เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 7 : ภูตมิติ

ตอนที่ 7 : ภูตมิติ

ตอนที่ 7 : ภูตมิติ


ตอนที่ 7 : ภูตมิติ

หลังจากที่ตระกูลของนางกลับมาจากทำไร่ทำนา เมื่อรู้ว่าอาหารมื้อนี้เป็นฝีมือของสวีฮุ่ย พวกเขาจึงกล่าวชื่นชมนางไม่ขาดปาก แต่หลังจากกล่าวชมแล้ว พวกเขาก็โน้มน้าวให้นางล้มเลิกความคิดทำครัว เพราะคิดว่าหากลูกของตนต้องทำอาหารตั้งแต่อายุหกขวบ ในใจของพวกเขาคงเจ็บปวดรวดร้าว

“น้องเล็กทำอาหารรสชาติดีกว่าท่านแม่และท่านย่าอีก !” สวีเจี้ยนหลินที่กินข้าวฟ่างต้มเป็นชามที่สองพูดไปด้วยพลางกินไปด้วย

เติ้งอาเหลียนตีเขาไปหนึ่งที ในขณะที่โจวเสี่ยวเหมยดึงใบหูของเขา สวีเจี้ยนเหวินเห็นว่าน้องชายโดยแม่ดึงใบหูจนร้องโอ๊ย เขาจึงขอเข้าไปผสมโรงด้วย ทำให้สวีจื้อหย่งไม่มีที่ให้ลงมือ เขาจึงชักมือกลับและกล่าวตำหนิลูกชาย “มีอาหารให้กินก็ดีเท่าไหร่แล้ว ! ยังจะเลือกกินอีก คิดว่าตัวเองเป็นคุณชายที่จะเลือกกินนู่นนี่ตามใจตนเองได้อย่างนั้นหรือ !”

สวีฮุ่ยรีบช่วยพี่รองของตน เพราะผู้ใหญ่ไม่ควรตีเด็กที่กำลังกินข้าวอยู่ ถ้าเกิดข้าวติดหลอดลมหรือตีมือหนักไป จะทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บได้ง่าย

“ท่านพ่อท่านแม่ทำงานมาเหนื่อยมากแล้ว พี่ใหญ่กับท่านย่าก็ลำบากมามากเช่นกัน พวกเรากินข้าวกันเถอะ !” สวีฮุ่ยไม่ลืมที่จะคีบอาหารแบ่งให้ทุกคน

สวีเจี้ยนหลินชี้ที่จมูกตนเอง เมื่อครู่คนที่โดนตีคือเขา ทำไมน้องสาวถึงไม่ปลอบเขาบ้างล่ะ !

“เจ้าจะกินไหม ถ้าไม่กินก็เอาหญ้าไปป้อนแม่วัวนู่น !” เติ้งอาเหลียนใช้ตะเกียบเคาะชามของเด็กน้อย เจ้าหลานชายคนนี้ชอบแกล้งน้องสาวตัวเอง แล้วอย่างนี้อย่ามาโทษที่นางตีหลานชายแล้วกัน ? ต้องโทษที่เขาหาเรื่องใส่ตัวเอง

เฮ้อ ! บ้านอื่นเขามีแต่รักลูกชาย มองข้ามลูกสาว แต่ตระกูลของเขากลับตรงข้ามกับบ้านอื่น บางครั้งสวีเจี้ยนหลินถึงขั้นคิดกับตนเองว่าถ้าเกิดมาเป็นสตรีคงดีกว่านี้ !

หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว เติ้งอาเหลียนได้พูดคุยกับหลานสาว เพราะอยากให้หลานย้ายไปนอนที่ห้องของนาง แม้ว่าหนูน้อยจะดูเป็นเด็กมีอัธยาศัยดี แต่ความจริงหนูน้อยเป็นเด็กที่ดื้อมาก ตั้งแต่ที่นางและลูกสะใภ้ตั้งใจจัดห้องให้หลานสาวคนนี้ได้นอนคนเดียว หลานสาวก็ปฏิเสธที่จะนอนร่วมกับผู้อื่นมาโดยตลอด ถ้ารู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ตั้งแต่แรก นางก็คงไม่จัดห้องให้หลานสาวหรอก

ทว่าในคืนนี้ สวีฮุ่ยยังอยากเข้าไปทดลองปลูกเมล็ดถั่วในมิติ ถั่วลิสงที่ตระกูลชุยตักมาให้สองกระบวย นอกจากที่นางเก็บไว้ในมิติบางส่วนแล้ว ที่เหลือก็ถูกนำไปต้มกินกับข้าวฟ่างจนหมด ส่วนเศษผิวของถั่วที่เหลืออยู่ในชามก็ถูกพี่รองของนางเก็บกวาดจนเกลี้ยง โดยที่ท่านพ่อท่านแม่และท่านย่าแทบจะไม่ได้กินเลย

“ท่านย่า ศีรษะของข้าหายปวดแล้ว ตอนนี้ข้าชินกับการนอนคนเดียว ถ้าหากนอนกับผู้อื่นจะนอนไม่หลับเอา !” สวีฮุ่ยทำได้เพียงแค่หาข้ออ้างมาก่อน

โจวเสี่ยวเหมยที่กำลังอยากจะชวนลูกสาวไปนอนด้วยกันได้แต่ส่ายหน้าด้วยความเสียดาย นางไม่ได้นอนกอดลูกสาวมานานแล้ว ช่างคิดถึงความรู้สึกที่ได้นอนกอดลูกสาวไว้ข้างกายสมัยที่นางเป็นเด็ก ส่วนลูกชายทั้งสองของนางนั้น……นางลืมความรู้สึกที่ได้นอนกอดลูกชายไปนานแล้ว

ไม่ง่ายเลยกว่าที่สวีฮุ่ยจะโน้มน้าวผู้เป็นย่าได้สำเร็จ หลังจากที่นางเข้ามาในห้องของตนเอง ก็รีบปิดประตูแล้วปีนขึ้นไปบนเตียง

หลังจากเข้าไปในมิติแล้ว นางได้หาพลั่วอันเล็กเจอในครัว แล้วมาขุดหลุมปลูกถั่วลิสงไว้ที่ด้านล่างของบ่อน้ำแร่ สวีฮุ่ยตักน้ำขึ้นมาครึ่งถังเล็ก จากนั้นก็รดไปบนพื้นอย่างระมัดระวัง

น้ำแร่นี้ดูใสมาก น้ำในบ่อน่าจะดีต่อร่างกายมนุษย์ หลังจากที่นางดื่มไปสองสามครั้ง นางรู้สึกว่าร่างกายของตนเองสดชื่นขึ้นมาก มันเป็นความรู้สึกที่สบายไปทั้งตัว

นางตักน้ำแร่ขึ้นมาดื่ม มันทั้งเย็นสบายและมีกลิ่นหอมจาง ๆ

“หวานจังเลย !” สวีฮุ่ยดื่มไปหลายอึกแล้วพูดกับตัวเอง

“นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว น้ำแร่นี้กลั่นมาจากน้ำที่บริสุทธิ์ที่สุด ไม่รู้ว่ามันอยู่มานานกี่ปีแล้ว มันเป็นสมบัติที่ล้ำค่ามากเชียวนะ !”

เสียงของใครกัน ? ในมิติมีคนอื่นด้วยหรือ ? สวีฮุ่ยลุกขึ้นยืนแล้วกวาดสายตามองหาไปทั่วทิศ แต่ก็ไม่เห็นใครเลยสักคน

“ข้าอยู่ตรงนี้ !” มีกิ่งไม้สีน้ำตาลร่วงลงมาจากต้นไม้แฝดต้นนั้น แล้วกระโดดขึ้นมาบนมือของสวีฮุ่ย มีใบไม้สองใบคอยรองรับให้เจ้ากิ่งไม้กิ่งนั้นขึ้นมายืนบนมือขาวเนียนนุ่มของนาง นอกจากนี้มันยังมีใบไม้สองใบที่เป็นเหมือนมือขนาดเล็กของมันงอกมาจากตรงกลางของกิ่งไม้

สวีฮุ่ยจ้องมองมันตาไม่กระพริบ ที่จริงตัวนางเองก็ถือว่าเป็นผู้ที่ผ่านโลกมามาก แต่นางยังไม่เคยเจอกิ่งไม้พูดได้มาก่อน แถมดูท่าทีที่หยิ่งยโสของมัน เจ้ากิ่งไม้นี้เป็นตัวประหลาดอะไรกันแน่ ?

“เจ้าต่างหากที่เป็นตัวประหลาด ตระกูลของเจ้าเป็นตัวประหลาดทั้งหมดนั่นแหละ ข้าคือภูติที่คอยปกป้องมิติแห่งนี้ เจ้ารู้จักไหมว่าภูติคืออะไร ? หากเจ้ามีข้อสงสัยหรือต้องการคำอธิบายเกี่ยวกับมิติแห่งนี้ เจ้าสามารถถามข้าได้ จากนี้ข้ายังสามารถช่วยเจ้าเก็บผัก เก็บเครื่องเทศ รวบรวมน้ำแร่……เป็นไง ข้าทำได้หมดทุกอย่างเลยใช่ไหมล่ะ !” กิ่งไม้สีน้ำตาลตบหน้าอกของตน สรรเสริญว่าตนเองเป็นภูติประจำที่แห่งนี้ !

“ไอ้หยา เจ้าเก่งเหลือเกิน งั้นเจ้าช่วยข้านำสิ่งมีชีวิตจากบ้านของข้าเข้ามาในมิติได้ไหม อย่างเช่นหมู วัว ปลา กุ้ง อะไรพวกนี้น่ะ ?”

เมื่อก่อนนางไม่เคยรู้สึกว่าของเหล่านี้จะพิเศษถึงเพียงนี้ แต่หลังจากที่ได้กินอาหารในตระกูลสวี สวีฮุ่ยรู้สึกคิดถึงสิ่งเหล่านี้เหลือเกิน

“เจ้า……”

จะเอ่ยเยี่ยงไรดีเล่า ? เพราะสิ่งที่นางเอ่ยมาไม่ใช่หน้าที่ของเขา แม้ว่าเจ้าตัวเล็กนี้จะดูเฉลียวฉลาดเก่งไปเสียทุกเรื่อง แต่มันก็เกินความสามารถของเขา

“ทำไมหรือ ?”

“ในมิติมีภูติสองตน เรื่องนี้เจ้าคงรู้ใช่ไหม !” กิ่งไม้สีน้ำตาลพูด

“รู้สิ !”

“ข้ารับผิดชอบแค่เรื่องดูแลสิ่งของในมิติ ที่เจ้าเพิ่งพูดมาเมื่อครู่นี้คงต้องไปหาเสี่ยวลวี่แล้วล่ะ”

“เสี่ยวลวี่อยู่ที่ใดเล่า ?”

“เจ้ารู้ไหมว่าเหตุใดข้าถึงปรากฏตัวออกมาได้ ? นั่นเป็นเพราะตอนที่เจ้าทำอาหารให้ตระกูลกินเป็นครั้งแรก เจ้าไม่ได้อาศัยพลังของมิติ มิติจึงให้รางวัลแก่เจ้า ส่วนเรื่องที่ว่าเสี่ยวลวี่จะปรากฏตัวออกมาเมื่อใดนั้น คงต้องดูที่โชคชะตาของเจ้าแล้วล่ะ !”

โชคดีเหลือเกิน ! ที่จริงตอนทำอาหารในวันนี้ นางเองก็อยากเอาวัตถุดิบออกมาจากในมิติเหมือนกัน แต่นางไม่รู้ว่าจะนำมันออกมาได้เยี่ยงไรถึงได้ตัดใจล้มเลิกความคิดนี้ เพียงแต่นางคาดไม่ถึงเลยว่ามิติจะให้รางวัลแก่นางเป็นภูติตัวหนึ่งเพราะเหตุผลนี้ ถือว่านางโชคดีไม่น้อย

“เจ้าชื่อเสี่ยวเฮ่อใช่หรือไม่ ?”

“ข้าชื่อเฮ่อจิ่น ไม่ใช่เสี่ยวเฮ่อ !” เฮ่อจิ่นเป็นภูติที่มีนิสัยดื้อรั้น ชื่อของมันมีความพิเศษขนาดนี้ แต่เหตุใดพอเจ้าเด็กน้อยผู้นี้เรียกกลับกลายเป็นเสี่ยวเฮ่อไปเสียได้ น่าโกรธชะมัด !

ที่จริงเสี่ยวลวี่ก็มีชื่อเป็นของตนเองเช่นเดียวกัน มันชื่อว่าลวี่อู๋ แต่เป็นเพราะความสามารถของมันแข็งแกร่งยิ่งกว่า ดังนั้นมันจึงตื่นขึ้นมาช้ากว่าเฮ่อจิ่น และผู้ที่ได้ครอบครองมิติจะสามารถปลุกมันขึ้นมาได้หรือไม่นั้น คงต้องดูที่โชคชะตาระหว่างเจ้าหนูน้อยกับมันแล้ว

ไม่อยากให้เรียกก็ไม่เรียกก็ได้ ทำไมต้องโกรธด้วย ! สวีฮุ่ยอยากส่งเฮ่อจิ่นกลับไปบนต้นไม้ คุณภาพอาหารของตระกูลสวีแย่มาก สำหรับคนอย่างนางที่เข้มงวดเรื่องอาหาร นางไม่มีความอยากต่ออาหารเหล่านั้นเลย

อีกทั้งตอนนี้นางบาดเจ็บ ต้องบำรุงร่างกาย ไม่อย่างนั้นอาการบาดเจ็บบนศีรษะของนางจะหายเมื่อไหร่ !

“เจ้ามีบาดแผลนี่นา !” เฮ่อจิ่นปีนขึ้นไปบนไหล่ของสวีฮุ่ย หากมองจากระยะไกลคงนึกว่าบนเสื้อผ้าของนางมีลายปัก !

“เจ้ามีวิชาอ่านใจหรือ ?”

ไม่อย่างนั้นเวลาที่นางคิดอะไร เจ้าตัวเล็กจะรู้ทุกอย่างได้เยี่ยงไร ?

“ชิ ตอนนี้พวกเรามีพันธสัญญาภูติรับใช้ แปลกตรงไหนที่ข้าสามารถรับรู้ได้ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ นอกจากนี้พวกเรายังสามารถสื่อสารกันผ่านจิตได้อีกด้วย ขอเพียงแค่เจ้าท่องคำพูดที่อยากพูดภายในใจ ข้าก็จะสามารถรับรู้ได้”

แล้วทำไมนางถึงไม่สามารถรับรู้ความคิดของเจ้าตัวเล็กนี้ได้ล่ะ ? แบบนี้มันยุติธรรมหรือ ? ในขณะที่สวีฮุ่ยกำลังจะพูดคุยกับเฮ่อจิ่น เจ้าตัวเล็กนี้ก็ชิงพูดขึ้นมาว่า “รูปร่างของเจ้าดูตัวเล็กและงดงามมาก หากมีรอยแผลเป็นบนศีรษะคงน่าเสียดายยิ่งนัก ดังนั้นข้าจะใจดียอมบอกเจ้าเสียหน่อยแล้วกัน น้ำแร่ที่อยู่ทางด้านนั้นไม่เพียงแต่มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกายได้เท่านั้น นอกจากนี้ยังช่วยฟื้นฟูบาดแผลและช่วยสมานรอยแผลให้หายดีอีกด้วย เจ้าอยากลองไหม !”

มีเรื่องดี ๆ แบบนี้ด้วยหรือ ? สวีฮุ่ยใช้ถ้วยตักน้ำขึ้นมาเล็กน้อย นางเทน้ำแร่ลงบนฝ่ามือแล้วนำไปถูรอบ ๆ บาดแผล ตอนนี้นางรู้สึกว่าบาดแผลไม่ตึงและไม่รู้สึกคันอีกแล้ว ความรู้สึกที่เข้ามาแทนที่กลับกลายเป็นความรู้สึกเย็นสบายยังบอกไม่ถูก

“เฮ่อจิ่น ขอบใจเจ้ามากนะ !” สวีฮุ่ยตบบ่าตัวเองเบา ๆ หากไม่มีมัน ไม่มีมิติแห่งนี้ บนศีรษะของนางก็คงต้องทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้เป็นแน่

จบบทที่ ตอนที่ 7 : ภูตมิติ

คัดลอกลิงก์แล้ว