- หน้าแรก
- กลับมาเกิดใหม่ในวันสิ้นโลก : เริ่มต้นด้วยการสร้างฐานที่แข็งแกร่งที่สุด
- ตอนที่ 415 : ตกตะลึงจนตาค้าง ไร้ยางอาย
ตอนที่ 415 : ตกตะลึงจนตาค้าง ไร้ยางอาย
ตอนที่ 415 : ตกตะลึงจนตาค้าง ไร้ยางอาย
ตอนที่ 415 : ตกตะลึงจนตาค้าง ไร้ยางอาย
ฐานหลัก
เวลาพักเที่ยง
บุคลากรของฐานหลักหลังจากที่เลิกงานก็ไปเข้าแถวที่โรงอาหารของฐานเพื่อรับประทานอาหารกลางวันกันตามปกติ
ในฐานะแกนกลางของฐานลวี่หยวน โรงอาหารของที่นี่จึงมีมาตรฐานสูงเกินกว่าที่ผู้รอดชีวิตข้างนอกจะจินตนาการได้
พวกเขามีอาหารวันละสามมื้อ แต่ละมื้อจะมีกับข้าวสองอย่างและมีซุปหนึ่งอย่าง แต่ในบางครั้งพวกเขาก็อาจจะมีกับข้าวถึง 3 อย่างเลยทีเดียว!
ในแต่ละวันสวนผักในฐานก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผักสดได้เป็นปริมาณที่ไม่น้อยเลย หลังจากที่เก็บเกี่ยวแล้วพวกเขาก็จะนำไปดองหรืออบแห้งเพื่อทำการเก็บรักษาระยะยาวและส่วนที่เหลือก็จะถูกนำไปใช้ในการปรุงอาหารของวันนั้นๆ
ส่วนเนื้อสัตว์ก็มีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากนัก
เนื่องจากสัตว์ปีกและปศุสัตว์ที่ฐานเลี้ยงไว้มีจำนวนไม่มากนักและด้วยระยะเวลาที่ยังไม่นาน พวกเขาจึงขยายพันธุ์พวกมันไม่ทัน ดังนั้นพวกเขาจึงจะได้กินเนื้อสัตว์ที่สดใหม่ไม่บ่อยนัก
ดังนั้นเนื้อสัตว์ส่วนใหญ่ที่พวกเขากินกันทุกวันนี้จึงเป็นเนื้อแปรรูปที่ถูกกักตุนไว้ตั้งแต่ก่อนวันสิ้นโลกรวมถึงส่วนที่พวกเขาหามาได้ภายหลัง
แต่ถึงอย่างนั้น การที่ฐานหลักสามารถกินเนื้อได้ทุกวันก็ถือว่าเป็นสวัสดิการที่ดีมากๆ แล้ว
บริเวณกำแพง
วันนี้ฉินจิ้นก็ปรากฏตัวที่นี่
เมื่อเช้าเขาได้จัดการกับงานที่กองอยู่จนเสร็จ จากนั้นเขาก็วิ่งไปดูการทดลองของเหล่าโจวและยังได้ไปที่ฝ่ายวิจัยและพัฒนาของหลี่ซู่ รวมถึงฝ่ายผลิตและสถานที่อื่นๆ เพื่อเดินเล่นและทำความเข้าใจสถานการณ์ของฝ่ายต่างๆ หลังจากนั้นพอเวลาผ่านมาจนถึงตอนเที่ยงเขาก็มีความคิดที่อยากจะมาเดินเล่นที่กำแพง
ในฐานะผู้นำสูงสุดของฐานลวี่หยวน แน่นอนว่าเขาเองก็จะต้องหาเวลาไปตรวจดูความคืบหน้าของการก่อสร้างฐานอยู่บ่อยครั้ง
“พี่จาง เป็นยังไงบ้าง? ช่วงนี้สบายดีไหม? ช่วงนี้อากาศร้อนไปหน่อยนะ ฮ่าฮ่า”
เมื่อมาถึงป้อมยามที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยใช้พักผ่อน ฉินจิ้นก็ดึงเก้าอี้มานั่งอย่างเป็นกันเองและพูดกับจางตงที่เพิ่งจะวางชามข้าวลงด้วยรอยยิ้ม
ข้างในนั้นมีเครื่องปรับอากาศที่กำลังทำงานอยู่ ในสภาพอากาศที่ร้อนระอุแบบนี้นี่ก็ถือว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่ง
ฉินจิ้นรู้จักเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนนี้มานานแล้ว
เพราะจางตงนั้นเป็นพนักงานรุ่นแรกสุดที่เขารับเข้ามาในตอนที่โลกยังสงบสุข
“เจ้านาย! สบายดีมากครับ! ทุกอย่างต้องขอบคุณการนำของท่าน พวกเราถึงได้มีชีวิตแบบนี้! ฮะๆ”
จางตงก็ประจบอย่างไม่เกรงใจ เขากับฉินจิ้นก็ไม่ถือว่าไม่รู้จักกัน ดังนั้นทุกครั้งที่ทั้งสองคนเจอกันพวกเขาจึงมักจะทักทายและคุยเล่นกันสองสามคำอยู่เสมอ
สำหรับผู้นำของฐานลวี่หยวนคนนี้ เขาเองก็เคารพจากใจจริง แม้ว่าอีกฝ่ายจะอายุน้อยกว่าเขาไม่น้อยก็ตาม
ฉินจิ้นยิ้มและตบแขนของอีกฝ่ายก่อนจะคุยเล่นด้วยสองสามคำ
เรื่องที่พวกเขาคุยกันนั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องในครอบครัวและการใช้ชีวิตของครอบครัวของจางตงในฐานและยังมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาของฐานในระยะหลังที่อีกฝ่ายคิดเล่นๆ ด้วย
ในบางครั้งบุคลากรระดับล่างก็มักจะมีความคิดที่แตกต่างจากบรรดาผู้จัดการ แม้ว่ามันจะไม่มีประโยชน์มากนัก แต่ฉินจิ้นเองก็ยินดีที่จะรับฟัง
ไม่นานเขาก็ออกจากที่นี่และไม่รบกวนการกินข้าวและการพักผ่อนของอีกฝ่ายอีกต่อไป
เมื่อมองดูอาคารต่างๆ ที่สร้างขึ้นมาใหม่ในฐานย่อยและบุคลากรที่กำลังถืออาหารกลางวันไปนั่งกินตามที่ร่ม
ความรู้สึกพึงพอใจก็ค่อยๆ เพิ่มเข้ามาใจของเขาเล็กน้อย
พัฒนาได้ไม่เลวเลย
ฐานย่อย
จ้าวหลิงกำลังเดินอยู่บนถนนเพื่อไปยังห้องรับรอง
เมื่อครู่
มีคนจากฐานย่อยมาบอกเธอว่า มีบุคลากรที่ชื่อจ้าวซินกำลังตามหาเธอ!
แถมอีกฝ่ายยังบอกด้วยว่าเขาเป็นน้องชายของเธอและเขาก็มีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย
เมื่อวานจ้าวหลิงได้เจอพ่อของเธอและต้องตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายถึงครึ่งวัน หลังจากนั้นก็เป็นหวังหยางที่ช่วยจัดหาที่พักให้กับกลุ่มคนที่เรียกว่าญาติเหล่านี้
หลังจากที่คิดมาตลอดทั้งคืน เธอเองก็พอจะคิดตกได้บ้างแล้ว
การที่จะให้เธอไปแสดงตัวว่าเป็นญาติกับจ้าวซื่อกังนั้นเธอก็ไม่ต้องการ
และเธอก็จะไม่มีวันให้อภัยกับการกระทำที่พ่อคนนี้เคยทอดทิ้งพวกเธอแม่ลูกในอดีต
แต่การที่จะให้เธอสั่งประหารพ่อแท้ๆ คนนี้ เธอก็ลองถามตัวเองแล้วและเธอก็ได้คำตอบว่าเธอทำไม่ได้
แล้วการไล่พวกเขาออกจากฐานลวี่หยวนไปและปล่อยให้พวกเขาไปเผชิญชะตากรรมข้างนอกเอง?
เธอก็เคยคิดที่จะทำแบบนั้นเหมือนกัน
แต่เมื่อนึกถึงความสุขในวัยเด็กก่อนที่พ่อของเธอจะจากไปรวมถึงค่าเลี้ยงดูที่เขาแอบส่งมาให้เธอจนเธอเรียนจบโดยไม่ขาดเลย
และในตอนที่เธอได้เจอกับเขาเมื่อวาน ผู้ชายในความทรงจำคนนั้น
กลับแก่ลงไปมากแล้ว
จ้าวหลิงก็คิดได้ทันทีว่าเธอไม่สามารถผลักเขาออกไปให้เผชิญกับชะตากรรมข้างนอกได้
สุดท้าย เธอก็เลยตัดสินใจที่จะให้เขาอยู่ตามการจัดการของหวังหยางไป
ให้เขาอยู่ที่เขตที่พักอาศัยไป เพราะตราบใดที่เธอไม่ไปที่ที่เขาทำงานและอาศัยอยู่ ทั้งสองฝ่ายก็แทบจะไม่มีโอกาสได้เจอกันมากนัก
ส่วนครอบครัวใหม่ของเขา เธอเองก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะไปหาเรื่องหรือให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมอะไร
ต่างคนต่างอยู่แบบนี้ก็น่าจะดีแล้ว
เมื่อคิดได้แล้ว
จ้าวหลิงคนเดิมก็กลับมา เธอกลับมาสู่การทำงานที่ยุ่งวุ่นวายเหมือนเดิม
แต่ผลก็คือ
เมื่อครู่เธอได้ยินอะไร?
ลูกชายของพ่อหรือก็คือน้องชายต่างมารดาที่มีสายเลือดเดียวกันกับเธอ ดันมาหาเธอเพื่อขอพูดคุยเรื่องสำคัญเป็นการส่วนตัว?
“ก็ให้ฉันดูหน่อยก็แล้วกันว่า น้องชายที่แสนดีที่ทำให้พ่อของฉันทิ้งฉันกับแม่ไปสร้างครอบครัวใหม่จะต้องการพบฉันเพราะเรื่องอะไร ?”
จ้าวหลิงหัวเราะเยาะอย่างเย็นชาขณะเดินอยู่บนถนน
ในขณะเดียวกันเธอเองก็สงสัยเล็กน้อย เพราะเมื่อวานหวังหยางก็เพิ่งจะจัดหาที่พักและงานใหม่ให้พวกเขาไป
ตามหลักแล้วอีกฝ่ายก็ควรจะพอใจแล้วไม่ใช่เหรอ?
วันนี้คนพวกนั้นจะทำอะไรอีก?
สำหรับอีกฝ่ายที่มาคนเดียวและพ่อของเธอไม่ได้มาด้วย เธอนั้นก็ไม่ได้กลัวเลย
เพราะข้างหลังเธอก็ยังมีลูกน้องอีกสองสามคน ในฐานย่อยก็ยังมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอีกหลายคน ขอแค่เธอตะโกนออกไปก็จะมีคนเข้ามาช่วยเหลือเธอได้ทุกเมื่อ
ไม่นาน
เธอก็พาลูกน้องสองสามคนมาถึงสถานที่ที่ใช้สำหรับการพูดคุยโดยเฉพาะ
ข้างในก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างไม่เรียบร้อยภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่สองคน
เมื่อเห็นคนเดินเข้ามา โดยเฉพาะเมื่อเขาเห็นจ้าวหลิง ดวงตาของจ้าวซินก็เป็นประกายทันที
เขารีบลุกขึ้นยืน ใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นดีใจและทักทายเธออย่างกระตือรือร้นว่า
“พี่! ผมรอพี่มานานแล้ว! น้องชายคนนี้คิดถึงพี่มากจริงๆ!”
พูดจบ เขาก็ทำราวกับว่าเขาสนิทกับจ้าวหลิงมากและอยากจะเข้าไปใกล้พี่สาวตรงหน้า
“หยุดนะ!!!”
ข้างหลังจ้าวหลิงก็มีผู้หญิงอีกสองคนวิ่งออกมาและมายืนอยู่ข้างหน้าจ้าวซินและห้ามการกระทำของเขาทันที!
พวกเธอมองชายที่สมองน่าจะมีปัญหาตรงหน้าด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร
พวกเธอคือบุคลากรในฝ่ายชีวิตความเป็นอยู่ที่จ้าวหลิงคัดเลือกมาโดยเฉพาะ พวกเธอมีความรู้ในด้านนี้พอสมควรและพวกเธอก็ได้ทำงานกับเธอมาระยะหนึ่งแล้ว
และพวกเธอก็รู้ด้วยว่าจ้าวหลิงนั้นไม่ค่อยชอบชายตรงหน้า
จ้าวซินก็ยืนอึ้งอยู่กับที่ ข้างหลังเขา ก็มีเจ้าหน้าที่สองคนยืนมองเขาด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรอยู่เช่นกัน
ในช่วงเวลาพักจ้าวซินที่เดินขึ้นมาบนฐานย่อยได้ถูกพวกเขาพบและสกัดไว้
เพราะจากเหตุการณ์กบฏในครั้งนั้น ทำให้ระบบการรักษาความปลอดภัยของทั้งฐานต้องถูกยกระดับขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเวลาทำงานหรือนอกเวลาทำงาน นอกจากพื้นที่ส่วนกลางบางแห่งแล้ว พื้นที่ส่วนใหญ่จึงไม่อนุญาตให้บุคลากรเดินไปมาอย่างอิสระ
หลังจากที่สกัดจ้าวซินไว้แล้วและยืนยันตัวตนของเขาเสร็จ จ้าวซินก็ได้บอกว่าอีกฝ่ายต้องการพบจ้าวหลิงดังนั้นพวกเขาจึงทำการรายงานเรื่องนี้ขึ้นไป
“ยืนอยู่ตรงนั้นก็พอ ฉันกับนายไม่ได้สนิทกันมีอะไรก็พูดมาตรงๆ เถอะ ทุกคนต้องการไปพักผ่อนแล้ว”
“อีกอย่าง อย่าเรียกฉันว่าพี่สาว เพราะฉันไม่ใช่พี่สาวของนาย”
จ้าวหลิงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เย็นชาและพูดกับชายตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
มันไม่มีอะไรผิดเลย เพราะเธอเองก็ไม่คิดว่าเธอจะเรียกคนๆ นี้ว่าเป็นน้องชายของเธอได้ แม้ว่าพวกเขาจะมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดก็ตาม
“......”
จ้าวซินพูดไม่ออกชั่วขณะ
เขาเคยคิดว่าจ้าวหลิงอาจจะไม่ยอมรับความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย แต่เขาก็ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะพูดตรงขนาดนี้ และทำให้เขาไม่รู้จะพูดอะไรต่อ!
ในใจของเขาก็ด่าผู้หญิงตรงหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อนึกถึงชีวิตที่ดีในอนาคตของตัวเอง หน้าตาก็ไม่สำคัญอีกต่อไป
“เอ่อ...พี่...ความสัมพันธ์ของพวกเรามันไม่มีทางถูกทำลายได้นะ พี่อย่าพูดแบบนั้นสิ?!”
“พี่ไม่รู้หรอก! ว่าพ่อของเราต้องลำบากขนาดไหนกว่าจะตามหาพี่เจอ! พวกเราตามหาพี่มาโดยตลอด พวกเราอยากให้พี่กลับมาอยู่ที่บ้านด้วยกัน แถมที่บ้านของพวกเรายังมีห้องของพี่อยู่ด้วยนะ!”
“พวกเราเดินทางไปมาหลายเมืองและขอให้คนช่วยกันตามหาพี่แต่ไม่ว่ายังไงพวกเราก็ไม่ได้ข่าวของพี่เลย แต่วันนี้ดูเหมือนสวรรค์จะเมตตาให้พวกเรากลับมาเจอกันที่นี่! ใช่แล้ว...มันต้องเป็นเพราะสวรรค์แน่ๆ!”
“พี่ พวกเรามีเลือดเดียวกันนะ! ผมเป็นน้องชายแท้ๆ ของพี่นะ!”
“ครอบครัวของพวกเราขาดพี่ไม่ได้! พี่กลับมาที่บ้านของพวกเราเถอะนะ พ่อกับแม่รักพี่มากนะ!”
จ้าวซินกำลังแสดงละครอย่างสุดความสามารถ
เขาเล่าเรื่องราวที่ซาบซึ้งออกมา
เขาบอกว่าพ่อแม่ของเขานั้นทั้งกินไม่ได้นอนไม่หลับ
แถมยังคิดถึงเธอจนล้มป่วย
เรียกได้ว่าตอนนี้เขาแทบจะเขียนคำว่าจ้าวหลิงคือพี่สาวสุดที่รักของฉันบนผ้าแล้วเอามาติดไว้ที่หน้าผากของเขาแล้ว
คนในห้องรวมถึงจ้าวหลิงต่างก็ตกตะลึงจนตาค้าง
อะไรที่เรียกว่าไร้ยางอาย?
ก็นี่ไง!