เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 9 : มาขอให้ชดใช้เงินถึงบ้าน

ตอนที่ 9 : มาขอให้ชดใช้เงินถึงบ้าน

ตอนที่ 9 : มาขอให้ชดใช้เงินถึงบ้าน


ตอนที่ 9 : มาขอให้ชดใช้เงินถึงบ้าน

สวีเจี้ยนหลินไม่กล้าแอบหนีไปเที่ยวไหนจริง ๆ แต่เขาเป็นคนที่อยู่ว่างไม่ได้ ประเดี๋ยวก็ไปตักดินเหนียวมาปั้นลูกกระสุนดิน ประเดี๋ยวก็ไปหลังบ้าน เที่ยวไล่จับแมลงมาทำเหยื่อตกปลา

“เอ๊ะ น้องเล็ก เจ้าเห็นเชือกของข้าที่วางอยู่บนขอบหน้าต่างหรือไม่ ? ทำไมข้าถึงหามันไม่เจอล่ะ ?” สวีเจี้ยนหลินถาม

เอ่อ ! เชือกอันนั้นยังอยู่ในมิติอยู่เลย ! สวีฮุ่ยลืมเอามันออกมาจากในมิติ จึงกล่าวว่า “พี่รอง ท่านลองหาดู บางทีอาจตกอยู่ริมตลิ่ง หรือไม่ก็ใต้ต้นไม้ต้นไหนสักต้น ไม่อย่างนั้น……ข้าไปหาเป็นเพื่อนท่านดีไหม ?”

สวีเจี้ยนหลินไม่กล้าพาน้องสาวออกไปไหนหากไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่ในครอบครัว เพราะถ้าหากท่านแม่หรือท่านย่ารู้ขึ้นมา มีหวังเขาโดนถลกหนังแน่ !

ในขณะที่สองพี่น้องกำลังยืนคุยกันอยู่ที่ลานบ้าน จู่ ๆ ก็มีคนผลักประตูรั้วเข้ามา และคนที่เดินเข้ามานั้นเป็นบุรุษหนุ่มอายุประมาณยี่สิบปีสวมชุดคลุมสีฟ้า

สวีฮุ่ยหันไปมองพี่รองของตน บุรุษผู้นี้คือใครกัน ? นางไม่กล้ากล่าวทักทายอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า สวีเจี้ยนหลินที่หันไปเห็นบุรุษคนนั้นก็ขมวดคิ้วขึ้นเป็นปม พลางคิดในใจว่า: นี่ย่าใหญ่ยังไม่ยอมจบใช่ไหม !

“มีแค่พวกเจ้าสองคนอยู่บ้านหรือ ? อาเล็กคอแห้งแล้ว เสี่ยวหลินจื่อไปยกน้ำมาให้ข้าดื่มหน่อยสิ ทางที่ดีใส่น้ำตาลมาให้ข้าด้วยนะ !” ผู้มาเยือนนั่งลงบนตั่งตัวยาวที่อยู่ในลานบ้านอย่างถือวิสาสะ แล้วเรียกใช้หลานชายของตนเองราวกับหลานเป็นเสี่ยวเอ้อร์ในร้านอาหาร

อาเล็ก ? พ่อของนางไม่มีพี่น้องไม่ใช่หรือ ? แล้วอาเล็กคนนี้โผล่มาจากไหน !

“อาสาม พ่อแม่ของข้าออกไปไร่แล้ว ท่านมาหาพวกเขามีธุระอันใดหรือไม่ ?” น้ำเสียงของสวีเจี้ยนหลินมีความขยะแขยงและโกรธเคืองเล็กน้อย

“เมื่อวานย่าใหญ่และอาหญิงของเจ้าได้รับบาดเจ็บที่นี่ใช่ไหม ข้าจะพูดคุยเรื่องนี้กับเด็กอย่างพวกเจ้าทั้งสองได้เยี่ยงไร ไปเรียกพ่อแม่ของเจ้ากลับมา !”

สวีฮุ่ยกวาดตามองผู้มาเยือนตั้งแต่หัวจรดเท้า ยามนี้นางพอจะเดาสถานะของเขาออกแล้ว “อาสามมีอะไรจะพูดก็พูดกับพวกข้าสองคนได้เหมือนกัน พวกข้าจะเลือกจำประเด็นสำคัญและไปบอกกับท่านพ่อท่านแม่ในภายหลัง”

แต่เรื่องนี้มันก็อยู่ที่ว่านางจะมองเรื่องไหนเป็นประเด็นสำคัญ

“ข้าฟังย่าใหญ่และอาเล็กของเจ้าพูดมา อาการบาดเจ็บของพวกนางเป็นฝีมือเจ้าใช่ไหม ?” ในฐานะลูกชายคนเล็กของบ้านใหญ่ สวีจื้อเกาและสวีชิวเยี่ยนคนหนึ่งเป็นเหมือนแก้วตาดวงใจ ส่วนอีกคนเป็นเหมือนสมบัติล้ำค่าในกำมือ ทั้งสองจึงถูกนางเลี้ยงดูอย่างตามใจมาตั้งแต่เด็ก

“ท่านคิดว่าข้าทำได้หรือ ? อย่างมากข้ากระโดดได้สูงสุดก็ถึงแค่คางของนางเท่านั้น และนางก็ไม่ใช่คนโง่ที่จะยืนทื่ออยู่ที่เดิมให้ข้าทำร้ายนี่ ? ไหนจะย่าใหญ่อีก เป็นเพราะนางเดินไม่ระวังถึงได้ล้มเอง แต่กลับผลักความผิดทั้งหมดมาให้ข้าที่เป็นเด็กน้อยอายุเพียงหกขวบเท่านั้น มีใครเห็นงั้นหรือว่าข้ายื่นมือไปผลักย่าใหญ่ ?

เป็นผู้ใหญ่เสียเปล่าแต่กลับไม่แยกแยะว่าสิ่งใดถูกผิด ! ต่อให้อยากหาคนรับผิดแทน ก็ควรจะหาคนที่เหมาะสมและเหตุผลที่น่าเชื่อถือไม่ใช่หรือ ? ”

สวีจื้อเกาลุกขึ้นยืนแล้วเดินวนรอบสวีฮุ่ย เด็กน้อยผู้นี้มีฝีปากกล้าตั้งแต่เมื่อใดกัน นางพูดเพียงแค่ไม่กี่คำก็สามารถสลัดความผิดให้พ้นตัวได้แล้ว เหตุใดเมื่อก่อนเขาถึงไม่เคยสังเกตว่านางจะเก่งถึงเพียงนี้ !

สวีเจี้ยนหลินดึงน้องสาวมาอยู่ด้านหลังของตนเองเพื่อปกป้องนาง “อาสาม แค่ย่าใหญ่และท่านอาหญิงบอกว่าน้องสาวข้าเป็นคนทำ ท่านก็เชื่อแล้วหรือ ?”

“แต่เรื่องที่พวกนางได้รับบาดเจ็บที่บ้านนี้ไม่ใช่เรื่องโกหก อีกไม่นานอาหญิงของเจ้าก็ต้องออกเรือนแต่งงานแล้ว แต่นางฟันหลุดถึงสองซี่แบบนี้ ใครเขาจะอยากแต่งกับนาง ? ย่าใหญ่ของเจ้าเจ็บเอวมากตั้งแต่กลับถึงบ้านเมื่อวานแล้ว วันนี้นางเจ็บจนถึงขั้นลงจากเตียงไม่ได้ เห็นแก่ที่พวกเราทั้งสองบ้านเป็นญาติกัน พวกข้าจึงไม่ได้แจ้งทางการ ไปบอกให้พ่อกับแม่ของเจ้าเอาเงินมาชดใช้ให้ข้าสิบตำลึงเงิน แล้วเรื่องนี้ถือว่าจบกันแต่โดยดี !”

“พวกท่านไปแจ้งทางการเถอะ หากทางการตัดสินว่าข้าผิด ข้าจะยอมติดคุกแต่โดยดี !” สวีฮุ่ยไม่กลัวคำขู่ของบุรุษตรงหน้าแม้แต่น้อย เพราะถ้าหากทางการตัดสินว่านางมีความผิด นางก็จะได้คิดว่าข้าราชการและขุนนางในหยาเหมินรับสินบน ไม่มีความชอบธรรม แต่ถึงอย่างไรนางก็มีมิติหยวนเว่ยอยู่ หากนางคิดอยากซ่อนตัว คนอื่นก็อย่าหวังว่าจะจับตัวนางได้

โลกเต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์และยังมีคนที่ไม่กลัวการติดคุกอยู่ด้วย ด้วยความโกรธเกรี้ยว สวีจื้อเกาจึงถลกแขนเสื้อขึ้นเตรียมตีเด็กทั้งสอง สวีเจี้ยนหลินเห็นแบบนั้นก็เดินเข้าไปผลักเขาออก “ท่านเป็นผู้ใหญ่ แต่กลับคิดจะทำร้ายเด็ก หน้าไม่อาย !”

“เจ้าเห็นว่าข้าตีนางหรือ? ข้าแค่อยากอธิบายให้นางฟังว่าการติดคุกมันคืออะไร พวกเจ้าเคยเห็นอาหารที่นักโทษกินหรือไม่ มันไม่เพียงแต่เย็นชืดเท่านั้น แต่ยังสกปรกอีกด้วย แถมในคุกยังเต็มไปด้วยหนูและแมลงสกปรกอีกมากมาย ไหนจะนักโทษน่ากลัวอีก……” ถึงแม้ว่าสวีจื้อเกาจะไม่เคยเข้าคุกมาก่อน แต่เขาก็เคยได้ยินพวกเจ้าหน้าที่หยาอี้เล่าให้ลูกค้าในหอน้ำชาฟังอยู่บ่อย ๆ ประกอบกับเขาคิดเชื่อมโยงไปเอง จึงได้จินตนาการภาพความน่ากลัวของคุกออกมาข่มขวัญสวีฮุ่ย

สวีฮุ่ยฟังสวีจื้อเกาพูดน้ำลายแตกฟองอยู่นาน ก่อนจะหันกลับไปถามสวีเจี้ยนหลินอย่างเป็นจริงเป็นจัง “พี่รอง เราเคยมีญาติติดคุกมาก่อนหรือ เหตุใดถึงไม่มีผู้ใดเคยบอกข้าเลย !”

เคยมีญาติติดคุกมาก่อน ? สวีจื้อเกาครุ่นคิดคำของหลานสาวอยู่นาน แต่พอเขาเข้าใจที่นางสื่อ เขาก็เต้นพล่านด้วยความโกรธเกรี้ยว “ข้าไม่เคยติดคุก !”

“ท่านอาไม่เคยติดคุกมาก่อน ? แล้วเหตุใดท่านถึงได้บรรยายเรื่องราวของการติดคุกได้ละเอียดเช่นนี้ ?” สวีฮุ่ยจ้องสวีจื้อเกา เขาผู้นี้ทั้งเจ้าอารมณ์และมีไอคิวต่ำขนาดนี้ ยังจะมาขู่เอาเงินค่าชดใช้จากผู้อื่น ดูท่าว่าหากเขามีเงินในกระเป๋า สวีฮุ่ยคงหลอกเอาเงินของเขาออกมาได้ทั้งหมด

“ข้าได้ยินมา ข้าได้ยินมาเข้าใจหรือไม่ !”

“คำเล่าลือเชื่อถือไม่ได้ !” สวีฮุ่ยหันไปพูดกับสวีจื้อเกา

ตัวเองเป็นผู้ใหญ่อายุขนาดนี้ แต่กลับต้องมาถูกเด็กน้อยคนหนึ่งว่าสั่งสอน ด้วยความโกรธเกรี้ยว สวีจื้อเกาสั่งให้หลานชายไปตามพ่อแม่กลับมา วันนี้หากเขาไม่ได้เงิน เขาก็จะไม่กลับ

“ข้าจะไปหาหัวหน้าหมู่บ้าน !” สวีฮุ่ยตั้งท่าจะวิ่งออกไป นางไม่รู้หรอกว่าบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านอยู่ที่ใด นางแค่พูดขู่สวีจื้อเกาไปอย่างนั้น

“เจ้ากลับมาเดี๋ยวนี้นะ !” สวีจื้อเกาคว้าคอเสื้อของหลานสาวไว้ สวีเจี้ยนหลินเห็นว่าน้องสาวอยู่ในมือของอาสาม จึงกอดขาของเขาไว้แน่น ในขณะที่เท้าเล็ก ๆ กระโดดขึ้นพยายามช่วยน้องสาว เมื่อเห็นว่าสวีจื้อเกาไม่มีท่าทีว่าจะปล่อยน้องของตน เขาก็กัดแขนของอีกฝ่ายอย่างแรง

“ไอ้เด็กเหลือขอ เจ้ามันเป็นหมารึ !”

เดี๋ยวนี้รู้จักกัดคนอื่นแล้ว สวีจื้อเกายืดแขนตรง พยายามจะสลัดหมาบ้าตัวนี้ทิ้ง

“จื้อเกา หยุดเดี๋ยวนี้นะ !”

เพลานี้เอง ได้มีบุรุษอีกคนเดินจ้ำเท้าเข้ามาในลานบ้าน เขาโน้มตัวมาคว้าสวีฮุ่ยไปอุ้ม ในขณะที่แขนอีกข้างยื่นไปดึงตัวสวีเจี้ยนหลินลงมา

“พี่ใหญ่ ? ท่านมาที่นี่ได้เยี่ยงไร !” สวีจื้อเกากลัวพี่ใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าเขาที่สุดแล้ว

“เจ้านี่นะ กล้าลงมือแม้กระทั่งกับหลานสาวหลานชายตนเอง เจ้ามันไม่รู้จักควบคุมตัวเองเอาเสียเลย !”

สวีเจี้ยนหลินผละตัวออกมาจากแขนของสวีจื้อเกาแล้ว ก็ยังไม่ลืมกระทืบเท้าเขาระบายอารมณ์ “เจ้าคนเลว ปล่อยน้องสาวของข้านะ !”

วินาทีที่สวีจื้อเกาคลายมือ สวีฮุ่ยได้ทรุดตัวลงในอ้อมแขนของผู้มาเยือนทันที จ้าวยวี่จือผู้นั้นชอบมีมารยาตอนอยู่กับครอบครัวของนางไม่ใช่หรือ ? ตอนนี้นางจะเอาคืนด้วยวิธีเดียวกัน

“ฮุ่ยฮุ่ย !” สวีจื้อเจี๋ยอุ้มหนูน้อยเอาไว้พลางเรียกเธออยู่หลายครั้ง

“พวกท่านมันคนชั่ว ไม่กี่วันก่อนอาหญิงผลักน้องสาวของข้าจนหัวนางกระแทกบ่อน้ำ เลือดไหลออกมามากโข เพลานี้หัวของนางยังไม่หายดีเลย !

เมื่อวานย่าใหญ่และอาหญิงยังอาศัยช่วงที่ไม่มีคนอยู่บุกเข้ามา หากฮุ่ยฮุ่ยไม่ได้ซ่อนตัวอยู่หลังบ้าน ไม่รู้ว่านางจะมีสภาพเป็นเช่นไรแล้ว !

พวกท่านยังกล้ามาทวงค่าชดใช้ถึงบ้านพวกข้าอีก ตอนนี้ข้าจะไปหาหัวหน้าหมู่บ้านและพ่อแม่ของข้า ถ้าวันนี้น้องสาวของข้าไม่ฟื้น พวกท่านก็อย่าหวังว่าจะได้ออกไปจากที่นี่เลย ! “สวีเจี้ยนหลินเข้าไปจับมือน้องสาวพลางเรียกนาง”ฮุ่ยฮุ่ย” อยู่หลายหน เมื่อเห็นว่านางยังไม่ฟื้น เขาก็เตรียมจะวิ่งออกไป

สวีฮุ่ยแอบบีบมือเขาเบา ๆ เพื่อบอกเป็นนัยว่า อย่าพึ่งไป ดูท่าทีของสองคนนี้ก่อน

เอ๊ะ ? เมื่อครู่น้องเล็กบีบมือข้า หรือว่านางแสร้งทำ ?

สวีเจี้ยนหลินกำลังลังเลว่าจะไปบอกคนอื่นดีหรือไม่ สวีจื้อเจี๋ยไม่อยากให้เรื่องมันวุ่นวายเป็นที่รู้กันไปทั่ว ถึงแม้ว่าเขาจะทำงานเป็นเสมียนอยู่ในหยาเหมิน แต่ก็นับได้ว่าเป็นที่รู้จักของชาวบ้าน เขาไม่อยากให้เรื่องไม่ดีในครอบครัวต้องแพร่งพรายออกไป

จบบทที่ ตอนที่ 9 : มาขอให้ชดใช้เงินถึงบ้าน

คัดลอกลิงก์แล้ว