เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 36 : ความลับบนตัวน้องสาว

ตอนที่ 36 : ความลับบนตัวน้องสาว

ตอนที่ 36 : ความลับบนตัวน้องสาว


ตอนที่ 36 : ความลับบนตัวน้องสาว

ในที่สุดก็จะได้ขายของหาเงินเสียที สวีฮุ่ยตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ นางจึงเข้าไปเตรียมเครื่องปรุงที่ใช้สำหรับทำน้ำซุปไว้เป็นจำนวนมาก

“พรุ่งนี้เจ้าก็ตามไปจับปลาด้วยสิ จะได้ปล่อยปลาจากในมิติออกไปบ้าง เพราะซุปปลาตะเพียนอร่อยอย่าบอกใครเชียว !” เฮ่อจิ่นให้สวีฮุ่ยทำซุปปลาสักหม้อเพื่อฝึกฝีมือ

“เจ้าเป็นกิ่งไม้ไม่ใช่หรือ ? เหตุใดถึงได้มีนิสัยตะกละกันเล่า !”

“ข้าบอกเจ้าไปตั้งกี่ครั้งแล้วว่าข้าเป็นภูติ เป็นวิญญาณภูติน่ะ เจ้าไม่เข้าใจหรือไร !” เฮ่อจิ่นน้อยใจที่นางตัดสินมันจากรูปลักษณ์ภายนอก อาหารมิมีพรมแดน เพราะฉะนั้นอย่ามาเลือกปฏิบัติต่อกันแบบนี้สิ

หรือว่าภูติอย่างเขามิคู่ควรที่จะได้ลิ้มรสอาหารอร่อยหรือไร ?

“เอาล่ะ พอแล้ว ข้าผิดเอง เดี๋ยวข้าจะไปทำซุปปลาตะเพียนแล้วเอาไปมอบให้เจ้าแทนคำขอโทษ !”

“ซุปปลาต้องเคี่ยวจนมีสีขาวขุ่น อย่าใส่เครื่องปรุงเยอะเกินไป ข้ามิชอบกลิ่นพวกนั้น และห้ามให้มีกลิ่นคาวปลา มิเช่นนั้นมันจะทำให้หมดความอยากอาหาร……”

สวีฮุ่ยมองเจ้าภูติเฮ่อจิ่นที่เท้าเอวสั่งนางมิหยุดหย่อน นางอยากจะพูดเหลือเกินว่าหากยังพูดมิหยุดเช่นนี้ งั้นเจ้าก็ไปทำเองเลยสิ !

และในตอนที่นางยกซุปปลาออกมาให้ เฮ่อจิ่นกำลังจะกระโดดลงไป แต่กลับถูกสวีฮุ่ยดึงไว้ก่อน “เจ้าอาบน้ำหรือยัง ? ซุปหม้อนี้มิได้ทำไว้ให้เจ้าคนเดียวเท่านั้น ข้าเองก็จะดื่มเช่นกัน !”

“คนที่มิรู้อะไรเลยช่างน่ากลัวจริง ๆ เจ้าเองก็มิคิดบ้างหรือว่าข้าคือใคร ข้าเป็นถึงภูติผู้ยิ่งใหญ่และมีความสามารถสารพัด……”

ยังไม่ทันที่มันจะพูดจบก็ถูกสวีฮุ่ยพูดตัดบทอย่างไร้เยื่อใยแล้ว “เรื่องนี้มันเกี่ยวกับเรื่องที่เจ้าอาบน้ำหรือไม่อาบน้ำงั้นหรือ ? ช่วยพูดอะไรที่มันตรงประเด็นหน่อยสิ !”

“ข้าไม่ได้ถือกำเนิดมาเปื้อนฝุ่น อีกอย่างหากเจ้าดื่มซุปที่ข้าแช่ตัวไปแล้ว มันมิเพียงแต่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกายของเจ้าเท่านั้น แต่ยังทำให้เจ้าดูอ่อนเยาว์ไปตลอดกาล ทำให้ผิวของเจ้าดูนุ่มละมุนจากภายในสู่ภายนอก !”

เหตุใดนางถึงรู้สึกเหมือนว่ามันกำลังโฆษณาตัวเองอยู่ล่ะ ? มันคือภูติจริง ๆ ใช่ไหม? ทำไมถึงดูมิเหมือนภูติเลย !

“เจ้าแอบนินทาข้าในใจอีกแล้วนะ !” เฮ่อจิ่นอยากให้สวีฮุ่ยสบายใจ มันจึงวิ่งลงไปในน้ำแร่ใสแล้วกลิ้งตัวอยู่ในนั้น พอมันขึ้นมาจากน้ำ มันก็สะบัดตัวให้หยดน้ำบนตัวหล่นลงไปในน้ำซุป

“ซุปของวันนี้รสชาติพอใช้ได้ แต่คราวหน้าปิดไฟล่วงหน้าสักหนึ่งนาที รสชาติจะได้ดีขึ้น !” เฮ่อจิ่นกล่าว

สวีฮุ่ยยอมรับคำแนะนำของมันอย่างถ่อมตน เมื่อมองดูเฮ่อจิ่นที่ใช้ชามซุปเป็นเหมือนสระน้ำ นางก็เตือนมันว่าหากมันยังดำผุดดำว่ายอยู่ในชามซุปแบบนี้ หากนางเผลอกินมันลงไปโดยมิได้ตั้งใจก็อย่ามาโทษนางแล้วกัน

“ชิ เจ้าจับข้าให้ได้ก่อนเถอะแล้วค่อยพูด ! ก่อนคิดจะกินข้า เจ้าดูหรือยังว่าฟันตัวเองดีพอไหม !”

ทั้งสองเถียงกันตลอดมื้ออาหาร แต่หลังจากกินซุปเสร็จแล้ว อารมณ์ของทั้งคู่ก็ดีขึ้นมาก วันต่อมา สวีฮุ่ยใช้เวลาตลอดทั้งสายไปกับการคัดบทกลอนที่โจวป๋อเทามอบหมายไว้ หากนางอยากไปขายของ นางก็ต้องรีบคัดบทกลอนที่ท่านอาเล็กสั่งให้เสร็จโดยเร็ว

ในช่วงใกล้เที่ยง สวีจื้อหย่งและโจวเสี่ยวเหมยกลับมา ทั้งสองหาทำเลเหมาะสมได้จุดหนึ่งในตลาด ส่วนโต๊ะเก้าอี้ได้เช่าจากร้านละแวกนั้น ดังนั้นพรุ่งนี้เช้าแค่ไปตั้งร้านก็ได้แล้ว

ส่วนจานชามและตะเกียบล้วนซื้อมาจากร้านขายของชำในตลาด ซึ่งได้มาในราคาที่ถูกมากกว่าปกติ โจวเสี่ยวเหมยยังซื้อเกลือและซีอิ๊วหมักมาเพิ่มอีกด้วย

“นี่พวกเรากำลังจะทำการค้ากันจริง ๆ น่ะหรือ ? จนถึงตอนนี้ ข้าก็ยังมิอยากจะเชื่อว่ามันจะเป็นเรื่องจริง !” เติ้งอาเหลียนคล้ายกับพึมพำกับตนเอง จากนั้นนางก็หันไปถามความเห็นจากลูกชายและลูกสะใภ้ของตน

“ท่านแม่ ของเราเตรียมไว้หมดแล้ว เราต้องขายสิ ฮุ่ยฮุ่ยพูดถูก หากเรามิทำ เราก็จะมิมีวันรู้ว่ามันจะดีหรือไม่ ต่อให้ขายมิได้ เราก็ขาดทุนมิมากนัก เพราะโต๊ะเก้าอี้ล้วนเป็นของที่เราเช่ามา หากขายแป้งทอดมิได้ก็ยังเอากลับมากินเองได้ ขอเพียงแค่พ่อของฮุ่ยฮุ่ยจับปลากลับมาได้ เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเตรียมพร้อมอย่างสมบูรณ์แล้ว”

“วางใจได้ ! ข้าต้องจับปลากลับมาได้แน่นอน !” สวีจื้อหย่งวางของลงแล้วไปเตรียมอุปกรณ์จับปลาเพื่อเตรียมไปหาปลาที่ริมน้ำ

เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวด้านนอก สวีฮุ่ยจึงเก็บกระดาษและพู่กันแล้วเปิดประตูห้องออกมา “วางใจได้ เราต้องทำได้แน่นอน ยามบ่ายข้าจะไปจับปลากับท่านพ่อและพี่รอง พอกลับมาแล้วจะมาทอดแป้งทอดกับพวกท่าน”

“น้องหญิง เจ้าอยู่บ้านเถิด ข้าและท่านพ่อจะจับปลากลับมาให้ได้แน่นอน !” สวีเจี้ยนหลินมั่นใจในตนเองมาก

ซุปปลาหนึ่งหม้อใช้ปลาเพียงแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น สวีฮุ่ยเองก็เชื่อมั่นว่าพ่อและพี่รองจะต้องจับปลากลับมาได้ เพียงแต่ที่นางต้องการคือปลาตะเพียน อีกทั้งปลาตะเพียนที่ถูกเลี้ยงในมิติมีรสชาติที่อร่อยและสดใหม่กว่า ทั้งยังมิค่อยมีกลิ่นคาวปลา จึงเป็นวัตถุดิบที่ดีที่สุดในการทำซุป

“ข้าไปครู่เดียวเดี๋ยวก็กลับ ! มิเสียเวลาทอดแป้งหรอก”

สวีจื้อหย่งก้มหน้าลงไปมองลูกสาวตัวน้อยที่ส่งสายตาออดอ้อนมาหาเขา ทันใดนั้นเขาก็อดพยักหน้าตอบรับนางมิได้ เพราะเขามิรู้จริง ๆ ว่าจะปฏิเสธลูกสาวได้เยี่ยงไร

หลังกินข้าวกลางวันเสร็จแล้ว ทั้งสามก็ออกไปจากบ้าน คราวนี้สวีฮุ่ยสวมชุดเก่าของพี่รอง นางยังให้แม่ช่วยมวยผมบนหัวของนางให้เป็นเหมือนเด็กผู้ชายอีกด้วย ส่วนผมข้างหน้าก็ถูกหวียาวลงมาปิดคิ้วที่เรียวงามคู่นั้น

ก่อนออกไปข้างนอก นางยังใช้หมึกแต้มเป็นกระบนใบหน้าทั้งสองข้าง ทำให้บัดนี้นางดูแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง !

สามคนพ่อลูกเดินมาถึงริมตลิ่งแล้ว สวีเจี้ยนหลินจึงถอดรองเท้าและกางเกงเพื่อลงไปจับปลาในน้ำ สวีฮุ่ยเดินอยู่ริมตลิ่ง รอจนกระทั่งมีโอกาสแล้ว นางก็แอบเอาหยดน้ำแร่ในมิติใส่ลงไปในข้องดักปลาและในน้ำ พร้อมกับปล่อยปลาตะเพียนลงน้ำไปบางส่วน

“ท่านพ่อ พี่รอง ที่นี่มีปลาด้วย !” สวีฮุ่ยตะโกนเรียกให้ทั้งสองมาหา

“ปลาใหญ่อีกแล้วใช่ไหม ?” สวีเจี้ยนหลินว่ายน้ำมาหานางอย่างรวดเร็ว ทำให้ฝูงปลาแตกตื่นว่ายหนีออกไป ในขณะที่เขากำลังหงุดหงิดนั้น สวีฮุ่ยก็ยกข้องดักปลาขึ้นมาตรงบริเวณที่เพิ่งปล่อยปลาตะเพียนไป และในตอนที่ข้องดักปลาเพิ่งจะถูกวักลงไปในน้ำนั้น ปลาที่เพิ่งว่ายออกไปอย่างแตกตื่นก็ได้ว่ายกลับมา นอกจากนี้ยังมีปลาหลีและปลาเฉาว่ายเข้ามาในข้องด้วย

“น้องหญิง เจ้าทำได้เยี่ยงไร !” มันช่างอัศจรรย์เหลือเกิน สวีเจี้ยนหลินลืมว่าตัวเองจะเข้าไปช่วย เขาได้แต่มองด้วยความเหลือเชื่อขณะเอ่ยปากถามน้องสาวของตน

“ข้าค้นพบความมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง เวลาที่มือของข้าจุ่มลงไปในน้ำทีไร มักจะสามารถเรียกฝูงปลามาได้ทุกครั้ง หากในข้องดักปลามีน้ำที่ข้าเคยสัมผัสมาก่อน พวกปลาก็จะว่ายเข้ามาหามัน ข้าเองก็มิรู้เช่นกันว่าเหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ ?” สวีฮุ่ยตอบกลับด้วยท่าทางงุนงง

สวีจื้อหย่งจึงช่วยยกข้องใส่ปลาขึ้นมา “เสี่ยวหลินจื่อ อย่าให้คนนอกรู้เรื่องของน้องสาวเจ้าเป็นอันขาด นี่เป็นความลับของบ้านเรา เข้าใจไหม !”

“ขอรับท่านพ่อ ข้าจะจำไว้ !” สวีเจี้ยนหลินลองเอามือของตนเองจุ่มลงไปในน้ำบ้าง แต่ก็มิเห็นปลาเลยสักตัว

จากนั้นเขาลองเอามือของน้องสาวจุ่มน้ำดู เพียงชั่วพริบตาเดียว ฝูงปลามากมายก็พากันแหวกว่ายล้อมเข้ามา ลองไล่เยี่ยงไรก็มิว่ายหนีไป

“กลับบ้านกันเถิด ! ปลาพวกนี้น่าจะเพียงพอสำหรับทำขายในวันพรุ่งนี้แล้ว !” สวีจื้อหย่งจับปลาใส่ลงไปในถังไม้ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว คนเรามิควรละโมบ ยิ่งไปกว่านั้นมิควรหาเรื่องให้ความผิดปกติของลูกสาวรู้ไปถึงหูผู้อื่น !

เติ้งอาเหลียนและโจวเสี่ยวเหมยที่รออยู่บ้านได้ทำความสะอาดหม้อ ช้อนและตะเกียบไว้เรียบร้อยหมดแล้ว ในขณะที่พวกนางกำลังหารือกันว่าจะทอดแป้งทอดเยี่ยงไรนั้น สามคนพ่อลูกที่ไปจับปลาได้เปิดประตูกลับเข้ามาแล้ว !

“เหตุใดพวกเจ้าถึงได้กลับมาเร็วนัก !” เติ้งอาเหลียนนึกว่าหลานสาวมิสบาย นางจึงรีบรุดไปเอามืออังหน้าผากของหลานสาว แต่หนูน้อยมิได้ตัวร้อนนี่นา !

สวีเจี้ยนหลินชี้ไปยังถังไม้แล้วพูดว่า “พวกเราจับปลากลับมาได้แล้ว !”

สามคนพ่อลูกใช้เวลาออกไปหาปลาจนกลับมาถึงบ้านด้วยเวลามิถึงหนึ่งชั่วยาม พวกเขาก็สามารถจับปลากลับมาได้แล้ว ! หากได้ปลาน้อยเกินไป ซุปที่เคี่ยวออกมาจะรสชาติมิดีนัก ยิ่งเป็นครั้งแรกที่ตั้งร้านยิ่งต้องระวังในเรื่องของรสชาติและราคา มิเช่นนั้นคงมิสามารถเรียกลูกค้าให้กลับมาซื้อได้ จริงไหม ?

เติ้งอาเหลียนคิดว่าหากได้ปลามาน้อยเกินไปก็จะให้ลูกชายและหลานชายไปจับมาเพิ่ม เพราะการต้มซุปแต่ละหม้อควรใช้ปลาตัวเล็กอย่างน้อยห้าถึงหกตัว แต่ในตอนที่นางก้มลงไปมองในถังไม้นั้น นางก็ต้องตกใจ ใครสามารถบอกนางได้บ้างว่าปลาพวกนี้มาจากไหน หรือว่ามันอยู่ในจุดที่ปลาว่ายมาหาพวกเขาเองแล้ว ?

“ท่านย่า ท่านแม่ รีบมานี่เร็ว ข้ามีความลับหนึ่งจะมาเล่าให้พวกท่านฟัง !” สวีเจี้ยนหลินดึงมือย่าและแม่ของตัวเองให้นั่งลงบนตั่ง จากนั้นเขาก็กระโดดชะโงกดูว่ามีใครอยู่นอกรั้วบ้านหรือไม่ เมื่อเห็นว่ารอบบ้านมิมีผู้อื่น เขาจึงพูดถึงความลับของน้องสาวออกมา !

จบบทที่ ตอนที่ 36 : ความลับบนตัวน้องสาว

คัดลอกลิงก์แล้ว