เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 38 : ขายดิบขายดี

ตอนที่ 38 : ขายดิบขายดี

ตอนที่ 38 : ขายดิบขายดี


ตอนที่ 38 : ขายดิบขายดี

และในตอนที่ซุปปลาต้มเสร็จแล้ว สวีฮุ่ยได้เปิดฝาหม้อออก ให้โจวเสี่ยวเหมยตักให้สวีจื้อหย่งหนึ่งถ้วยก่อน

“ท่านพ่อ ท่านนั่งกินอยู่ตรงนั้นแล้วกัน แล้วก็อย่าลืมเอาปากเป่าซุปปลาเข้าล่ะ กลิ่นหอมของซุปปลาจะได้ลอยออกไป” สวีฮุ่ยคิดวิธีขายซุปปลาได้แล้ว เพราะมิว่าคำโฆษณาที่ได้ยินจะสวยหรูเพียงใด แต่ก็มิอาจเทียบกับการที่ลูกค้าได้สัมผัสมันด้วยตนเอง

สวีจื้อหย่งอยากให้ท่านแม่ของตนและลูกสาวกินก่อน แต่สวีฮุ่ยก็ดันตัวเขาให้ไปนั่งบนตั่ง:“รีบกินเถอะ ! เดี๋ยวพวกเราค่อยสับเปลี่ยนกันกิน ท่านย่า ข้าตักซุปไว้ให้ท่านเช่นกัน !”

เติ้งอาเหลียนมิปฏิเสธ นางดื่มซุปปลาไปคำใหญ่แล้วกินแป้งทอดธัญพืชที่นำมาจากบ้าน

และในตอนที่ถึงคราวที่สวีฮุ่ยและโจวเสี่ยวเหมยกินข้าวนั้น โจวเสี่ยวเหมยเห็นว่ากลุ่มคนเหล่านั้นเอาแต่มองดูแต่มิมีทีท่าว่าจะเข้ามาซื้อก็เริ่มเกิดความหงุดหงิด หรือวันนี้ซุปปลาของบ้านนางจะขายมิออกเสียแล้ว ?

“ท่านแม่ กินข้าวกันเถิด !” สวีฮุ่ยรู้ว่านางเป็นกังวลเรื่องอะไร ซุปปลายิ่งตั้งไฟไปนาน ๆ ยิ่งหอม อีกทั้งด้วยราคาที่ถูกขนาดนี้ จะต้องมีคนมาซื้ออย่างแน่นอน

ทั้งสี่คนกินข้าวเช้าเสร็จแล้ว โจวเสี่ยวเหมยจึงยกชามไปล้างที่หลังร้าน สวีฮุ่ยเปิดหม้อซุปปลา ทำให้กลิ่นหอมของซุปลอยฟุ้งยิ่งขึ้น

“ข้าได้กลิ่นหอมมาตั้งแต่ตอนอยู่กลางตลาดแล้ว บ้านเจ้าขายอะไรหรือ ! มันช่างหอมเหลือเกิน !” บุรุษวัยกลางคนที่แต่งตัวดี หน้าตามิเหมือนชาวบ้านธรรมดาทั่วไปเดินเข้ามาถาม วันนี้เขามาเดินหาซื้อผักสดและเนื้อหมูที่ตลาด เพราะวันพรุ่งนี้นายน้อยของเขาจะฉลองวันเกิดครบรอบอายุ 10 ขวบ ทางจวนจึงอยากให้มีงานเลี้ยง ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผักสดจากครอบครัวชาวนาเริ่มนำมาถูกวางขายในตลาดแล้ว อีกทั้งยังขายกันถูกมาก ซึ่งเขายังพอนำไปบวกราคาเพิ่มได้อีก

“ท่านลุง บ้านข้าขายซุปปลา ซุปปลาแสนหอมอร่อยนี้ขายเพียงชามละหนึ่งอีแปะเท่านั้น ส่วนแป้งทอดก็เป็นสูตรเฉพาะของบ้านข้า แม้จะมิได้ผสมแป้งหมี่ขาวมากนัก แต่กลับมีรสชาติอร่อยนุ่มลิ้น มิเช่นนั้นท่านลองกินสักชุดดูไหมเจ้าคะ !” สวีฮุ่ยเห็นว่าอีกฝ่ายมิมีทีท่าอะไร นางจึงต้องออกหน้าเรียกลูกค้าเอง

“ใช่ ซุปปลาและแป้งทอดของบ้านข้าอร่อยยิ่งนัก ยิ่งกินด้วยกันยิ่งมิต้องพูดถึง ท่านอยากลองชิมดูไหม ?” เติ้งอาเหลียนถาม

บุรุษคนนั้นเดินมายืนข้างเตาแล้วพยายามยื่นหน้ามาดม หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ในตอนที่เติ้งอาเหลียนนึกว่าเขาจะมิซื้อแล้ว เขากลับสั่งซุปปลา 1 ชามและแป้งทอดอีก 2 แผ่น

เขาเพิ่งจะตักซุปปลาเข้าปาก คนข้าง ๆ ก็รีบเอ่ยถามกันเสียแล้ว:“พ่อบ้านเหวิน รสชาติของซุปปลาเป็นเยี่ยงไรบ้าง ?”

“สดใหม่ อร่อย รสชาติหอมกรุ่นติดปากมิรู้คลาย !” พ่อบ้านเหวินดื่มซุปปลาไปครึ่งถ้วยแล้วถึงตอบคำถามชายคนนั้น

“รสชาติดีขนาดนั้นเชียวหรือ ? เช่นนั้นก็เอาซุปมาให้ข้า 1 ชาม แป้งทอด 1 แผ่นแล้วกัน !”

“ข้าเองก็ยังมิได้กินข้าวเช้าเช่นเดียวกัน ฉะนั้นตักซุปมาให้ข้า 1 ชาม และแป้งทอดอีก 2 แผ่น !”

เพียงชั่วครู่ ก็มีคนมานั่งเต็มโต๊ะสี่โต๊ะแล้ว ซุปปลาถูกตักลดลงไปเยอะมาก ในขณะที่แป้งทอดเหลือแค่ครึ่งหนึ่งแล้ว

เติ้งอาเหลียนอยากจะต้มซุปปลาอีกสักหม้อ แต่สวีฮุ่ยกลับส่ายหน้าให้นาง เพราะหลังจากขายซุปปลาหม้อนี้เสร็จแล้ว แป้งทอดก็คงมิเหลือ หรือจะให้ลูกค้ากินแค่ซุปปลาอย่างเดียว ?  ตอนนี้แค่มาเปิดตลาดก่อนดีกว่า ครั้งหน้าค่อยมาขายใหม่อีกครั้ง

การทำการค้าก็เป็นเช่นนี้ ยิ่งมีคนอยู่หน้าร้านมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาได้มากขึ้นเท่านั้น ถ้าหากหน้าร้านเงียบเชียบไร้ซึ่งผู้คน คนส่วนใหญ่ก็จะเดินผ่านไป มิได้แวะซื้อ

หลังจากที่ลูกค้ากลับไป 2 กลุ่ม ตอนนี้ซุปปลาเริ่มเหลือก้นหม้อแล้ว แป้งทอดเหลือแค่ชั้นเดียวแล้วเช่นกัน ทั้งที่ผู้คนเริ่มทยอยมาเดินตลาด เมื่อเห็นว่าผู้คนหลั่งไหลเข้ามาหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ เติ้งอาเหลียนชักจะรู้สึกเสียดายที่เมื่อวานทอดแป้งทอดมาน้อยเกินไป อีกทั้งน่าจะเปลี่ยนขนาดหม้อต้มให้ใหญ่กว่านี้คงดี

“ท่านย่า คนเราสามารถหาเงินได้ทุกเมื่อ หากมาขายคราวหน้าค่อยเตรียมของให้เยอะขึ้น ท่านย่ามิต้องร้อนใจหรอก !”

และในตอนนี้เอง พ่อบ้านเหวินได้วิ่งกลับมาอีกครั้ง:“ซุปปลาของบ้านเจ้ารสชาติมิเลวเลยจริงๆ ข้าถามได้ไหมว่าปลาพวกนี้มาจากที่ใด ตรงพวกเจ้ายังมีปลาอีกหรือไม่ ?”

หลังจากกินซุปปลาไปแล้ว เขามีความสุขจนลืมเรื่องซื้อของเสียสนิท เมื่อคิดว่าต้องทำเรื่องสำคัญให้เสร็จก่อนกลับบ้าน เขาจึงรีบวิ่งกลับมา

“ท่านลุง ท่านเดินไปดูถังไม้ทางด้านนั้นหรือยัง ปลาที่อยู่ในนั้นเป็นปลาที่จับมาพร้อมกับปลาในหม้อ รสชาติที่ทำออกมาได้น่าจะคล้ายกัน !”

พ่อบ้านเหวินเดินไปดูถังไม้ด้านข้าง ก็เห็นว่าด้านในนั้นมีปลาตะเพียน ปลาเฉาและปลาหลี

“ข้าอยากได้ปลาหลี ต้องการ 20 ตัว แต่ละตัวหนักประมาณ 2 ชั่ง ข้าให้ราคา……ชั่งละ 8 อีแปะแล้วกัน ตอนบ่ายพอจะเอาไปส่งให้ข้าที่จวนเหวินได้หรือไม่ ?”

“ข้าขอพูดตามความจริงกับท่านเลยแล้วกัน ที่บ้านของข้ายังมีปลาหลีที่จับมาได้อยู่บ้าง แต่เป็นเพราะเกรงว่าจะขายมิหมดในคราวเดียว จึงมิได้นำมาด้วย ทว่าราคาชั่งละ 8 อีแปะมันน้อยเกินไปหรือไม่” สวีฮุ่ยจำได้ว่าพ่อของนางเคยบอกว่าที่ตงจิ้งสามารถขายปลาที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 2 ชั่งขึ้นไปได้ในราคาชั่งละ 12 อีแปะ ตัวที่หนักประมาณ 1-2 ชั่งสามารถขายได้ในราคาชั่งละ 10 อีแปะ ตัวที่เล็กลงมาสามารถขายได้ราคาชั่งละ 6-8 อีแปะ ! พ่อบ้านท่านนี้กดราคากันเกินไปแล้ว

พ่อบ้านเหวินมิคาดคิดว่าคนที่เจรจาเรื่องการค้ากับเขาจะเป็นเด็กน้อยคนหนึ่ง:“ก็ข้าซื้อเยอะนี่ มิว่าเยี่ยงไรก็ควรลดราคาให้ข้าบ้างสิ !”

“ปลาที่หนักตั้งแต่ 2 ชั่งขึ้นไปขายชั่งละ 11 อีแปะ ถูกกว่านี้มิได้แล้ว ที่ข้าให้ราคานี้เพราะเห็นแก่ที่ท่านซื้อเยอะ มิเช่นนั้นข้าคิดชั่งละ 12 อีแปะแล้ว” สวีฮุ่ยกล่าวอย่างเจนจัด !

“พวกเจ้าพูดกับพ่อบ้านเหวินอย่างนี้นะหรือ ? เขาซื้อปลาของพวกเจ้าเพราะเห็นแก่หน้าตระกูลสวี ถึงได้ให้ราคาชั่งละ 8 อีแปะ ราคานี้ถือว่ามิเลวแล้ว !”

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สวีฮุ่ยและครอบครัวจึงหันไปมองที่มาของเสียงก็เห็นว่าสวีจื้อเกาได้เดินมาที่หน้าร้านของนางอย่างอวดเก่ง

“หากท่านคิดว่าราคานี้สมเหตุสมผล ฉะนั้นท่านก็ไปจับปลามาขายให้พ่อบ้านเหวินแทนแล้วกัน พวกข้ายินดียกการเจรจาซื้อขายนี้ให้ท่าน !” สวีฮุ่ยเชิญลูกค้า 2 คนเข้ามานั่งในร้าน แล้วตักซุปในหม้อพร้อมนำแป้งทอดใส่จานอย่างชำนาญ ขายอีกแค่มิกี่ชามก็จะได้เก็บร้านแล้ว !

พ่อบ้านเหวินชำเลืองมองสวีจื้อเกาแล้วละสายตาไปทางอื่น บุรุษผู้นี้ดูมิน่าเชื่อถือเหมือนครอบครัวที่ตั้งแผงขายของตรงนี้ เขาจึงหันไปถามสวีฮุ่ยว่าสามารถรับประกันได้หรือไม่ว่าปลาที่นำมาส่งให้ตอนบ่ายจะมีรสชาติสดใหม่เหมือนตอนเช้า?

“พวกข้าสามารถรับประกันความสดใหม่ของเนื้อปลาได้ แต่มิกล้ารับประกันรสชาติอาหารที่ทำออกมา เพราะต้องดูที่ความชำนาญและฝีมือของพ่อครัว !”

“ฟังคำพูดของเจ้าราวกับว่าเจ้าทำอาหารเก่งเช่นนั้นแหละ ซุปปลาเหล่านี้คงมิใช่ฝีมือเจ้าหรอกใช่ไหม !” พ่อบ้านเหวินถามด้วยความสงสัย

“หลานข้ายังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง จะทำสิ่งเหล่านี้ได้เยี่ยงไร จริงไหมพ่อบ้านเหวิน ? มันมิง่ายเลยกว่าที่พวกข้าจะจับปลามาได้ และราคาชั่งละ 8 อีแปะถือว่าน้อยไปจริง ๆ หากให้ราคาชั่งละ 10 อีแปะได้ พวกข้าจะนำปลาไปส่งให้ถึงบ้าน แต่หากน้อยกว่านี้คงมิได้แล้ว !” เติ้งอาเหลียนเกรงว่าเรื่องที่หลานสาวสามารถทำอาหารได้จะรู้ไปถึงหูของผู้อื่น นางจึงรีบเบี่ยงประเด็น

พ่อบ้านเหวินตอบตกลง แต่เขาขอปลาเป็นเท่านั้น แต่ละตัวห้ามมีบาดแผลเป็นอันขาด ! ถ้าเป็นเมื่อวานนี้ ตระกูลสวีคงมิกล้ารับปากเรื่องนี้ แต่พอรู้ว่าสวีฮุ่ยมีความสามารถในการดึงดูดฝูงปลา พวกเขาถึงได้รับปากพ่อบ้านเหวิน

หลังจากส่งพ่อบ้านเหวินไปแล้ว เติ้งอาเหลียนจึงเรียกให้ลูกชายและลูกสะใภ้มาเตรียมเก็บร้าน สวีจื้อเกาที่ได้กลิ่นหอมของซุปปลาจึงเกิดความอยากอาหารและมิยอมไปเสียที

และเมื่อเห็นว่าบ้านรองมิได้สนใจเขา เขาจึงนั่งลงแล้วหยิบชามมาตักซุปปลา แล้วเอาแป้งทอดที่เหลือเพียงแผ่นเดียวออกมานั่งกินอย่างหน้าตาเฉย

มิรู้ว่าบ้านรองทำซุปปลานี้ออกมาได้เยี่ยงไร เพราะรสชาติมันทั้งอร่อยและสดใหม่ มิมีกลิ่นคาวเลยแม้แต่น้อย มันอร่อยกว่าของหอซุ่นเต๋อเสียอีก

เป็นไปได้ไหมว่าตระกูลสวีมีสูตรอาหารลับและส่งต่อไปยังบ้านรอง โดยที่บ้านใหญ่มิรู้ ! สวีจื้อเกาคิดว่าโอกาสเป็นไปได้สูงมาก มิเช่นนั้นฝีมือการทำอาหารของสะใภ้รองจะดีขึ้นในพริบตาเช่นนี้ได้เยี่ยงไร เพราะรสชาติของมันอร่อยราวกับเป็นฝีมือของพ่อครัวใหญ่ผู้มากประสบการณ์

เมื่อชาวบ้านเห็นว่าตระกูลสวีกำลังเก็บร้าน จึงถามว่าหากมีตลาดคราวหน้า พวกเขายังมาอีกหรือไม่ เพราะถ้าหากมาขายอีก พวกเขาจะได้นำหม้อดินมาจากบ้าน เพื่อจะได้ซื้อซุปปลากลับไปให้ผู้เฒ่าและเด็กน้อยที่บ้านได้กินบ้าง

“ขอเพียงแค่ฝนมิตก พวกข้าจะมาขายอีกแน่นอน ขอบคุณท่านลุงท่านป้าทุกท่านที่สนับสนุน !” สวีฮุ่ยขลิบกำปั้นโน้มตัวขอบคุณทุกคน !

จบบทที่ ตอนที่ 38 : ขายดิบขายดี

คัดลอกลิงก์แล้ว