เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 33 : แม่นางผู้มิยอมแพ้

ตอนที่ 33 : แม่นางผู้มิยอมแพ้

ตอนที่ 33 : แม่นางผู้มิยอมแพ้


ตอนที่ 33 : แม่นางผู้มิยอมแพ้

เฮ่อจิ่นสัมผัสได้ถึงความคิดของสวีฮุ่ย มันจึงเกิดความรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาทันที ต้องยอมรับว่าในตอนแรกมันมิได้มองสวีฮุ่ยในแง่ดีนัก เพราะนางทั้งอายุน้อย ที่บ้านยากจน อีกทั้งยังมิมีความสามารถพิเศษให้พึ่งพา ตอนแรกมันคิดว่านอกจากตัวมันเองแล้ว ลวี่อู๋และสูตรลับสองเล่มนั้นมิจำเป็นต้องปรากฏออกมาเลย เพราะว่าหนูน้อยอ่อนแอเกินไป

แต่ตอนนี้ความคิดของมันได้เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว ในเมื่อมิติเลือกให้สวีฮุ่ยเป็นเจ้านาย นั่นหมายความว่ามิติจะต้องมีเหตุผลของมันแน่นอน ถึงแม้ว่าเจ้านายคนนี้จะอ่อนแอไปสักนิด ยังมิสามารถใช้ความพิเศษของมิติได้ ถึงขั้นมิกล้าเอามันฝรั่งที่ปลูกในมิติออกไป แต่นางก็เป็นคนร่าเริงและมองโลกในแง่ดี รู้จักคิดเผื่อคนอื่นและมีใจที่บริสุทธิ์

เจ้านายแบบนี้พบเห็นได้มิมากนัก ! ในใจของเฮ่อจิ่นจึงมิเคยตำหนิสวีฮุ่ย แต่กลับยอมรับนางมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในกลางดึกสงัด ขณะที่ทุกคนกำลังหลับสนิท เฮ่อจิ่นทำให้โจวตงชูและโจวตงหลิงหลับสนิท สวีฮุ่ยจึงเข้ามาในมิติ: “มิได้มาที่นี่หลายวันเลย ข้าคิดถึงห้องครัว คิดถึงบ่อน้ำพุซุป คิดถึงน้ำแร่และต้นไม้แฝดเหลือเกิน !”

“แล้วข้าล่ะ ?”  เฮ่อจิ่นถาม

“ต้องคิดถึงอยู่แล้ว เดิมทีข้าคิดอยากจะพูดถึงเจ้าต่างหากเพื่อแสดงให้เห็นว่าตรงไหนที่เจ้าแตกต่างจากพวกมันไม่ใช่หรือ ?” สวีฮุ่ยเด็ดลูกเดือยสุกลงมาจากต้นไม้แล้วนั่งกินอยู่ข้างบ่อน้ำแร่ !

“ทำไมเจ้ามิไปทำอาหารให้ตนเองกิน !” เฮ่อจิ่นปีนขึ้นมานั่งบนบ่าของสวีฮุ่ย

“กินลูกเดือยสุกพวงนี้เสร็จก็อิ่มแล้ว วันนี้ข้าจะมิทำอาหารแล้ว” หลายวันมานี้ อาหารการกินที่บ้านของท่านยายค่อนข้างใช้ได้ ถึงแม้ข้าวที่กินจะเป็นข้าวเจ้าผสมข้าวฟ่าง แต่หมั่นโถวที่กินทำมาจากธัญพืชผสมแป้งหมี่ขาว ซึ่งดีกว่าอาหารที่บ้านของนางอยู่มากโข

สวีฮุ่ยเห็นว่าบ้านของท่านยายมีแป้งข้าวเจ้าและแป้งหมี่ขาว นางจึงลองเดินไปดูที่ยุ้งฉางถึงได้พบข้าวสาลีที่ยังไม่ได้สีเอาเปลือกออก หลังจากกินอิ่มแล้ว นางจึงเอาจอบเล็ก ๆ ไปขุดพลิกดินที่ข้างบ่อน้ำแร่ ส่วนเจ้าภูติเฮ่อจิ่นยังคงนั่งอยู่บนบ่าของสวีฮุ่ยเพื่อรอให้นางเรียกมันไปช่วย

ทว่าสวีฮุ่ยกลับตั้งหน้าตั้งตาใช้จอบขุดพรวนดินอย่างอดทน มิได้มีทีท่าว่าจะเรียกเฮ่อจิ่นไปช่วยนางเลยแม้แต่น้อย

“เจ้าทำอะไร เหตุใดถึงมิเรียกข้าไปช่วย ?”

“เจ้าช่วยข้ามาเยอะแล้ว ข้าเห็นมันฝรั่งและถั่วลิสงอยู่เต็มห้องเก็บของ อีกทั้งบ่อปลาของข้าก็มีขนาดใหญ่ขึ้นมาก ข้าเองก็ต้องทำงานด้วยเหมือนกัน ! มิควรเอาแต่พึ่งพาเจ้าไปทุกเรื่อง จริงไหม ?” สวีฮุ่ยยังคงทำงานอย่างอดทน พอปวดมือนางก็สะบัดให้คลายปวดแล้วทำงานต่อ

“ช่างเถอะ เห็นแก่ที่เจ้ามิได้โกหก ข้าจะรับหน้าที่ขุดพรวนดินให้เอง พอถึงตอนนั้นข้าจะใช้น้ำแร่ซุปรดให้เจ้า รับรองเลยว่าแป้งหมี่ขาวที่บดออกมาจากข้าวสาลีพวกนี้จะต้องหอมหวานอร่อยแน่นอน ต่อให้เจ้าจะมิกินผักแล้วกินเมนูเส้นแทนข้าวก็ยังได้”

“จริงหรือ ? งั้นพวกเรามาทำด้วยกันเถอะ ! แต่หากเราใช้น้ำแร่ซุปรดน้ำแบบนี้ น้ำแร่มันจะหมดหรือเปล่า !” สวีฮุ่ยถามด้วยความสงสัย

“มิมีทาง ขอเพียงมิติยังอยู่ น้ำแร่ซุปและน้ำแร่ใสจะมิมีวันแห้งเหือดไปอย่างแน่นอน ตอนนี้เจ้าไปตักน้ำแร่ใสมาแช่มือเถอะ ประเดี๋ยวพรุ่งนี้อาของเจ้าก็สั่งให้เจ้าคัดอักษรอีก !”

พอคิดถึงการฝึกนรกในแต่ละวัน สวีฮุ่ยอยากจะถอนหายใจออกมาจริง ๆ ทั้งที่ร่างนี้เป็นเพียงเด็กอายุ 6 ขวบเท่านั้น แต่ท่านอาเล็กก็ยังใจดำลงมือกับร่างนี้ได้

“เขาทำเพื่อเจ้าทั้งนั้น !”

สวีฮุ่ยพยักหน้ารับ หากนางสังเกตเห็นว่าท่านอาเล็กจงใจแกล้งนาง นางก็คงมิทำตั้งแต่แรก

เฮ่อจิ่นลอยขึ้นไปกลางอากาศ มีแสงส่องสว่างวาบจากร่างของมัน ทันใดนั้นพื้นดินข้างบ่อน้ำแร่ใสก็ไถพรวนเองอัตโนมัติ จากนั้นเฮ่อจิ่นก็ควบคุมให้น้ำไหลลงไปในดิน

สวีฮุ่ยแช่เมล็ดด้วยน้ำแร่ซุป ในตอนที่ไถพรวนพลิกดินแล้วหว่านเมล็ดได้ เมล็ดก็เริ่มงอก สวีฮุ่ยหว่านเมล็ดพันธุ์ลงบนแปลง แล้วเด็ดเครื่องเทศบางส่วนไปทำเครื่องปรุงในห้องครัว

วันต่อมา โจวป๋อเทากลัวว่าสวีฮุ่ยจะปวดข้อมือ หลังจากที่เขาสอนนางท่องกลอนไปสองบท เขาก็มิได้ให้นางคัดอักษรอีก โจวตงหลิงมาหาสวีฮุ่ย เพราะวันนี้มีพ่อค้าหาบเร่คนหนึ่งเดินทางมาที่หมู่บ้าน อีกทั้งยังพาลิงน้อยมาด้วยตัวหนึ่ง ชาวบ้านในหมู่บ้านจึงพากันแห่ไปดูพ่อค้าหาบเร่ผู้นั้น

“พี่หญิงของเจ้าล่ะ ถ้าเป็นเจ้าสองคน ข้ามิให้ไปนะ !” โจวถงซื่อเข้ามาขวางมิให้หนูน้อยสองคนออกไปนอกบ้านเพียงลำพัง

โจวตงชูจึงวิ่งมาจากหลังบ้าน นางล้างมือจนสะอาดแล้วพาหนูน้อยทั้งสองไปดูพ่อค้าหาบเร่ โจวป๋อเทามิลืมที่จะกำชับให้ทั้งสามกลับมาภายในครึ่งชั่วยาม มิเช่นนั้นพวกนางทั้งสามคนจะต้องถูกลงโทษ

พ่อค้าหาบเร่หาบของมาขายเป็นจำนวนมาก ด้านในเต็มไปด้วยเข็มและด้าย ยางมัดผม ดอกไม้ใยบัว พื้นรองเท้า เครื่องประดับผมและอื่นๆ อีกมากมาย

มีเชือกผูกไว้ที่ด้านข้างของหาบและลิงน้อยตัวผอมบางที่เดินตามหลังมา พ่อค้าหาบเร่ไปยังที่ที่คนพลุกพล่าน เขาวางหาบลง ตะโกนเรียกความสนใจชาวบ้านไปพลาง สั่งให้ลิงทำสิ่งง่าย ๆ ไปพลาง

โจวตงหลิงอยากจะเบียดเข้าไปในฝูงชน สวีฮุ่ยมิยอม นางเพียงแค่อยากออกมาเดินเล่นรับลม มิได้สนใจพ่อค้าหาบเร่และลิง

“นี่คือหนูน้อยจากบ้านใด ข้าขึ้นเหนือล่องใต้หาบเร่ค้าขายมาหลายปี ยังไม่เคยพบเจอหนูน้อยที่หน้าตางดงามเช่นนี้มาก่อน ข้ามีที่คาดผมและดอกไม้ใยบัวที่งามที่สุด ข้าสามารถลดราคาให้เจ้าได้นะ !” พ่อค้าหาบเร่พยายามขายสินค้าของตนอย่างเต็มที่

คำพูดของเขาดึงดูดความสนใจของผู้ใหญ่และเด็กในหมู่บ้านหยุนเซี๋ยได้เป็นอย่างดี ทุกสายตาต่างพากันจับจ้องไปยังสวีฮุ่ย

โจวตงชูเข้ามายืนบังสวีฮุ่ยไว้: “พวกข้ามิได้มาซื้อของ เพียงแค่ผ่านทางมาเท่านั้น !”

“เจ้านี่เองที่เป็นแขกขวัญของบ้านตระกูลโจว !” เมื่อวาน โต้วหรูอี้เอาแต่จับจ้องไปที่โจวป๋อเทา มิได้สังเกตใบหน้าของสวีฮุ่ย นางจำได้เพียงว่าโจวป๋อเทาพาเด็กน้อยคนหนึ่งออกไปจากโต๊ะกินข้าว

ดูเหมือนนอกจากหนูน้อยผู้นี้ ตระกูลโจวก็ไม่ได้มีแขกคนไหนมาเยี่ยมเยียนอีก เพราะโต้วหรูอี้คอยจับตาดูความเคลื่ิอนไหวของตระกูลโจว !

“แขกขวัญคืออะไรหรือ !” สวีฮุ่ยแสร้งทำเป็นมิรู้เรื่องรู้ราวและดูแคลนตัวเองไปด้วย คนที่ลองนับรวมอายุของทั้งสองชาติได้สามสิบกว่าปีอย่างนางยังต้องแกล้งทำเป็นไร้เดียงสาอีก

“ตระ……ตระกูลโจวและโจวซิ่วไฉชอบเจ้ามากเลยใช่หรือไม่ ?” โต้วหรูอี้มองดูนัยน์ตาดอกท้อของสวีฮุ่ยที่คล้ายกับโจวป๋อเทามาก

“พี่สาวหมายถึงท่านอาเล็กของข้าน่ะหรือ ?”

ใบหน้าของโต้วหรูอี้กลายเป็นสีแดงเรื่อขึ้นมาทันที เหล่าสายตาที่เคยจับจ้องสวีฮุ่ยต่างหันมามองนางแทน เพราะชาวบ้านหลายคนในหมู่บ้านรู้ว่าโต้วหรูอี้ชอบซิ่วไฉโจว หากเป็นคนอื่นคงดีใจมากที่ลูกสาวของผู้นำหมู่บ้านมาชอบ แต่สถานการณ์ของตระกูลโจวมีความพิเศษ โจวป๋อเทาเป็นบัณฑิตซิ่วไฉ ว่ากันว่าเขาเรียนเก่งมาก ในอนาคตจะต้องเป็นขุนนางได้แน่นอน จะมาตบแต่งภรรยาในชนบทได้เยี่ยงไร ?

ลูกสาวผู้นำหมู่บ้านมิมีคุณสมบัติพอหรอก !

“ที่ข้าถามหมายถึง……ตระกูลโจว เจ้าอย่าเข้าใจผิด !” โต้วหรูอี้เริ่มโมโหแล้ว เด็กคนนี้แต่เดิมทีดูฉลาดมาก แต่ทำไมถึงได้มิรู้จักพูดเยี่ยงนี้

เห็นกันอยู่ว่านางหมายถึงอาเล็ก แต่ก็ยังอยากปกป้องชื่อเสียงของตนเอง คนที่ทำอะไรแบบกล้า ๆ กลัว ๆ เช่นนี้มิเหมาะกับบุรุษผู้สง่าผ่าเผย……และใจดำอำมหิตแบบอาเล็ก

สวีฮุ่ยจึงตัดสินใจว่าจะช่วยอาเล็กสักครั้ง นางจะเอ่ยเตือนโต้วหรูอี้ ให้นางรู้ว่าตนเองมิคู่ควรกับอาเล็ก

“อาเล็กชอบข้าที่สุดแล้ว เขายังรับปากอีกว่าหากภายหน้าออกไปจากหมู่บ้านหยุนเซี๋ย ในตอนที่เขามีความสามารถพอ เขาจะรับข้าไปเรียนหนังสือ !” สิ่งนี้มินับว่าสวีฮุ่ยโกหก เพราะโจวป๋อเทาเคยพูดไว้จริง หากเขามีโอกาส เขาจะพานางไปเรียนรู้โลกกว้าง หากนางสามารถเข้าเรียนในสำนักวิชาได้ยิ่งดีเข้าไปใหญ่!

“เขา……อยากไปไหนล่ะ ?” โต้วหรูอี้ถามอย่างมีความหวัง

นี่เจ้ายังมิถอดใจอีกรึ ! ข้าอุตส่าห์บอกว่าท่านอาเล็กจะมิกลับมาที่หมู่บ้านหยุนเซี๋ยแล้ว เหตุใดถึงยังได้เฝ้าคะนึงหาเขาอยู่อีก ?

“ออกไปหาความรู้น่ะสิ อาเล็กของข้าบอกว่าก่อนอายุ 20 ปี เขาแค่อยากศึกษาหาความรู้เท่านั้น มิว่าสิ่งใดช่วยเพิ่มความรู้ให้เขาได้ หรือสำนักศึกษาไหนอาจารย์คนใดเก่ง เขาก็จะไปหาอย่างมิลังเล ยังมิคิดเรื่องอื่น !”

แม่นางหรูอี้ คราวนี้ท่านคงจะถอดใจแล้วสินะ !

จบบทที่ ตอนที่ 33 : แม่นางผู้มิยอมแพ้

คัดลอกลิงก์แล้ว