- หน้าแรก
- ทำฟาร์มในวันสิ้นโลก ผมพารูมเมตไล่ฆ่าจนบ้าคลั่ง
- บทที่ 30 การฉีดยาปฏิชีวนะ
บทที่ 30 การฉีดยาปฏิชีวนะ
บทที่ 30 การฉีดยาปฏิชีวนะ
บทที่ 30 การฉีดยาปฏิชีวนะ
หนิงอีเหว่ยนอนราบไปบนเตียง สีหน้าของเธอเคร่งเครียดขณะตรวจสอบบาดแผลอย่างละเอียด
"ปรอทวัดไข้" เธอกล่าว และในวินาทีต่อมา สวี่เคอว่างก็วางมันลงบนมือของเธอทันที
ผู้ใหญ่ทุกคนย่อมมองออกว่าเหวินไช่น่าจะกำลังจับไข่ ดังนั้นเธอกับเซี่ยเย่วจึงเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างที่คิดว่าจำเป็นไว้พร้อมสรรพและยืนรออยู่ใกล้ๆ
เสียงสัญญาณจากเครื่องวัดไข้ดิจิทัลดังขึ้น
39.3 องศาเซลเซียส
"แบบดิจิทัลนี่เชื่อถือไม่ได้หรอก มันมีค่าคลาดเคลื่อนประมาณ 0.5 องศา" หนิงอีเหว่ยตระหนักได้ว่าเครื่องวัดในมือเป็นของเก่าประจำหอพัก "วันนั้นตอนไปห้องพยาบาล ฉันลืม 'หยิบ' แบบปรอทแก้วติดมือมาสักสองอัน"
เซี่ยเย่วเคยป่วยเป็นไข้ครั้งหนึ่งและไปซื้อเครื่องวัดจากร้านขายยาแฟรนไชส์แถวหน้าหอ แต่กลับได้รับคำตอบว่าไม่มีแบบปรอทขาย ของพวกนั้นราคาถูกเกินไปจนไม่มีกำไร และไม่เหมาะจะเอามาหลอกขายนักศึกษามหาวิทยาลัยผู้ใสซื่อ
ด้วยความที่ตอนนั้นเซี่ยเย่วกำลังหน้ามืดตาลาย เธอจึงตัดสินใจซื้อแบบที่ถูกที่สุดในร้านมา
ซึ่งราคาก็ยังปาเข้าไปสี่สิบห้าหยวน
ผลที่ตามมาคือ หลังจากพวกเธอผ่านการเจ็บป่วยกันมาหลายรอบ ถึงได้พบว่าเครื่องวัดดิจิทัลราคาแพงนี้มีค่าผิดเพี้ยนเสมอเมื่อเทียบกับปรอทแก้วที่ห้องพยาบาล ช่วงที่มีโรคระบาดพวกเธอเกือบถูกมันหลอกเข้าให้แล้ว เพราะมันรายงานว่ามีไข้ต่ำๆ
ตอนนั้นเธอถูกส่งตัวไปตรวจและพบว่าร่างกายแข็งแรงดีทุกอย่าง แต่เพราะได้สัมผัสใกล้ชิดกับนักศึกษาคนอื่นที่มีไข้ เธอจึงถูกบังคับให้กักตัวไปหนึ่งสัปดาห์เต็ม
ใช่แล้ว คนที่ดวงกุดคนนั้นก็คือหนิงอีเหว่ยนี่เอง
เธอวางเครื่องวัดไข้ลงอย่างไม่ใยดี "ไข้ขึ้นสูงแน่นอน แต่ดูไม่เหมือนการถูกพิษ น่าจะเป็นเพราะกรงเล็บของมอนสเตอร์สกปรกเกินไป และตอนนั้นฉันคงฆ่าเชื้อไม่ทั่วถึงพอ จนทำให้แผลเกิดการอักเสบ"
"พอจะมีทางช่วยไหม? ยาลดไข้ล่ะ?" สวี่เคอว่างถามด้วยความกังวล
พวกเธอไปโรงพยาบาลไม่ได้ หมอที่ห้องพยาบาลก็หายสาบสูญ และด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ แม้แต่จะก้าวเท้าออกจากอาคารหอพักก็อาจทำไม่ได้ด้วยซ้ำ
มีเพียงพวกเธอและเสบียงที่มีอยู่เท่านั้นที่จะช่วยชีวิตเหวินไช่ได้
"ฉันเจอยาปฏิชีวนะไม่กี่ตัวกับชุดไซริงค์ฉีดยาสองชุดในห้องพยาบาล" หนิงอีเหว่ยกล่าวพลางเปิดกล่องยาเพื่อค้นหา "ปัญหาคือ พวกเราไม่มีใครเป็นบุคลากรทางการแพทย์เลยสักคน"
เซี่ยเย่วผู้โผงผางโพล่งขึ้นว่า "เธอนี่ไง เธอมาจากครอบครัวหมอนะ ยังไงเธอก็มีความเป็นมืออาชีพมากกว่าพวกเราที่งมเข็มในมหาสมุทรแน่ๆ"
"แต่ฉันไม่เคยฉีดยาให้ใครจริงๆ เลยนะ ใบประกอบวิชาชีพก็ไม่มี" หนิงอีเหว่ยเอ่ยพลางก้มหน้าลง "ฉันรับประกันไม่ได้ว่าจะสำเร็จ ฉัน... ฉันกลัวนิดหน่อย"
ความรู้สึกของเธอเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ หากคนที่นอนอยู่ตรงนั้นเป็นสวี่เคอว่าง เธอก็คงจะรู้สึกลำบากใจมากเช่นกัน
เพราะในตอนนี้ หนิงอีเหว่ยคือคนเดียวในห้องที่พอจะฉีดยาให้เหวินไช่ได้
แต่ใครเล่าจะแบกรับน้ำหนักของชีวิตคนเอาไว้ได้ง่ายๆ?
หากเหวินไช่อยู่ในสภาวะวิกฤตอยู่แล้ว และเชื้อแบคทีเรียจากมอนสเตอร์ที่เธอได้รับเข้าไปไม่มีทางรักษา จนทำให้เธอไม่รอดชีวิตขึ้นมา หนิงอีเหว่ยที่เป็นคนฉีดยาจะไม่ถูกสงสัยว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เพื่อนตายเพราะการลงมือที่ผิดพลาดของตัวเองหรือ?
"ถ้าอย่างนั้น" สวี่เคอว่างเสนอ "ลองให้เธอกินยาลดการอักเสบกับยาลดไข้ดูก่อนไหม เผื่ออาการจะดีขึ้น"
พวกเธอรีบค้นหายาเหล่านั้นและป้อนให้เหวินไช่ทาน
ทั้งสามคนนั่งลงข้างเตียงอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครพูดอะไร เพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
ความรู้สึกไร้หนทางอย่างรุนแรงกำลังค่อยๆ บดขยี้ทุกคน
หนิงอีเหว่ยใช้แอลกอฮอล์เช็ดตัวเพื่อระบายความร้อนให้เหวินไช่ เธอมองดูเพื่อนร่วมห้องที่ใช้ชีวิตด้วยกันทุกวันเริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆ และสัมผัสได้ว่าอุณหภูมิผิวหนังของเพื่อนร้อนขึ้นทุกที
เครื่องวัดไข้ดิจิทัลถูกนำมาใช้อีกครั้ง: 39.9 องศาเซลเซียส
บรรยากาศนิ่งงันไปชั่วขณะ
สวี่เคอว่างและเซี่ยเย่วไม่กล้าเอ่ยปาก เพราะเกรงว่าจะสร้างความกดดันให้หนิงอีเหว่ย พวกเธอไม่มีความสามารถจะช่วยเหวินไช่ได้ และไม่อยากเอาศีลธรรมไปผูกมัดใครไว้
แต่พวกเธอจะทนดูคนตายไปต่อหน้าต่อตาได้จริงๆ หรือ?
"อีเหว่ย สอนฉันสิ" สวี่เคอว่างอาสาขึ้นมา "ฉันว่าการฉีดยามันคงไม่ยากขนาดนั้นหรอก ถ้ามีอินเทอร์เน็ตฉันคงหาข้อมูลเองไปแล้ว แต่นี่มันไม่มีใช่ไหมล่ะ? ฉันใจกล้าพอ เธอแค่บอกมาว่าต้องใช้ยาตัวไหนยังไง..."
เธอพูดจาเรื่อยเปื่อยไปเรื่อย เพียงเพื่อหวังจะลดทอนความรู้สึกผิดในใจของหนิงอีเหว่ย
เธออยากจะลองพยายามดูจริงๆ
"ไม่ต้องหรอก ฉันทำเอง" หนิงอีเหว่ยหักหลอดยาอย่างคล่องแคล่วและใช้ไซริงค์ดูดของเหลวออกมา "ในเวลาแบบนี้ ฉันยังจะมัวลังเลอยู่อีก คนที่มีความกล้าเท่าขี้ตาปลาจะเอาชีวิตรอดในเกมนี้ได้ยังไง"
เธอยืนขึ้นและจัดท่าทางให้เหวินไช่นอนตะแคง "ในอนาคตยังต้องเจอเรื่องลำบากอีกตั้งเยอะ เธอจะออกไปรับหน้าแทนทุกครั้งเลยหรือไง?"
เดิมพันของเกมวันสิ้นโลกนี้คือชีวิตมนุษย์ การมีอยู่ของปัจเจกบุคคลล้วนมีค่ามหาศาล
ดังนั้น ห้อง 608 จะมีคนขี้เกียจไม่ได้
สวี่เคอว่างกล้าหาญและปลดล็อกอาชีพจนสามารถทำฟาร์มได้ เซี่ยเย่วแข็งแกร่งขนาดต่อยมอนสเตอร์ตัวเล็กคว่ำได้ในหมัดเดียว ซึ่งจะเป็นตัวทำดาเมจหลักในอนาคต
เธอกับเหวินไช่ยังไม่มีบทบาทหรือประโยชน์ที่ชัดเจนนัก แต่เหวินไช่มีความอึดมากกว่าและตัวสูงกว่าเธอ หากทั้งคู่ถูกโยนเข้าไปในฝูงมอนสเตอร์ เหวินไช่ย่อมมีโอกาสรอดชีวิตสูงกว่าแน่นอน
และข้อได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุดของเธอในตอนนี้ คือความรู้ด้านเภสัชวิทยาและประสบการณ์ทางทฤษฎีการแพทย์
หนิงอีเหว่ยจึงเข้าใจดีว่าการจะเอาชีวิตรอด เธอต้องดึงจุดแข็งของตัวเองออกมาใช้ และโยนความขี้ขลาดกับนิสัยชอบคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปเสีย ดังคำกล่าวที่ว่า คนกล้าได้กิน คนขี้ขลาดอดตาย
เธอต้องการจะรอด ไม่ใช่มาอดตายที่นี่
อีกอย่าง เธอใช่ว่าจะไม่เคยฉีดยาให้ใครเสียเมื่อไหร่
เพียงแค่เข็มแรกผ่านไป หัวใจที่เตะระรัวก็กลับมาสงบลง ขณะที่ค่อยๆ เดินยาเข้าไป เธอก็เอ่ยขึ้นมาลอยๆ ว่า "ตอนเด็กๆ ลูกพี่ลูกน้องมาเล่นที่บ้านแล้วฉันรำคาญเขามาก เลยเอาขนมให้เขากินเยอะๆ เขาจะได้เงียบและไม่มากวนฉัน"
"ปรากฏว่าขนมพวกนั้นส่วนใหญ่หมดอายุแล้ว เขาเลยอาเจียนและท้องเสียถ่ายท้องไม่หยุดจนฉันตกใจแทบตาย ไม่กล้าบอกพ่อแม่เลยล่ะ"
เข็มถูกถอนออกจากกล้ามเนื้อ และเธอก็พรูลมหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก "ตอนนั้นฉันเลยแอบฉีดยาที่เจอในบ้านให้เขา พ่อแม่กลับมาตอนเย็นเขาก็หายดีเป็นปกติ ฉันนี่โล่งใจสุดๆ พอนึกย้อนกลับไปตอนนั้น ฉันคงเสียสติไปแล้วจริงๆ"
โชคดีที่ลูกพี่ลูกน้องของเธอดวงแข็ง มิฉะนั้นนอกจากจะเคราะห์ร้ายเพราะพี่สาวแล้ว ยังอาจจะต้องมาสังเวยชีวิตให้กับเข็มเล่มนั้นด้วย
เมื่อก้าวข้ามกำแพงในใจมาได้ หนิงอีเหว่ยก็รู้สึกเบาสบายขึ้นมาก เธอมองสีหน้าของเหวินไช่ "ต้องใช้เวลาสักพักกว่ายาจะออกฤทธิ์ การฉีดเข้ากล้ามเนื้อย่อมไม่เห็นผลเร็วเท่าการให้น้ำเกลือ แต่เราไม่มีอุปกรณ์ขนาดนั้น ทำได้เท่านี้ก็ดีที่สุดแล้ว"
"ถ้ายังไม่ดีขึ้น พรุ่งนี้ฉันจะลองไปหาตามห้องพักดูว่าพอจะแลกยาจากผู้รอดชีวิตคนอื่นได้ไหม" เซี่ยเย่วกล่าว
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกัน สวี่เคอว่างกลับนิ่งเงียบ เม้มริมฝีปากแน่น และจ้องมองเหวินไช่อย่างไม่ลดละ
มีความคิดมากมายแล่นอยู่ในหัวของเธอ
ในที่สุด เธอก็เสนอขึ้นด้วยน้ำเสียงต่ำและจริงจังว่า "ฉันอยากจะมัดตัวเธอไว้"
อาการแผลอักเสบเป็นเพียงการคาดการณ์ของหนิงอีเหว่ย แต่ไม่มีใครมั่นใจได้ว่าบนกรงเล็บของมอนสเตอร์นั้นมีอะไรอยู่จริงๆ หากมันเป็นไวรัสที่ไม่รู้จักเข้าสู่กระแสเลือดของคนปกติ ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร?
นอกจากการเสียชีวิตแล้ว ยังมีหนทางอื่นที่ทำให้คนกลายพันธุ์เป็นมอนสเตอร์พวกนั้นได้อีกหรือไม่?
ไม่มีใครตอบคำถามเหล่านี้ได้ และสวี่เคอว่างก็ไม่อยากเสี่ยง การควบคุมตัวเหวินไช่ไว้ล่วงหน้าคือวิธีการที่รอบคอบที่สุด
เธอนิ่งเงียบแล้วเงยหน้ามองเพื่อนร่วมห้องอีกสองคน
หนิงอีเหว่ยและเซี่ยเย่วเริ่มลงมือปลดม่านเตียงออกแล้ว "มัดเธอไว้เถอะ นี่เป็นการรับผิดชอบต่อพวกเรา และต่อตัวเหวินไช่เองด้วย"
"ถ้าเธอตื่นขึ้นมา เราจะบอกเธอว่ายังไงดี?"
"อืม..." หนิงอีเหว่ยขดเชือกในมือ "บอกว่าเธอนอนละเมอตอนกลางคืนดีไหมล่ะ?"
เมื่อเห็นเพื่อนๆ ปรึกษากันอย่างเยือกเย็นเช่นนี้ สวี่เคอว่างก็รู้สึกได้ทันทีว่า ในอนาคตเธอคงไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความแล้วล่ะ เพราะคนพวกนี้เชี่ยวชาญเรื่องการโน้มน้าวใจตัวเองได้ดีทีเดียว