เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 5 : อยากทำอาหารให้คนในครอบครัว

ตอนที่ 5 : อยากทำอาหารให้คนในครอบครัว

ตอนที่ 5 : อยากทำอาหารให้คนในครอบครัว


ตอนที่ 5 : อยากทำอาหารให้คนในครอบครัว

เมื่อเห็นว่าพี่รองถือมีดตัดฟืนและแบกกระบุงไม้ไผ่ขึ้นหลัง สวีฮุ่ยกำลังจะเรียกเขากลับมากินข้าว เพราะหากพี่รองไม่กินอะไรเลย แล้วจะเอาแรงที่ไหนมาตัดหญ้าตัดฟืน

“ไม่ต้องสนใจเขา พี่รองของเจ้าไม่ยอมปล่อยให้ท้องของตัวเองหิวหรอก !” โจวเสี่ยวเหมยตักไข่ตุ๋นในชามของตนเองให้แม่สามีและลูกสาว ส่วนสวีจื้อหย่งก็แบ่งส่วนของตัวเองให้ลูกสาวเช่นเดียวกัน ดูเหมือนว่าสวีเจี้ยนเหวินก็แบ่งให้น้องสาวตามพ่อแม่ด้วย

ตอนแรกสวีฮุ่ยยังรู้สึกหวาดกลัวกับโลกใบใหม่ที่นางไม่คุ้นเคย แต่เมื่อเห็นความรักความเอาใจใส่ของพวกเขาเหล่านี้ ทำให้นางรู้สึกปลอดภัยและสบายใจขึ้นมาก

ฮึ ! ทะลุมิติมาอยู่ในครอบครัวชาวนาแล้วอย่างไรเล่า ? ข้ามีฝีมือการทำอาหารที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ มีหรือที่จะนำพาครอบครัวไปสู่ความมั่งคั่งไม่ได้ ? อีกทั้งตอนนี้นางยังมีมิติหยวนเว่ยที่เปรียบดังสมบัติล้ำค่า จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเป็นเศรษฐีนีในอนาคต

สวีฮุ่ย เจ้าจงจากไปอย่างสบายใจเถิด ! นับแต่นี้ไป ข้าจะปกป้องและดูแลคนในครอบครัวของเจ้าเอง !

สวีฮุ่ยลุกขึ้นยืน แล้วหยิบช้อนขึ้นมาตักไข่ตุ๋นในชามของตนเองแบ่งให้กับทุกคน “ทุกคนกินด้วยกันเถิด ข้าไม่อนุญาตให้ผลักไปผลักมาแบบนี้ ถ้าหากพวกท่านไม่กิน ข้าก็จะไม่กินเช่นเดียวกัน !”

เติ้งอาเหลียนไม่รู้จะทำอย่างไร จึงบอกหลานสาวไปว่าตนเองไม่ชอบกลิ่นไข่ ในขณะที่โจวเสี่ยวเหมยอ้างว่าระยะนี้ตนเองปวดฟัน ไม่อยากกินของพวกนี้

ส่วนพ่อลูกสวีจื้อหย่งและสวีเจี้ยนเหวินไม่ได้พูดอะไร แต่ค่อย ๆ ขยับชามหนีออกไปอย่างเงียบ ๆ

“พอพวกท่านไม่ฟังข้า ข้าก็เริ่มรู้สึกปวดหัวขึ้นมาอีกแล้ว โอ๊ย ปวดเหลือเกิน !” สวีฮุ่ยแสร้งเอามือกุมหัว

ดังนั้นทุกคนจึงรีบตักไข่ตุ๋นไปกินตามที่สวีฮุ่ยบอก เมื่อนางเห็นว่าพวกเขายอมกินไข่ตุ๋นแล้ว จึงไม่ได้โวยวายว่าปวดหัวอีก

หลังจากกินข้าวอิ่มแล้ว สวีฮุ่ยตั้งใจว่าจะกลับไปนอนพักผ่อนที่ห้อง ทว่าเติ้งอาเหลียนเป็นกังวลเรื่องอาการบาดเจ็บที่หัวของนาง จึงให้นางไปนอนพักผ่อนที่ห้องของตน

สวีฮุ่ยยังอยากเข้าไปสำรวจดูในมิติ ! นางจะตอบรับไปนอนกลางวันกับผู้อื่นได้เยี่ยงไร

แต่จะว่าไปตะกูลสวีดีต่อเจ้าของร่างเดิมไม่น้อย บ้านอิฐหลังนี้มีห้องทั้งหมดห้าห้อง แต่ก็ยังแบ่งห้องให้นางห้องหนึ่ง ในขณะที่สองพี่น้องเจี้ยนเหวินและเจี้ยนหลินต้องมานอนเบียดในห้องเดียวกันมานานหลายปี

ในที่สุด นางก็สามารถเกลี้ยกล่อมให้ท่านย่าและพ่อกับแม่กลับไปพักผ่อนที่ห้องตนเองได้อย่างสบายใจ สวีฮุ่ยปิดประตูห้องส่วนตัว นางปีนขึ้นไปบนเตียงและปลดม่านลง ถึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า “ข้าอยากเข้าไปในมิติ !”

ต้นไม้ต้นนั้นปรากฏขึ้นต่อสายตาของนางอีกครั้ง สวีฮุ่ยมองดูแตงและผลที่ขึ้นบนต้นไม้อย่างละเอียด พวกมันล้วนเป็นพืชผักผลไม้ที่ขึ้นตามเถาวัลย์หรือกิ่งก้าน ในขณะที่เครื่องเทศบนกิ่งฝั่งสีน้ำตาลต่างก็มีอย่างครบครันเช่นเดียวกัน

หลังจากเดินสำรวจในมิติไปรอบหนึ่ง สวีฮุ่ยได้คุยกับตัวเองว่า “ยังต้องปลูกผักบางส่วนที่เติบโตบนดินและใต้ดิน ไม่รู้ว่าจะปลูกใต้ต้นไม้ได้ไหม”

คงต้องหาวิธีนำเมล็ดผักมาทดลอง สวีฮุ่ยเข้าครัวทำข้าวเหนียวแปดสมบัติและผัดถั่วแขกให้ตัวเอง นางกินไปด้วยพลางคิดไปด้วยว่าจะนำของในมิติไปแบ่งปันกับครอบครัวอย่างไรดี ที่นี่ยังขาดเนื้อสดและอาหารทะเลซึ่งเป็นส่วนผสมที่จำเป็นสำหรับการปรุงอาหาร

ตะกูลสวีฐานะยากจน ซึ่งสามารถดูได้จากบ้านที่อาศัยอยู่ สวีฮุ่ยอยากช่วยครอบครัวเปลี่ยนแปลงสภาพที่เป็นอยู่ตั้งแต่พรุ่งนี้เลย แต่นางยังเด็ก  ไม่สามารถอธิบายเรื่องต่างๆ ได้ ถึงใจของนางจะร้อนแค่ไหน ก็ต้องทำไปทีละขั้น

นางหาขวดกระเบื้องมาตักน้ำแร่จากบ่อน้ำพุร้อนขึ้นมาเล็กน้อย สวีฮุ่ยอยากลองดูเหมือนกันว่าจะนำสิ่งของออกไปจากที่นี่ได้ไหม

“ติ๊ด !”.

ในตอนนี้เอง ได้มีหน้าจอดิจิตอลกะพริบในห้องครัวที่ทันสมัย และหลังจากนั้นราว 3 วินาที ข้อความก็ปรากฏขึ้น

ตามข้อความที่แสดงบนหน้าจอ สวีฮุ่ยถึงได้รู้ว่าที่แห่งนี้เป็นมิติแห่งอาหารอันโอชะ บ่อน้ำพุร้อนกลั่นจากสมุนไพรนับไม่ถ้วนและน้ำแร่ใต้ดินที่มีปราณวิญญาณ การเติมน้ำแร่หนึ่งหยดลงในอาหารและซุปจะสามารถเพิ่มความสดชื่นได้สองถึงห้าเท่า

นอกจากนี้ ในมิติยังมีสูตรอาหารที่หายสาบสูญไปอีกสองสูตร และภูติประจำมิติอีกสองตน ทว่าสิ่งวิเศษเหล่านี้ต้องดูที่โชคชะตา บางทีผู้ที่ได้ครอบครองมิตินี้อาจได้รับสมบัติสองสิ่งนี้โดยบังเอิญ หรือบางทีพวกเขาอาจไม่เคยได้พบพวกมันอีกเลยตลอดชีวิต……

สวีฮุ่ยกำลังจะเลื่อนหน้าจอเพื่ออ่านข้อความด้านล่างต่อ แต่นางได้ยินเสียงคนพูดคุยกันอยู่นอกหน้าต่างห้องนาง

“ทำไมหน้าต่างห้องนอนของฮุ่ยฮุ่ยถึงพังได้ล่ะ จื้อหย่ง ท่านลองไปหาดูสิว่ากระดาษทำหน้าต่างยังเหลือไหม หากปิดไม่สนิทแล้วปล่อยให้ลมพัดไปหาลูกเรา แล้วนางจะนอนเยี่ยงไร !” โจวเสี่ยวเหมยอยู่บ้านพักผ่อนไปครู่หนึ่ง ในขณะที่นางกำลังจะออกไปทำงานนั้น ก็เห็นว่ากระดาษที่ปิดหน้าต่างห้องนอนลูกสาวขาดเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่

สวีจื้อหย่งกลับมาหาในห้องตัวเองสักพักแต่ไม่เจอ จึงไปถามผู้เป็นแม่ถึงได้กระดาษมาหนึ่งแผ่น เติ้งอาเหลียนจึงเข้าครัวไปกวนแป้ง จากนั้นพวกนางก็ช่วยกันเปลี่ยนกระดาษปิดหน้าต่างให้แก่สวีฮุ่ย

สวีฮุ่ยย่องกลับมานอนบนเตียง นางหลับตาลงแล้วแสร้งทำเป็นนอนหลับ หลังจากที่ผู้เป็นย่าและพ่อแม่ของนางช่วยกันเปลี่ยนกระดาษบนหน้าต่างเสร็จแล้ว พวกเขาก็ค่อย ๆ แง้มประตูมาดูหนูน้อย เมื่อพบว่านางนอนหลับสนิท พวกเขาจึงค่อย ๆ ย่องออกไป

ในช่วงเพลาบ่าย เติ้งอาเหลียนรับหน้าที่ทำอาหารเย็นและดูแลหลานสาว นางเป็นคนที่อยู่นิ่งไม่ได้ ประเดี๋ยวนางก็ไปล้างทำความสะอาดคอกหมู ประเดี๋ยวก็ไปดายหญ้าที่สวนหลังบ้าน นานๆ ถึงจะได้ยินนางเรียกเป็ดเรียกไก่มากินอาหาร

สวีฮุ่ยนั่งมองขวดกระเบื้องในมือ นางจะแสดงทักษะการทำอาหารและให้พวกเขาสังเกตเห็นความพิเศษนี้ได้อย่างไร แม้ว่าชีวิตในชนบทจะเรียบง่ายและสะดวกสบาย แต่นางไม่ได้คิดที่จะอยู่ที่นี่ไปทั้งชีวิต

“ฮุ่ยฮุ่ย ย่าจะเอาต้นหอมไปให้ย่าชุยที่อยู่ข้างบ้านเรา หลานจะไปกับย่าไหม !” เติ้งอาเหลียนเข้าไปในห้องนอนของหลานสาว เมื่อเห็นว่านางสวมรองเท้าเตรียมจะลงจากที่นอนจึงเอ่ยถาม

“ท่านย่าไปเถิด กว่าจะถึงเวลาทำอาหารเย็นคงอีกนาน ท่านย่าไปพูดคุยกับย่าชุยให้คลายเหงาแล้วค่อยกลับมานะเจ้าคะ !” แบบนี้นางจะได้มีเวลาสำรวจครัว เพื่อดูว่ามีวัตถุดิบอะไรบ้าง นางจะได้ลองทำอาหารเย็นให้คนในครอบครัวได้ชิมฝีมือของนาง

หลานสาวเป็นเด็กดีรู้เรื่องขนาดนี้ เติ้งอาเหลียนจึงตักน้ำตาลมาทำน้ำหวานให้หลานสาว แล้วไม่ลืมที่จะกำชับนางว่าหากมีเรื่องอันใด ให้ไปเรียกนาง

“ท่านย่าไม่ต้องเป็นห่วงข้า ข้าไม่เป็นไรหรอก”

เติ้งอาเหลียนเดินออกไปแล้ว สวีฮุ่ยถึงได้วิ่งไปที่ด้านข้างประตู เมื่อมองลอดช่องประตูออกไปและเห็นว่าผู้เป็นย่าเดินเข้าไปในบ้านหลังที่อยู่ถัดไปแล้ว ผ่านไปสักพักก็มีเสียงพูดคุยอย่างสนุกสนานดังขึ้นจากบ้านที่อยู่ข้างกัน สวีฮุ่ยคาดว่าท่านย่าของนางคงคุยถูกคอกับย่าชุยเป็นแน่ !

ผ่านไปสักพัก ภายในบ้านถึงได้เงียบลง ประตูบ้านของนางเองก็ไม่ได้เปิดออก สวีฮุ่ยถึงได้เดินออกมาจากห้องนอน

ห้องครัวและห้องนอนของสวีฮุ่ยอยู่ห่างกันออกไปอีกสองห้อง ด้านในห้องครัวถูกสร้างไว้อย่างเรียบง่าย มีชั้นวางชามที่ทำมาจากไม้และมีผ้าม่านเนื้อหยาบแขวนอยู่ ด้านในนั้นเต็มไปด้วยจานชามตะเกียบ และอ่างสองสามใบบนชั้นวางชาม

ถัดไปด้านข้างเป็นโถขนาดเล็กใหญ่วางเรียงรายอยู่หลายใบและโอ่งอีกสองใบ ตรงข้ามกับชั้นวางชามเป็นเตาปรุงอาหารสองใบ ใบหนึ่งเป็นเตาใหญ่ อีกใบเป็นเตาเล็ก

สวีฮุ่ยเหยียบม้านั่งไม้เล็ก ๆ เพื่อดูว่ามีอะไรอยู่ในถังบ้าง นางมองอยู่นางถึงได้รู้ว่าด้านในนั้นคือข้าวฟ่าง โอ่งใส่ข้าวฟ่างมีขนาดไม่ใหญ่มาก และมีเมล็ดข้าวฟ่างอยู่เพียงไม่ถึงครึ่งโอ่ง

มีแค่ข้าวคงไม่ดีแน่ ถึงอย่างไรก็ต้องหาผักมาทำอาหารด้วย เพราะคนเราคงจะกินแต่ข้าว แต่ไม่กินผักไม่ได้ !

หลังจากหาอยู่นาน สวีฮุ่ยเห็นเพียงผักแห้งหนึ่งกำและผักดองสองสามชิ้นที่มีกลิ่นอับเนื่องจากความเค็มไม่เพียงพอ

“ต่อให้มีแค่ผักกาดขาวและมันฝรั่งก็ยังดีนี่ !” สวีฮุ่ยมองดูส่วนผสมเหล่านี้แล้วรู้สึกหงุดหงิด นางไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี เพราะตอนนี้นางเกิดความรู้สึกว่าตัวเองมีฝีมือและไม่มีโอกาสได้แสดง

นางหาอ่างน้ำมาแช่ผักแห้ง จากนั้นสวีฮุ่ยก็เดินไปที่สวนหลังบ้านเพื่อดึงต้นหอมขึ้นมา ในตอนที่กลับมานั้น นางก็เห็นว่าข้างประตูห้องครัวมีกระด้งอยู่ใบหนึ่ง ในกระด้งมีหัวไชเท้าแห้ง นางจึงหยิบมันขึ้นมาหนึ่งลูกแล้วใส่ลงไปในหม้ออีกใบจากนั้นจึงค่อย ๆ เติมน้ำลงไป

จบบทที่ ตอนที่ 5 : อยากทำอาหารให้คนในครอบครัว

คัดลอกลิงก์แล้ว