- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 129 ค่ายกลกระบี่หกบรรจบ
บทที่ 129 ค่ายกลกระบี่หกบรรจบ
บทที่ 129 ค่ายกลกระบี่หกบรรจบ
เมื่อได้ยินประโยคนี้ สีหน้าของซูจื่อโม่ยังคงสงบนิ่ง แต่เหล่าศิษย์ที่อยู่เบื้องล่างกลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“ในที่สุดศิษย์พี่เฟิงก็จะใช้วิชาลับของสำนักแล้ว!”
“ข้าได้ยินมาว่าเป็นหนึ่งในสามสุดยอดวิชาลับ ‘กระบี่ไร้ตัวตน’ เมื่อกระบี่ถูกใช้ออกไปจะไร้ซึ่งร่องรอยดุจภาพลวงตา”
“‘กระบี่ไร้ตัวตน’ ถือเป็นสุดยอดวิชาควบคุมกระบี่ในดินแดนของราชวงศ์โจว วันนี้จะได้เห็นกับตาเสียที”
ผู้คนที่อยู่ในที่นี้ส่วนใหญ่เป็นศิษย์ฝึกหัดจากห้ายอดเขา วันธรรมดาไหนเลยจะมีโอกาสได้เห็นวิชาลับของสำนัก ในขณะนี้ทุกคนต่างเบิกตากว้าง ต้องการจะเห็นให้ประจักษ์แก่สายตา
ชายชราผู้ซอมซ่อขมวดคิ้ว มองไปยังเหวินเซวียนแล้วกล่าวเสียงเข้มว่า
“ข้าว่าการประลองครั้งนี้ให้ยุติลงเพียงเท่านี้เถิด ให้ถือว่าทั้งสองฝ่ายเสมอกัน”
หากพูดกันตามตรง หากเฟิงฮ่าวอวี่ต้องใช้วิชาลับของสำนักจึงจะเอาชนะซูจื่อโม่ได้ เขาก็นับว่าพ่ายแพ้ไปแล้ว
เพราะตามปกติแล้ว ศิษย์ฝึกหัดไม่มีคุณสมบัติที่จะได้ร่ำเรียนวิชา ‘กระบี่ไร้ตัวตน’
ข้อเสนอของชายชราผู้ซอมซ่อในตอนนี้นับว่าเป็นการยอมถอยให้ก้าวหนึ่งแล้ว
เหวินเซวียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้ากล่าวว่า
“มาถึงขั้นนี้แล้ว หากไม่ตัดสินแพ้ชนะ จะทำให้ผู้คนยอมรับได้อย่างไร?”
“เหวินเซวียน หากเฟิงฮ่าวอวี่ไม่ชนะในศึกครั้งนี้ เจ้าคงไม่ยอมรับสินะ?” ชายชราผู้ซอมซ่อเริ่มมีโทสะขึ้นมาบ้างแล้ว
“ใช่!”
เหวินเซวียนเหลือบมองชายชราผู้ซอมซ่อแล้วกล่าวว่า “พวกท่านสามคนสอนซูจื่อโม่ปรุงยา หลอมยุทโธปกรณ์ ถ่ายทอดค่ายกลกระบี่ให้เขา เรื่องเหล่านี้ข้าไม่ขอยุ่งเกี่ยว แต่เฟิงฮ่าวอวี่ในฐานะศิษย์ยอดเขาจิตวิญญาณของข้า ในสนามรบ เขาจะแพ้ไม่ได้เด็ดขาด! นี่คือเกียรติยศของยอดเขาจิตวิญญาณ!”
“เจ้า...” ชายชราผู้ซอมซ่ออ้าปากค้าง พูดไม่ออก
เหวินเซวียนโบกมือกล่าวว่า
“สายตาของข้าไม่เคยผิดพลาด ฮ่าวอวี่ต่างหากคือความหวังในอนาคตของสำนัก”
“การสืบทอดของสำนัก ท้ายที่สุดแล้วไม่ได้อาศัยการปรุงยาหรือการหลอมยุทโธปกรณ์ พลังฝีมือต่างหากคือสิ่งที่สำคัญที่สุด”
ในขณะนั้นเอง บนลานประลองวิญญาณ ซูจื่อโม่ก็ได้เอ่ยขึ้นประโยคหนึ่ง ขัดจังหวะการโต้เถียงของชายชราผู้ซอมซ่อและเหวินเซวียน
“วิชาลับของสำนักรึ?”
ซูจื่อโม่แย้มยิ้มบางเบา ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า
“เฟิงฮ่าวอวี่ หากนี่คือไพ่ตายสุดท้ายของเจ้าแล้วล่ะก็ ศึกครั้งนี้ เจ้าแพ้แน่นอน!”
ทั่วทั้งลานประลองตกตะลึง!
ไม่มีผู้ใดคาดคิดได้ว่า เมื่อต้องเผชิญหน้ากับวิชาลับของสำนัก ซูจื่อโม่จะยังสามารถเอ่ยวาจาเช่นนี้ออกมาได้!
นี่คือการดูแคลนวิชาลับของสำนัก หรือว่าดูแคลนเฟิงฮ่าวอวี่กันแน่?
เขาซูจื่อโม่เอาความมั่นใจมาจากที่ใดกัน?
“ฮ่าฮ่าฮ่า!” เฟิงฮ่าวอวี่หัวเราะเสียงดังลั่น
“ซูจื่อโม่ คาดว่าเจ้าคงไม่รู้ถึงความแข็งแกร่งของวิชาลับของสำนัก ถึงได้มากล่าววาจาโอหังอยู่ที่นี่ วันนี้ข้าจะสั่งสอนให้เจ้ารู้จักที่ต่ำที่สูงเอง!”
“เร็ว!”
เฟิงฮ่าวอวี่ใช้นิ้วมือสร้างเคล็ดกระบี่ พลังวิเศษสายหนึ่งไหลออกจากปลายนิ้วเข้าสู่กระบี่บิน
ตัวกระบี่สั่นสะท้านไม่หยุดยั้ง แหวกอากาศออกไป เบื้องหลังกลับปรากฏภาพติดตาขึ้นมาเป็นชุด ลวงตาผู้คน ยากจะแยกแยะของจริงของปลอม
เมื่อเห็นฉากนี้ เหวินเซวียนก็พยักหน้า ในแววตาฉายแววชื่นชมวูบหนึ่ง
เด็กหนุ่มผมขาวมีสีหน้าเคร่งขรึม กล่าวเสียงเข้มว่า “‘กระบี่ไร้ตัวตน’ แบ่งออกเป็นสามระดับ คาดไม่ถึงว่าเฟิงฮ่าวอวี่จะสามารถบรรลุระดับแรก ‘เงามายา’ ได้รวดเร็วถึงเพียงนี้”
“ฮ่าวอวี่เดิมทีก็มีรากฐานวิชาธาตุลม เหมาะสมกับการฝึกฝน ‘กระบี่ไร้ตัวตน’ ที่สุด มิเช่นนั้นข้าคงไม่ให้เขาเรียนวิชาลับของสำนักตั้งแต่ขั้นฝึกปราณ”
เหวินเซวียนกล่าวอย่างเฉยเมย
บนลานประลองวิญญาณ
ซูจื่อโม่เรียกกระบี่บินสามเล่มกลับมา ลอยอยู่เบื้องหน้า ฝ่ามือตบไปที่ถุงเก็บของ ในพริบตา กลับมีกระบี่บินเพิ่มขึ้นมาอีกสามเล่ม
และกระบี่บินทั้งสามเล่มนี้ ล้วนเป็นอุปกรณ์วิเศษระดับต่ำเช่นกัน!
ทั่วทั้งลานประลองเกิดเสียงฮือฮาอื้ออึง ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
กระบี่บินระดับต่ำหกเล่ม!
สำหรับผู้ฝึกปราณแล้ว นี่เป็นเรื่องที่ยากจะจินตนาการได้
“นี่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
“ให้ตายเถอะ เหตุใดอุปกรณ์วิเศษระดับต่ำในมือของซูจื่อโม่ถึงได้หยิบออกมาทีละสามเล่ม ของสิ่งนี้ราคาถูกถึงเพียงนี้แล้วรึ?”
ผู้ฝึกเทพยุทธ์ส่วนใหญ่เบิกตากว้างจนกลมโต อ้าปากค้าง คางแทบจะร่วงลงไปกองกับพื้น
ก่อนหน้านี้ที่ซูจื่อโม่ใช้กระบี่บินระดับต่ำออกมาสามเล่ม ก็ทำให้ศิษย์จำนวนไม่น้อยอิจฉาริษยาแล้ว บัดนี้กลับหยิบออกมาอีกสามเล่ม ทุกคนแทบทนไม่ไหวในทันที
ศิษย์ฝึกหัดที่เข้าร่วมสำนักมาหลายปี พลันรู้สึกว่าหลายปีที่ผ่านมาตนช่างสูญเปล่า อุปกรณ์วิเศษระดับต่ำสักชิ้นก็ยังหาไม่ได้ ส่วนคนอื่นเข้าร่วมสำนักไม่ถึงปี กลับมีถึงหกชิ้น
ในตอนนี้ ศิษย์ส่วนใหญ่ในสำนักก็เริ่มจะคิดได้
กระบี่บินทั้งหกเล่มที่แทบจะเหมือนกันทุกประการนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะมาจากหออุปกรณ์วิเศษของสำนัก
ความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียว ก็คือซูจื่อโม่เป็นผู้หลอมขึ้นมาเอง!
“ยอดเยี่ยมจริงๆ หากรู้เช่นนี้ ตอนนั้นน่าจะสนิทกับศิษย์น้องซูให้มากขึ้นหน่อย ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้อุปกรณ์วิเศษระดับต่ำมาเล่นสักชิ้น”
“หากข้ามีอุปกรณ์วิเศษระดับต่ำหกชิ้น จะไปเรียนวิชาควบคุมกระบี่ทำไมกันเล่า พอเจอคู่ต่อสู้ ก็โยนใส่หัวมันเลย ทุบให้ตายไปเลย...”
“อย่าพูดจาเหลวไหล ศิษย์พี่เฟิงร่ำเรียนวิชาลับของสำนัก จะใช้อุปกรณ์วิเศษขว้างปาไปมั่วๆ ต้านทานได้อย่างไร”
เบื้องล่างเสียงดังจอแจ แต่ท่านหัวหน้าทั้งห้ายอดเขากลับนิ่งเงียบไม่กล่าววาจาใด
ชายชราผู้ซอมซ่อยิ่งขมวดคิ้วมุ่น
อุปกรณ์วิเศษระดับต่ำหกเล่มนั้นร้ายกาจก็จริง แต่ก็ไม่อาจต้านทานวิชาลับของสำนักได้อย่างแน่นอน
เด็กหนุ่มผมขาวสัมผัสได้ถึงความกังวลในใจของชายชราผู้ซอมซ่อ จึงปลอบใจว่า “อย่างไรก็ตาม พรสวรรค์ในการหลอมยุทโธปกรณ์ของเด็กคนนี้นับว่าร้ายกาจจริงๆ หากได้รับการบ่มเพาะอย่างดี ในการประลองยุทธ์ระหว่างสำนักก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะสร้างชื่อให้เป็นที่ประจักษ์”
ความนัยของเด็กหนุ่มผมขาวก็คือ ต่อให้ซูจื่อโม่พ่ายแพ้ในศึกครั้งนี้ ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อสถานะของเขาในสำนัก
เพราะทุกสิ่งย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ซูจื่อโม่เชี่ยวชาญการหลอมยุทโธปกรณ์ การปรุงยา ส่วนเฟิงฮ่าวอวี่เชี่ยวชาญการต่อสู้ฆ่าฟัน ข้อได้เปรียบของทั้งสองคนแตกต่างกัน
โดยไม่ทันได้สังเกต ที่ข้างกายของเด็กหนุ่มผมขาว เสวียนอี้ในตอนนี้กลับดูกระวนกระวายใจอย่างยิ่ง จับจ้องไปยังซูจื่อโม่ไม่วางตา ในแววตาแฝงไว้ด้วยความตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด
“เพียงแค่อาศัยกระบี่บินหกเล่ม ย่อมไม่อาจต้านทานวิชาลับของสำนักได้ แต่ถ้าหาก...”
บนลานประลองวิญญาณ
เฟิงฮ่าวอวี่เห็นซูจื่อโม่ใช้กระบี่บินหกเล่มออกมาพร้อมกัน สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ก็กลับมาเป็นปกติในทันที หัวเราะเยาะแล้วกล่าวว่า “ซูจื่อโม่ เจ้าช่างไร้เดียงสานัก! เจ้าคิดว่ามีอุปกรณ์วิเศษระดับต่ำหกเล่มแล้วจะสามารถต้านทานกระบี่ในมือข้าได้งั้นรึ?”
“ไป!”
ในแววตาของเฟิงฮ่าวอวี่ฉายประกายเย็นเยียบวูบหนึ่ง ตวาดเสียงเบา กระบี่ยาวพุ่งเข้าโจมตี พลังกระบี่เย็นเยียบ ฉีกกระชากอากาศในชั่วพริบตา เกิดเสียงระเบิดอากาศอันน่าสะพรึงกลัว!
เบื้องหลังกระบี่ยาว ปรากฏภาพติดตาเป็นชุด ทำให้ผู้คนตาลาย
ซูจื่อโม่มีสีหน้าสงบนิ่ง มือทั้งสองข้างร่ายรำอย่างต่อเนื่อง ควบคุมกระบี่บินหกเล่มกลางอากาศ
ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ!
กระบี่บินหกเล่มพุ่งทะยานไปมากลางอากาศ ทิ้งร่องรอยของพลังกระบี่ไว้เบื้องหลัง
ค่ายกลกระบี่สามประสาน คือค่ายกลกระบี่รูปสามเหลี่ยม
ส่วนค่ายกลกระบี่หกบรรจบ ก็คือค่ายกลกระบี่ที่พัฒนามาจากค่ายกลกระบี่สามประสาน โดยนำค่ายกลกระบี่รูปสามเหลี่ยมสองอันมาซ้อนทับกันแล้วหลอมรวมเข้าด้วยกัน ทำให้มีมุมของค่ายกลกระบี่ถึงหกมุม!
ไม่ว่าจะเป็นพลังป้องกัน หรือพลังทำลายล้าง ล้วนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล!
“นี่มันอะไรกัน?”
“เอ๊ะ ดาวหกแฉกที่ประกอบขึ้นจากกระบี่บินนี่ เหมือนจะเคยเห็นที่ไหนมาก่อน?”
“นี่ดูเหมือนจะ... เป็นสัญลักษณ์บนแขนเสื้อของท่านหัวหน้าเสวียนอี้!”
ทุกคนหันไปมองเสวียนอี้โดยไม่รู้ตัว
ในขณะนี้ เสวียนอี้ได้ลุกขึ้นยืนแล้ว ด้วยความตื่นเต้นอย่างที่สุด พยักหน้าแล้วกล่าวว่า
“ดี ดี ดี! ค่ายกลกระบี่หกบรรจบ เจ้ากลับฝึกฝนมันสำเร็จจริงๆ!”
บนใบหน้าของท่านหัวหน้าอีกสี่ยอดเขา ก็ปรากฏสีหน้าที่เหลือเชื่อขึ้นมาเช่นกัน
ในสำนัก มีปรมาจารย์ค่ายกลกระบี่เพียงคนเดียว นั่นก็คือเสวียนอี้
และในฐานะจินตันเจินเหริน ย่อมทราบดีว่าการที่จะเป็นปรมาจารย์ค่ายกลกระบี่นั้นยากเย็นเพียงใด
บนแขนเสื้อของเสวียนอี้มีลวดลายดาวหกแฉกปักอยู่ จะเห็นได้ว่าเขาเองก็ค่อนข้างภาคภูมิใจในสิ่งนี้
แต่ทว่าบัดนี้ ค่ายกลกระบี่หกบรรจบได้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง กลับมาจากฝีมือของผู้ฝึกปราณคนหนึ่ง นี่ทำให้ทุกคนตกตะลึงอย่างใหญ่หลวง!
ยอดเขาไร้ตัวตน ในตำหนักไร้ตัวตน
หัวใจของเจ้าสำนักหลิงอวิ๋นสั่นไหววูบหนึ่ง พลันลืมตาขึ้น ในแววตาฉายประกายประหลาดใจ พึมพำเบาๆ ว่า “เป็นค่ายกลกระบี่หกบรรจบอย่างนั้นรึ?”
เหนือน่านฟ้าของยอดเขาค่ายกล ท่ามกลางเมฆหมอก ปีกขนาดยักษ์คู่หนึ่งปรากฏขึ้นอย่างเลือนราง ดวงตาคู่หนึ่งก็กำลังจับจ้องมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนลานประลองวิญญาณอย่างเงียบๆ
“หึๆๆ เจ้าหนูนี่ ไม่เลว ไม่เลวเลย”
-สองสิงห์:ผู้แปล-