- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 329 อานุภาพแห่งสุริยาส่องหล้า
บทที่ 329 อานุภาพแห่งสุริยาส่องหล้า
บทที่ 329 อานุภาพแห่งสุริยาส่องหล้า
ซูจื่อโม่ย่อมไม่มีทางบดขยี้ยันต์หยกในมือ
เขาอุตส่าห์เสี่ยงชีวิตบุกฝ่าข้ามสองเขตแดน ทลายสองค่ายกลสังหารระดับสี่ เพื่อช่วงเวลานี้โดยเฉพาะ เรื่องราวทั้งหมดที่เขาได้เผชิญมาระหว่างทางนั้น อันตรายกว่าสถานการณ์ในปัจจุบันนับร้อยเท่า แล้วเขาจะยอมแพ้ได้อย่างไร
พรึ่บ!
ซูจื่อโม่สะบัดแขนเสื้อ กระบี่บินสิบแปดเล่มก็พุ่งออกมาจากถุงเก็บของ ลำตัวกระบี่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แต่ละเล่มส่องประกายแสงวิเศษเจิดจ้าสี่สาย ช่างเจิดจรัสจนแทบไม่อาจลืมตาจ้องมอง
กระบี่บินระดับสุดยอดถึงสิบแปดเล่ม!
ดวงตาของผู้ฝึกเทพยุทธ์ทั้งหลายพลันลุกวาว
ในการต่อสู้ครั้งนี้ แม้ว่าจะไม่สามารถแย่งชิงอุปกรณ์วิเศษสมบูรณ์แบบชิ้นนั้นมาได้ แต่หากสามารถคว้ากระบี่บินระดับสุดยอดสักเล่มหนึ่งกลับไป ก็ถือว่าไม่เสียเที่ยวแล้ว
หมิงเจ๋อเจินจวินกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “แม้ครั้งนี้จะมีผู้ฝึกเทพยุทธ์ที่ลงมือน้อยกว่า แต่ทว่าความแข็งแกร่งกลับเหนือกว่ามาก ยิ่งไปกว่านั้น ผู้สร้างฐานห้าเส้นชีพจรทั้งสองคนยังเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงเกินไป ค่ายกลกระบี่หกบรรจบของซูจื่อโม่คงต้านทานไว้ไม่ไหว เห็นทีเขาคงจะต้องได้รับบาดเจ็บเป็นแน่”
โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวก็พยักหน้าเห็นด้วย
ด้วยระดับพลังบำเพ็ญและขอบเขตของคนทั้งสอง การคาดการณ์เช่นนี้ย่อมไม่ผิดพลาด
ทว่า ทั้งสองคนกลับคาดการณ์ผิดพลาดไปหนึ่งเรื่อง
กระบี่บินทั้งสิบแปดเล่มนี้ ไม่ได้รวมตัวกันเป็นค่ายกลกระบี่หกบรรจบ หากแต่เป็นค่ายกลกระบี่สุริยาส่องหล้าที่ราชันเต๋าเพลิงอัคคีได้นำออกมาจากโบราณสถานลึกลับ!
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
กระบี่บินทั้งสิบแปดเล่มพุ่งทะยานผ่านกลางอากาศ ทิ้งร่องรอยแห่งพลังกระบี่เอาไว้ แสงแห่งลวดลายค่ายกลสว่างวาบขึ้นมาอย่างเจิดจ้า
“ค่ายกลกระบี่สุริยาส่องหล้า!”
ซูจื่อโม่ตวาดเสียงเบา พลางชี้นิ้วไปเบื้องหน้า
ในวินาทีต่อมา กระบี่บินทั้งสิบแปดเล่มพลันรวมตัวเข้าด้วยกัน โดยหันปลายกระบี่ชี้ออกไปด้านนอก ก่อเกิดเป็นจานกลมรูปกระบี่ขนาดมหึมา ดุจดั่งดวงสุริยันอันร้อนแรง ที่กำลังปลดปล่อยพลังกระบี่สิบแปดสายอันเจิดจรัสร้อนแรงและคมกริบจนมิอาจต้านทาน!
“อ๊า!”
เหล่าผู้ฝึกเทพยุทธ์ที่อยู่โดยรอบต่างพากันหรี่ตาลง พร้อมทั้งอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง
เพียงแค่ค่ายกลกระบี่นี้ถูกปลดปล่อยออกมา ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดราวกับถูกทิ่มแทงไปทั่วทั้งร่าง แม้กระทั่งประสาทสัมผัสทั้งห้าก็เริ่มพร่ามัว
ยากจะแยกแยะได้ว่าความเจ็บปวดนี้ เกิดจากความร้อนแรงที่แผดเผาอันเป็นผลมาจากแสงของดวงสุริยันดวงนี้ หรือเป็นความเจ็บปวดจากการถูกเฉือนโดยพลังกระบี่ที่กำลังพุ่งเข้ามาโจมตีร่างกายกันแน่
บรรดาผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานที่อยู่บนลานกว้าง ยังไม่อาจรับรู้ถึงมันได้อย่างชัดเจน
ทว่าเหล่าจินตันเจินเหรินที่อยู่บนอัฒจันทร์ผู้ชม เมื่อได้เห็นค่ายกลกระบี่สุริยาส่องหล้าในยามนี้ สีหน้าของทุกคนกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง
แม้ว่าจะมีร่มห้าธาตุขวางกั้นอยู่ แต่พวกเขาก็ยังคงสัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของค่ายกลกระบี่สุริยาส่องหล้านี้!
“ค่ายกลกระบี่นี้... แข็งแกร่งยิ่งนัก!”
ดวงตาของโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวหดเล็กลงเล็กน้อย ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างเงียบๆ
กู้ซีเองก็ถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ ดวงตางามของนางจับจ้องไปที่ร่มห้าธาตุอย่างไม่กะพริบตา ร่างกายช่วงบนเอนไปข้างหน้าเล็กน้อย เผยให้เห็นเนินอกขาวผ่องโดยไม่รู้ตัว ราวกับว่านางกำลังพยายามมองให้ทะลุเพื่อค้นหาที่มาของค่ายกลกระบี่สุริยาส่องหล้านี้
ในฐานะหยวนอิงเจินจวิน พวกเขาจับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอีกชนิดหนึ่งที่แฝงอยู่ในค่ายกลกระบี่นี้ได้อย่างเลือนราง
กว้างใหญ่ไพศาล อ้างว้าง โบราณขนานแท้ และยาวไกลสุดหยั่งถึง เป็นสัมผัสที่ทั้งรู้สึกว่ามีอยู่และไม่มีอยู่
นั่นคือกลิ่นอายแห่งยุคโบราณกาล หรืออาจจะเป็นยุคที่เก่าแก่ยาวนานยิ่งกว่านั้น!
เสวียนอี้ ในฐานะปรมาจารย์ค่ายกลกระบี่เพียงคนเดียวที่อยู่ในสนามประลอง ย่อมสัมผัสได้ถึงความแตกต่างของค่ายกลกระบี่สุริยาส่องหล้า
จากร่องรอยกระบี่ที่หลงเหลืออยู่โดยกระบี่บิน เสวียนอี้มองออกว่าค่ายกลกระบี่สุริยาส่องหล้าที่ซูจื่อโม่ปลดปล่อยออกมานี้ เป็นค่ายกลกระบี่ระดับสอง
แม้ว่าจะเป็นค่ายกลกระบี่ระดับสองเช่นเดียวกัน แต่ค่ายกลกระบี่สุริยาส่องหล้ากลับแข็งแกร่งกว่าค่ายกลกระบี่หกบรรจบอย่างเทียบกันไม่ติด!
หากลองคิดไตร่ตรองดูให้ดี แม้ว่าจะไม่รวมตัวกันเป็นค่ายกลกระบี่ ลำพังเพียงแค่กระบี่บินระดับสุดยอดสิบแปดเล่มที่รวมอยู่ด้วยกัน ก็ถือเป็นพลังอำนาจที่มิอาจมองข้ามได้แล้ว
แล้วยิ่งในตอนนี้ที่พวกมันได้รวมตัวกันเป็นค่ายกลกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ มันจะปลดปล่อยอานุภาพที่รุนแรงเพียงใดกัน?
เพล้ง! เพล้ง!
กระบี่บินสองเล่มพุ่งเข้าปะทะกับค่ายกลกระบี่สุริยาส่องหล้า จนเกิดเสียงแตกหักดังขึ้นสองครั้ง
ทันใดนั้น ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่กำลังจ้องมอง กระบี่บินทั้งสองเล่มกลับถูกค่ายกลกระบี่สุริยาส่องหล้าบดขยี้จนแหลกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย! ร่วงหล่นเกลื่อนกลาดลงสู่พื้น
ด้านนอกของร่มห้าธาตุ ฝูงชนต่างส่งเสียงอื้ออึงด้วยความตกตะลึง
กระบี่บินทั้งสองเล่มนี้ไม่ใช่เศษทองแดงหรือเศษเหล็กไร้ค่า แต่มันคือกระบี่บินระดับกลาง!
กระบี่บินระดับกลางที่พุ่งเข้าปะทะกับค่ายกลกระบี่สุริยาส่องหล้า กลับถูกบดขยี้จนแหลกละเอียด กลายเป็นเศษเหล็กไปในทันที!
เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!
ค่ายกลกระบี่สุริยาส่องหล้าบินวนเวียนอยู่รอบกายของซูจื่อโม่ ปลดปล่อยพลังกระบี่อันคมกริบไร้เทียมทาน ประกายแสงกระบี่สว่างวาบ สะบัดกระบี่บินที่พุ่งเข้ามาโจมตีจนกระเด็นไปจนหมดสิ้น!
กระบี่บินระดับกลางแหลกสลายคาที่ กลายเป็นเศษเหล็กไร้ค่า
มีเพียงกระบี่บินระดับสูงเท่านั้นที่ยังคงสภาพสมบูรณ์เอาไว้ได้ แต่ถึงกระนั้น พวกมันก็ยังถูกพลังที่ระเบิดออกมาจากค่ายกลกระบี่สุริยาส่องหล้าซัดจนกระเด็น แสงสว่างหม่นหมองลง ก่อนจะร่วงหล่นลงสู่พื้น
นี่เป็นครั้งแรกที่ซูจื่อโม่ใช้ค่ายกลกระบี่สุริยาส่องหล้าในการต่อสู้กับศัตรู อานุภาพของมันช่างเหนือความคาดหมายของเขาไปไกลนัก!
เจ้าอ้วนน้อยอ้าปากค้าง จนคางแทบจะร่วงลงไปกองกับพื้น
แม้ว่าค่ายกลกระบี่สุริยาส่องหล้าจะถูกโจมตีจนแสงสว่างหม่นหมองลงไปไม่น้อย แต่มันก็ยังคงหมุนวนต่อไป
เสียงกรีดดังของกระบี่ไม่เพียงไม่ขาดหาย แต่กลับยิ่งดังใสกังวานมากขึ้น จนสามารถทะลวงผ่านทองคำและบดขยี้ก้อนหินได้!
ค่ายกลกระบี่ที่กำลังหมุนวนอยู่นั้น ราวกับจะฉีกกระชากท้องฟ้าและบดขยี้ผืนปฐพีให้แหลกลาญ!
บรรดาผู้ฝึกเทพยุทธ์ที่ลงมือก่อนหน้านี้ เมื่อได้เห็นภาพนี้ ต่างก็หวาดกลัวจนหน้าซีดเผือด ตัวสั่นงันงกราวกับจั๊กจั่นในฤดูหนาว ด้วยความหวาดหวั่นว่าซูจื่อโม่จะโยนจานกลมรูปกระบี่นี้เข้ามาใส่ตน
ในชั่วพริบตานั้น ซูจื่อโม่กลับหลับตาทั้งสองข้างลง จิตใจของเขาพลันสงบนิ่งในทันใด ในห้วงความคิดว่างเปล่าไร้สิ่งใด
ราวกับว่ากาลเวลาโดยรอบได้หยุดนิ่งลง แต่ความคิดในหัวของซูจื่อโม่กลับกำลังประมวลผลด้วยความเร็วสูงสุด
ทุกการตัดสินใจนับจากนี้ จะส่งผลต่อผลลัพธ์สุดท้าย
เป็นดังเช่นที่โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวและคนอื่นๆ กล่าวไว้ การที่จะสังหารเฟิงฮ่าวอวี่ภายในร่มห้าธาตุนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ไม่ใช่เพราะซูจื่อโม่มีฝีมือไม่เพียงพอ แต่เป็นเพราะในมือของเฟิงฮ่าวอวี่ก็มียันต์หยกสำหรับหลบหนีเช่นกัน เขาสามารถจากไปได้ทุกเมื่อ
ดังนั้น หากต้องการสังหารเฟิงฮ่าวอวี่ เขาจึงมีโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น!
หากโจมตีเพียงครั้งเดียวไม่สำเร็จ เฟิงฮ่าวอวี่ก็ไม่ใช่คนโง่ เขาจะต้องบดขยี้ยันต์หยกและหลบหนีไปจากที่นี่อย่างแน่นอน
แม้ว่าอานุภาพของค่ายกลกระบี่สุริยาส่องหล้าจะรุนแรงมาก แต่ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถสังหารได้ในดาบเดียว
ประการแรก เฟิงฮ่าวอวี่คือผู้สร้างฐานห้าเส้นชีพจร ยิ่งไปกว่านั้น ดวงตาของเขายังเป็นสีเขียวอ่อน ดูเหมือนว่าเขาจะฝึกฝนวิชาลับบางอย่างของตำหนักอีกาโลหิต ไม่แน่ว่าเขาอาจจะมีไพ่ตายอื่นซ่อนอยู่อีก
ประการที่สอง เฟิงฮ่าวอวี่ได้ฝึกฝนปีกไร้ตัวตน ทำให้เขามีวิชาตัวเบาที่คล่องแคล่วว่องไวอย่างยิ่ง เป็นไปได้สูงว่าเขาจะสามารถหลบเลี่ยงความคมกริบของค่ายกลกระบี่สุริยาส่องหล้าได้
การใช้ค่ายกลกระบี่สุริยาส่องหล้าเพื่อสังหารเฟิงฮ่าวอวี่อาจจะไม่แน่นอน แต่หากใช้เพื่อสังหารคนอีกผู้หนึ่ง กลับมีโอกาสสำเร็จสูงมาก!
ทันใดนั้น!
ซูจื่อโม่ลืมตาทั้งสองข้างขึ้นมา ใช้ท่าร่างอาชาศักดิ์สิทธิ์ผ่านช่องว่างพุ่งทะยานไปยังเฟิงฮ่าวอวี่ ทว่าแขนของเขากลับชี้ไปยังเฮ่อเจียงแห่งสำนักเพลิงแท้ พร้อมกับตวาดเสียงเบาว่า
“อสนีบาต!”
เปรี้ยง!
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวสะท้านไปทั่ว จนแทบจะทำให้หูหนวก
สายฟ้าขนาดเท่าแขนของผู้ใหญ่สายหนึ่งผ่าลงมายังศีรษะของเฮ่อเจียงในทันใด แต่ทว่าฝ่ายหลังกลับตื่นตัวอย่างมาก เขาสามารถบดขยี้ยันต์ป้องกันตัวแผ่นหนึ่งได้ก่อนในพริบตา
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
พลังแห่งอสนีบาตปะทะเข้ากับยันต์ป้องกันตัว ม่านพลังที่เกิดจากยันต์แตกสลายในทันที
เคร้ง เคร้ง เคร้ง!
ยังไม่ทันที่เฮ่อเจียงจะได้หายใจหายคอ ค่ายกลกระบี่สุริยาส่องหล้าก็ปลดปล่อยพลังกระบี่อันคมกริบสุดเปรียบปานพุ่งทะยานเข้ามา แหวกผ่านอากาศธาตุ ราวกับกำลังฉีกกระชากผืนผ้าใบขนาดมหึมาให้ขาดออกจากกัน!
สีหน้าของเฮ่อเจียงพลันเปลี่ยนไปอย่างตื่นตระหนก ในแววตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นจนถึงขีดสุด
จนกระทั่งวินาทีนี้ เขาถึงได้ตระหนักรู้ในทันที
อสนีบาตเมื่อครู่นี้ ซูจื่อโม่ไม่ได้ตั้งใจที่จะใช้มันสังหารเขา แต่เพียงต้องการตรึงเขาไว้กับที่!
กระบวนท่าสังหารที่แท้จริง ก็คือค่ายกลกระบี่สุริยาส่องหล้าที่กำลังพุ่งเข้ามาตรงหน้านี้ต่างหาก!
ค่ายกลกระบี่สุริยาส่องหล้าอยู่ใกล้เพียงแค่คืบ ในยามนี้คิดจะหลบหนีก็สายเกินไปแล้ว
กระบี่บินของเฮ่อเจียงถูกค่ายกลกระบี่สุริยาส่องหล้าบดขยี้ไปแล้ว โชคดีที่ในมือของเขายังมีติ่งหลอมยุทโธปกรณ์ซึ่งเป็นอุปกรณ์วิเศษระดับสูงอยู่อีกหนึ่งชิ้น พอจะใช้ต้านทานได้
พรึ่บ!
เฮ่อเจียงโคจรพลังวิเศษในตันเถียนอย่างบ้าคลั่ง เส้นชีพจรวิเศษทั้งห้าสายส่องประกายแสงวิเศษอยู่ภายในร่างกาย พลังวิเศษไหลเวียนดุจแม่น้ำสายใหญ่ที่กำลังคำรามกึกก้อง แสงสว่างบนติ่งหลอมยุทโธปกรณ์พลันเจิดจ้าขึ้น มันขยายใหญ่ขึ้นในพริบตา ก่อนจะขวางกั้นอยู่เบื้องหน้าของเฮ่อเจียง
บนอัฒจันทร์ผู้ชม เหล่าจินตันเจินเหรินจำนวนมากต่างจับจ้องไปยังภาพนี้อย่างไม่กะพริบตา
ซือหม่าจื้อและคนอื่นๆ จากสำนักเพลิงแท้ต่างรู้สึกตึงเครียดจนแทบจะควบคุมอารมณ์ของตนเองไว้ไม่อยู่ ถึงกับเผลอลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว
แม้ว่าพวกเขาจะเป็นถึงจินตันเจินเหริน แต่ความเข้าใจที่พวกเขามีต่อค่ายกลกระบี่สุริยาส่องหล้านั้นช่างน้อยนิดเหลือเกิน ด้วยสายตาของพวกเขา ยังคงไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์ของการปะทะกันอย่างรุนแรงในครั้งนี้ได้
-สองสิงห์:ผู้แปล-