" ซูจื่อโม่ส่ายหน้า กล่าวว่า
"ซากศพเหล่านี้ดำสนิทราวกับน้ำหมึก ตายอย่างไม่ทราบสาเหตุ แม้แต่โอกาสที่จะหลบหนีก็ยังไม่มี เห็นได้ชัดว่าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งเป็นแน่"
"หึๆ" ซืออวี้ถังที่กำลังจะก้าวออกไป อดที่จะหัวเราะเยาะไม่ได้
"ซูจื่อโม่ เจ้าช่างขี้ขลาดตาขาวเสียจริง! แม้แต่ของไร้เจ้าของในสนามรบโบราณ เจ้ายังไม่กล้าไปหยิบ ข้าว่าเจ้าไปหาที่หลบซ่อนตัวฝึกฝนไปเถอะ อย่าได้ออกมาเลย"
ซูจื่อโม่กับคังหลางเจินเหรินนั้นเป็นอริที่ไม่สามารถอยู่ร่วมโลกกันได้
ในฐานะศิษย์ของคังหลางเจินเหริน ซืออวี้ถังย่อมไม่มีทางแสดงสีหน้าดีๆ ให้กับซูจื่อโม่อยู่แล้ว
หลังจากหยุดไปครู่หนึ่ง ซืออวี้ถังก็หันไปยิ้มบางๆ ให้กับจีเหยาเสวี่ย แล้วกล่าวอย่างมั่นใจว่า
"สหายเต๋าเหยาเสวี่ย ท่านมิต้องกังวล ข้ากล้ารับรองว่า ด้านหน้าไม่มีอันตรายใดๆ อย่างแน่นอน!"
"ท่านดูโครงกระดูกพวกนี้สิ ไม่มีเลือดเนื้อเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
"นั่นหมายความว่า ผู้ฝึกตนเหล่านี้ตายมาแล้วอย่างน้อยสิบปีขึ้นไป เลือดเนื้อจึงได้เน่าเปื่อยและแห้งเหือดไปจนหมดสิ้น แล้วจะมีอันตรายใดๆ หลงเหลืออยู่อีกเล่า"
อันที่จริง นี่ก็เป็นเหตุผลที่ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่กล้าที่จะก้าวออกไปอย่างไม่ลังเล
ในเมื่อผู้ฝึกตนเหล่านี้ตายไปนานถึงเพียงนี้แล้ว ต่อให้เคยมีอันตรายใดๆ ก็คงจะจากไปไกลแสนไกลแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะยังคงปักหลักอยู่ ณ ที่แห่งนี้เนิ่นนานถึงเพียงนี้
"ตายมาสิบกว่าปีแล้วหรือ?"
แววตาของซูจื่อโม่สั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้า
"ไม่แน่เสมอไป!"
ชั่วครู่ต่อมา ผู้ฝึกตนที่อยู่แถวหน้าสุดก็เดินทางมาถึงข้างๆ ซากศพเหล่านั้นแล้ว
องครักษ์ต้าโจวที่อยู่หน้าสุด แม้ว่าจะมีสีหน้าตื่นเต้น แต่ในใจก็ยังคงระมัดระวังอยู่บ้าง จึงไม่ได้ผลีผลามล่วงล้ำเข้าไปในทันที ทำเพียงแค่หยิบถุงเก็บของที่อยู่ข้างซากศพตรงขอบนอกขึ้นมา
เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง
ไม่มีอันตราย!
องครักษ์ผู้นั้นเปิดถุงเก็บของออกดู ดวงตาพลันสว่างวาบขึ้น เขารีบเก็บถุงเก็บของนั้นเข้าไปในถุงเก็บของของตนเองในทันที ก่อนจะพุ่งพรวดเข้าไป เริ่มหยิบฉวยถุงเก็บของใบอื่นๆ
ผู้ฝึกตนคนอื่นๆ เมื่อเห็นภาพนี้ ก็ไม่ลังเลอีกต่อไป พากันพุ่งตรงไปยังกลุ่มซากศพนั้นทันที
ทันใดนั้น!
ผืนทรายข้างซากศพหนึ่งพลันไหวตัวเล็กน้อย ค่อยๆ นูนขึ้นเป็นก้อนขนาดเท่ากำปั้น และค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังจะทะลุผืนทรายขึ้นมา!
เพียงชั่วพริบตาเดียว บนผืนทรายบริเวณนั้นก็ปรากฏก้อนดินนูนเช่นนี้ขึ้นมานับไม่ถ้วน และมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนดึงดูดความสนใจของผู้ฝึกตนจำนวนมาก
ผู้ฝึกตนที่ตื่นตัวอยู่แล้วรีบเรียกใช้กระบี่บินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในทันที
จี๊ดๆๆ!
เสียงแหลมเล็กดังขึ้น
ลูกบอลทรงกลมสีดำแดงขนาดใหญ่พลันทะลุผืนทรายออกมา ร่วงหล่นลงมาแทบเท้าของผู้ฝึกตนหลายคน
ก่อนที่ทุกคนจะได้ทันตั้งตัว ลูกบอลสีดำแดงนั้นก็แตกกระจายออก กลายเป็นฝูงหนอนสีแดงก่ำ ลำตัวสีดำ และมีขาเดินสีแดงฉานนับไม่ถ้วน มันไต่ยั้วเยี้ยไปทั่ว และมุ่งหน้าไปยังเท้าของผู้ฝึกตนหลายคน
หนอนแต่ละตัวมีความยาวเท่าท่อนแขน มีขานับพันขาที่ขยับพร้อมกันบนผืนทราย ด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัว เพียงชั่วพริบตาเดียว พวกมันก็ไต่ขึ้นไปบนเท้าของผู้ฝึกตนหลายคนแล้ว!
"อ๊า! อ๊า! อ๊า!"
เสียงกรีดร้องอันน่าเวทนาดังขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า
ภายใต้สายตานับไม่ถ้วนที่จับจ้องอยู่ บนใบหน้าของผู้ฝึกตนทีละคนพลันปรากฏไอหมอกสีดำขึ้น ดวงตาเบิกกว้างราวกับตาปลาที่ตายแล้ว เผยให้เห็นความหวาดกลัวอย่างสุดขีด เส้นเลือดที่คดเคี้ยวอยู่ใต้ผิวหนังค่อยๆ ปูดนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะระเบิดออกในบัดดล!
"ตะขาบโลหิต!"
สีหน้าของซูจื่อโม่แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้ เพื่อที่จะสืบหาที่มาของเย่หลิง เขาได้ค้นคว้าตำราเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตยุคโบราณจำนวนมากในยอดเขาไร้ตัวตน จึงได้จดจำสิ่งมีชีวิตที่ดุร้ายอย่างยิ่งชนิดนี้ได้
ตะขาบโลหิต เป็นสิ่งมีชีวิตในยุคโบราณ อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง มีพิษร้ายแรงอย่างยิ่งยวด เพียงแค่กัดเพียงครั้งเดียว ก็สามารถเปลี่ยนเลือดเนื้อให้กลายเป็นน้ำหนองโลหิตได้ จากนั้นพวกมันก็จะรุมกันกัดกินจนหมดสิ้น
เพียงชั่วเวลาสองสามลมหายใจ ก็สามารถกัดกินคนทั้งคนจนเหลือเพียงซากโครงกระดูกได้!
เนื่องจากตะขาบโลหิตมีพิษร้ายแรง ซากศพจึงกลายเป็นสีดำสนิท ตามตำนานเล่าว่า พวกมันได้สูญพันธุ์ไปจากทวีปเทียนฮวงนานแล้ว คาดไม่ถึงว่าจะได้มาพบเจออีกครั้งในสนามรบโบราณแห่งนี้
"เป็นตะขาบโลหิตโบราณ รีบหนีเร็ว!"
ในขณะนั้นเอง เจียงอวี่ก็ร้องตะโกนขึ้นมาด้วยความตกใจ เขารีบหันหลังกลับมาอยู่ข้างกายจีเหยาเสวี่ย ในดวงตาฉายแววตื่นตระหนก ราวกับว่าในใจกำลังหวาดกลัวอย่างสุดขีด หอบหายใจพลางกล่าวว่า
"องค์หญิงสาม รีบหนีเถอะ อย่าได้อยู่ที่นี่ต่อเลย!"
"พวกเขา..."
แม้ว่าจะเป็นถึงองค์หญิงแห่งราชวงศ์โจว แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์พลิกผันเช่นนี้กะทันหัน นางก็ตกใจจนใบหน้าซีดเผือดไปบ้าง ชี้ไปยังกลุ่มคนที่กำลังโกลาหลอยู่เบื้องหน้า ใบหน้าเผยความเวทนาออกมา
"ช่วยไม่ได้แล้ว! หากยังอยู่ที่นี่ต่อ พวกเราก็ต้องตายด้วยเช่นกัน!" เจียงอวี่ตะโกนเสียงดัง
เพียงชั่วครู่เดียว ก็มีผู้ฝึกตนจำนวนไม่น้อยที่ต้องจบชีวิตลง เลือดเนื้อทั่วทั้งร่างหายไปในพริบตา เหลือทิ้งไว้เพียงซากโครงกระดูกสีดำสนิทราวกับน้ำหมึก ถุงเก็บของร่วงหล่นอยู่ข้างกาย ไม่ต่างอะไรกับซากศพที่พวกเขาเห็นในตอนแรกแม้แต่น้อย
องครักษ์ต้าโจวสี่คนที่พุ่งเข้าไปเป็นกลุ่มแรก บัดนี้ได้ตายสิ้นไปหมดแล้ว ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว!
ผู้ฝึกตนบางส่วนที่อยู่ด้านหลังรอดพ้นจากหายนะในครั้งนี้ บางคนถึงกับตกตะลึงจนสติหลุด ยืนนิ่งงันอยู่กับที่
ผู้ฝึกตนคนหนึ่งที่อยู่ด้านหน้าหันกลับมา สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดผวา ที่หว่างคิ้วปรากฏไอสีดำแผ่ซ่าน เขายื่นแขนออกมา คว้าไปที่ไหล่ของนักหลอมยุทโธปกรณ์คนหนึ่งที่อยู่ด้านหน้าเขา แล้วกล่าวว่า
"ช่วยข้าด้วย..."
พรูด!
เสียงของเขาขาดหายไปในบัดดล ร่างของผู้ที่เอ่ยปากพูดพลันระเบิดออกกลายเป็นม่านโลหิต สาดกระเซ็นน้ำหนองโลหิตไปทั่วใบหน้าของนักหลอมยุทโธปกรณ์ผู้นั้น
คนผู้นั้นตกใจจนตัวสั่นสะท้านไปทั้งร่าง เมื่อได้สติกลับคืนมา เขาก็กีดร้องออกมาเสียงหลง หันหลังวิ่งหนีในทันที
ทว่าเพิ่งจะวิ่งไปได้สองสามก้าว ร่างกายของเขาก็พลันหยุดชะงัก บนใบหน้าปรากฏไอหมอกสีดำแผ่ปกคลุม ร่างกายทั้งร่างของเขาก็ระเบิดออกกลายเป็นน้ำหนองโลหิต ซากโครงกระดูกล้มลงไปกองกับพื้น ฝูงตะขาบโลหิตกรูเข้าไป และกลืนกินร่างนั้นจนหมดสิ้นในชั่วพริบตา
ซี้ด!
เมื่อเห็นภาพนี้ ผู้ฝึกตนบางส่วนที่ยังรอดชีวิตอยู่ต่างก็สูดลมหายใจเย็นเยียบ ม่านตาหดเล็กลงในบัดดล
พิษร้ายนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ แม้ว่าจะไม่ถูกตะขาบโลหิตกัด เพียงแค่โดนน้ำหนองโลหิตที่มาจากร่างของผู้ฝึกตนกระเซ็นใส่สองสามหยด ก็สามารถสังหารผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานได้แล้ว!
จีเหยาเสวี่ยตระหนักได้ว่า ผู้ฝึกตนที่ถูกตะขาบโลหิตกัดนั้น ไม่มีทางที่จะช่วยเหลือได้อีกต่อไป
หากดึงดันที่จะเข้าไปช่วย พวกเขาก็จะต้องตายอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน!
ซืออวี้ถังตกใจจนใบหน้าซีดเผือด ในใจพลันรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา โชคดีที่มัวแต่โต้เถียงกับซูจื่อโม่ไปสองสามประโยค จึงได้ออกตัวช้าไปบ้าง
"ไปทางนี้ ทุกคนจงขี่กระบี่บินไป ตะขาบโลหิตบินไม่ได้!"
เจียงอวี่ตะโกนบอกทุกคน พลางขี่กระบี่บินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พาจีเหยาเสวี่ยและผู้รอดชีวิตที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดมุ่งหน้าไปยังทิศทางหนึ่งอย่างรวดเร็ว
ผู้ฝึกตนที่เหลืออยู่ต่างก็สติแตกไปนานแล้ว พวกเขารีบหยิบกระบี่บินออกมาโดยสัญชาตญาณ ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า และไล่ตามเจียงอวี่ไปอย่างไม่คิดชีวิต
สถานการณ์ช่างโกลาหลอลหม่านอย่างยิ่ง
ในบรรดาคนทั้งหมดในที่นี้ มีเพียงซูจื่อโม่เท่านั้นที่ยังคงรักษาสติไว้ได้ เขาวิ่งไปบนพื้นดินพร้อมกับเย่หลิง ไล่ตามกลุ่มคนที่อยู่บนฟ้าไปอย่างกระชั้นชิด
แม้ว่าจะหนีห่างออกมาจากบริเวณที่มีซากศพเหล่านั้นแล้ว แต่ความรู้สึกถึงวิกฤตในใจของซูจื่อโม่กลับไม่ได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ!
"ทุกคนระวัง!"
ซูจื่อโม่ยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็พลันมีเสียงดังสนั่นขึ้น
ผืนทรายเบื้องหน้าพลันยุบตัวลง เผยให้เห็นหลุมยักษ์ขนาดมหึมา
ศีรษะที่ใหญ่โตและน่าเกลียดน่ากลัวพลันโผล่ออกมาจากหลุมทรายนั้น ขานับพันของมันขยับไปมา พลันยืดลำตัวครึ่งหนึ่งขึ้นมาตั้งตระหงาม เผชิญหน้ากับทุกคน แผ่กลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งยวดออกมา!
เขี้ยวคู่หนึ่งของมันส่องประกายแสงน่าสะพรึงกลัวและส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง เมื่อขยับเข้ากระทบกัน ก็บังเกิดเสียงดังเสียดแก้วหู ดวงตาสีแดงฉานราวกับดวงอาทิตย์สองดวงที่ลุกโชน เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร
นี่คือตะขาบโลหิตที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารอย่างหาที่เปรียบมิได้ เพียงแค่ครึ่งตัวที่โผล่ออกมา ก็มีความยาวถึงสิบจั้งแล้ว!
"อ๊า!"
ทุกคนต่างร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ
แม้ว่าตะขาบโลหิตจะไม่สามารถบินได้ แต่เพียงแค่ครึ่งตัวที่ยืดขึ้นมาก็สูงถึงสิบจั้ง มันได้สกัดกั้นเส้นทางหลบหนีของทุกคนไว้ในบัดดล!
ข้างหลังมีศัตรูไล่ตาม ข้างหน้ามีศัตรูขวางทาง!
-สองสิงห์:ผู้แปล-