- หน้าแรก
- กลับมาเกิดใหม่ในวันสิ้นโลก : เริ่มต้นด้วยการสร้างฐานที่แข็งแกร่งที่สุด
- ตอนที่ 410 : ไม่ใช่ว่าพวกเราควรได้เข้าไปอยู่ในฐานหลักหรอครับ?
ตอนที่ 410 : ไม่ใช่ว่าพวกเราควรได้เข้าไปอยู่ในฐานหลักหรอครับ?
ตอนที่ 410 : ไม่ใช่ว่าพวกเราควรได้เข้าไปอยู่ในฐานหลักหรอครับ?
ตอนที่ 410 : ไม่ใช่ว่าพวกเราควรได้เข้าไปอยู่ในฐานหลักหรอครับ?
ฐานหลัก
อาคารหอพักผู้จัดการ
ในห้องชุดห้องหนึ่งที่ถูกตกแต่งอย่างทันสมัย ภายในมีเฟอร์นิเจอร์ครบครันและดูสะอาดเรียบร้อย ราวกับว่ามันไม่ได้อยู่ในยุควันสิ้นโลกเลย ภายในนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังกอดเข่านั่งอยู่ที่มุมห้อง
เธอคือจ้าวหลิง
ที่นี่คือบ้านของเธอในฐานลวี่หยวน
เธออาศัยอยู่เพียงลำพังมาโดยตลอดและเธอไม่เคยมีญาติอยู่อาศัยในฐานนี้ด้วยเลย
หลายคนในฐานก็เคยถามว่าทำไมในคืนแห่งการกลายพันธุ์เธอถึงไม่ชวนญาติหรือเพื่อนมาร่วมงานเลี้ยงเปิดโรงงานด้วย รวมถึงในช่วงที่ฐานมีการช่วยเหลือญาติ ทำไมเธอถึงไม่ยื่นชื่อของญาติคนไหนเลย คำตอบของเธอก็มีเพียงประโยคสั้นๆ ว่า “ฉันไม่มีญาติ”
และนั่นก็ไม่ใช่แค่คำพูดเท่านั้นเพราะสำหรับเธอ มันคือความจริง
แม่ของจ้าวหลิงเสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนที่เธอยังเป็นเด็กอายุเพียงสิบกว่าขวบ หลังจากนั้นยายของเธอก็รับเธอไปเลี้ยงดู ทั้งสองอยู่ด้วยกันหลายปี จนกระทั่งยายของเธอจากไปตอนที่เธอเพิ่งจะเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน เธอจึงกลายเป็นหญิงสาวที่ต้องใช้ชีวิตเพียงลำพัง ไม่มีญาติ ไม่มีเพื่อนสนิทมากนักและสิ่งเดียวที่อยู่เคียงข้างเธอก็คือ “งาน” และ “โลกออนไลน์”
ด้วยความมุ่งมั่นและความสามารถในการทำงานที่โดดเด่น ทำให้หลังจากเรียนจบได้ไม่นาน เธอก็ไต่เต้าขึ้นเป็นผู้จัดการของบริษัทก่อนหน้านี้ แต่ต่อมาเธอก็ลาออกด้วยเหตุผลส่วนตัวและกลับมาที่อำเภอเฟิงเหอ บ้านเกิดของเธอ
และด้วยความบังเอิญ เธอก็ได้เข้ามาทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลของโรงงานอาหารลวี่หยวนที่ตอนนั้นกำลังอยู่ในช่วงก่อสร้างและเธอก็ไม่เคยคิดเลยว่าวันสิ้นโลกจะมาถึงอย่างกะทันหันแบบนี้
ในคืนนั้น เธอก็เหมือนกับคนส่วนใหญ่ที่นอนไม่หลับทั้งคืน เธอเต็มไปด้วยความกลัวและความไม่แน่ใจ แต่ในคืนเดียวกันนั้นเอง ผู้ชายคนหนึ่งก็ได้เข้ามาในใจของเธอ
ผู้ชายที่เด็ดขาด เยือกเย็น กล้าหาญและมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด ภาพของเขาค่อยๆ ฝังแน่นอยู่ในหัวของเธอ
หลังจากนั้น จ้าวหลิงก็ถูกผู้ชายคนนั้นดึงดูดอยู่เสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งเธอกลับถูกจับได้ว่าเธอแอบชอบเขาและเธอก็ได้ตัดสินใจสารภาพออกไป แม้จะยังไม่ได้รับคำตอบชัดเจน แต่ความสัมพันธ์ที่แทบจะอยู่ด้วยกันทุกวันในตอนนี้ก็ทำให้เธอรู้สึกพอใจและอบอุ่นมากพอแล้ว
จนเมื่อไม่นานมานี้เอง มีเด็กสาวคนหนึ่งที่มาขอความช่วยเหลืออยู่นอกกำแพง ด้วยฐานะและชะตากรรมของเด็กคนนั้นมันจึงได้ปลุกความทรงจำที่เธอพยายามฝังลึกไว้ให้กลับขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์นั้นจบลง เธอก็คิดว่าทุกอย่างก็คงจะกลับเข้าสู่ความสงบเหมือนเดิมแล้ว
แต่ในวันนี้...ดูเหมือนว่าสวรรค์จะเล่นตลกกับเธออีกครั้ง
เธอได้เห็นพ่อแท้ๆ ของตัวเองในทีมก่อสร้างนอกฐานลวี่หยวน
ผู้ชายที่ต่อให้กลายเป็นเถ้าถ่าน เธอก็จะไม่มีวันลืม
ใช่ เขาคือคนที่ทอดทิ้งแม่และเธอไป เพื่อไปสร้างครอบครัวใหม่กับผู้หญิงอีกคน
แม้ว่าภายหลังจะส่งเงินค่าเลี้ยงดูและค่าเรียนมาให้ แต่ในคืนที่เขาเดินจากไป แม่ของเธอร้องไห้อ้อนวอนแทบขาดใจ ทว่าก็ไม่อาจรั้งเขาไว้ได้ ทั้งคู่กอดกันร้องไห้ มองดูผู้ชายคนนั้นเดินจากไปโดยไม่หันกลับมาอีกและจากวันนั้น ครอบครัวที่เคยอบอุ่นก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
แม่ของเธอป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและจากไปในเวลาไม่ถึงปี
ภาพในคืนนั้นยังคงชัดเจนในความทรงจำของเธอจนถึงทุกวันนี้
แม้หลังจากนั้น พ่อของเธอจะยังคงส่งเงินมาให้อย่างสม่ำเสมอ แต่เขากลับไม่เคยมาหาเธอด้วยตัวเองเลยสักครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาไม่อยากมาหรือเพราะเขาไม่กล้ามากันแน่
หลังจากเธออายุครบ 18 ปี ทั้งสองฝ่ายก็ได้ตัดขาดการติดต่อกันโดยสิ้นเชิง
เดิมทีเธอคิดว่าเธอจะไม่มีวันได้เจอกับอีกฝ่ายอีกและหลังจากวันสิ้นโลก เธอก็เคยคิดว่าพ่อแท้ๆ คนนี้ก็อาจจะไม่รอดแล้ว แต่วันนี้ เธอก็ได้รับคำตอบแล้ว
เขายังมีชีวิตอยู่
และยังพาภรรยาและลูกชายที่น่าจะเป็นครอบครัวใหม่ของเขามาร่วมกันทำงานในฐานลวี่หยวนด้วย!
ในวินาทีที่อีกฝ่ายเปิดปากแสดงตัวว่าเป็นญาติของเธอ เธอก็หนีและกลับมาซ่อนตัวอยู่ในบ้านเล็กๆ ของตัวเองทันที ในตอนนี้จิตใจของเธอก็วุ่นวายไปหมด
คนที่เธอคิดว่าจะไม่มีวันได้เจอกันอีก กลับมายืนอยู่ตรงหน้า ความตกตะลึง ความโกรธและความสับสนก็ถาโถมเข้ามา เธอรู้สึกเหมือนทุกอย่างที่เคยถูกกดไว้ในใจกลับถูกดึงขึ้นมาอีกครั้ง
โดยเฉพาะใบหน้าของชายคนนั้นที่เต็มไปด้วยริ้วรอยและความเหนื่อยล้าจากวันเวลาที่ยากลำบาก มันติดตรึงอยู่ในหัวของเธออย่างไม่อาจสลัดได้
“ฉันควรจะแกล้งทำเป็นไม่รู้จัก แล้วปล่อยให้พวกเขาอยู่ไปตามยถากรรมดีไหม...”
เธอคิดกับตัวเองเบาๆ พลางกอดเข่าให้แน่นขึ้น
ในเวลาเดียวกัน ที่ไซต์ก่อสร้างแนวป้องกันหลังจากจ้าวหลิงหนีไป บรรดาคนงานที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็ก้มหน้าก้มตาอย่างเงียบงัน บรรยากาศที่เคยตึงเครียดก็กลับกลายเป็นเงียบงันอย่างน่าประหลาด
จากท่าทีและคำพูดของผู้จัดการจ้าวก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่าครอบครัวสามคนนี้จะเป็นครอบครัวของเธอจริงๆ
ผู้ดูแลแซ่ฟางที่ก่อนหน้านี้ยังพูดจาแข็งกร้าว ตอนนี้ก็กลับไม่กล้าแม้แต่จะสบตา เขาแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
จ้าวซินมองทุกคนรอบตัวด้วยรอยยิ้มเย็นชา เขารู้ดีว่าตอนนี้สถานะของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะเขาแน่ใจเต็มร้อยว่าผู้จัดการของฐานลวี่หยวนคือลูกสาวของพ่อของเขา ความรู้สึกภาคภูมิและเย่อหยิ่งก็พุ่งขึ้นในใจทันที
“คุณจ้าวครับ เอ่อ...พวกคุณไปพักดื่มน้ำก่อนเถอะครับ ผมจะให้คนไปแจ้งฐาน ช่วยรอสักครู่นะครับ...”
น้ำเสียงของผู้ดูแลแซ่ฟางที่เคยแข็งกระด้างก็กลับอ่อนลงจนน่าตกใจ เขารีบนำจ้าวซื่อกังที่ดูเหมือนจะยังสับสนไปนั่งพักในเพิงข้างๆ
ตอนนี้จ้าวซินและจูเฟินต่างก็ไม่ต้องทำงานต่อแล้วเพราะสถานการณ์ในตอนนี้ซับซ้อนเกินกว่าจะจัดการเองได้ ไม่นานก็มีคนที่ถูกส่งไปรายงานเรื่องทั้งหมด
เวลาผ่านไปจนเกือบสิบโมง
ในฐานย่อย
ภายในห้องรับรองซึ่งมีพัดลมเพดานสองตัวที่กำลังหมุน ลมก็หมุนเวียนไปทั่วทั้งห้อง
ภายในห้องนั้นก็มีคนสี่คนที่กำลังนั่งอยู่
“คุณจ้าวครับ เรื่องโดยรวมก็ประมาณนี้” หวังหยางพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ในฐานะพ่อของคุณจ้าว แน่นอนว่าคุณไม่จำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่รอบนอกของฐานแล้ว พวกคุณสามารถย้ายเข้ามาอยู่ในที่ที่ดีกว่าได้ เพียงแต่ด้วยกฎของฐาน ในตอนนี้เราจะจัดให้คุณไปอยู่ที่เขตที่พักอาศัยหมายเลขหนึ่งก่อน ส่วนงานในอนาคตของพวกคุณทางเราจะมีการหารือเพิ่มเติมอีกครั้ง มาตรฐานอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกก็จะอ้างอิงตามมาตรฐานของบุคลากรระดับสองไปก่อนครับ”
ใช่แล้ว เรื่องนี้ได้ถูกรายงานมาถึงหวังหยางแล้ว
ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบุคคลและยังเป็นหนึ่งในผู้จัดการใหญ่ของฐานลวี่หยวน เขาย่อมต้องเข้ามาจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง หลังจากที่ปรึกษากับหลายฝ่ายแล้ว เขาก็ได้รู้ว่าจ้าวหลิงได้หนีไปเก็บตัวอยู่ในหอพักของตัวเองแล้ว และจากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่เฝ้าประตู เขาก็พอเข้าใจได้ว่าทัศนคติของเธอต่อครอบครัวนี้ค่อนข้างซับซ้อน
เธอไม่อยากแสดงตัวว่าเป็นญาติ แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่จะทอดทิ้งอีกฝ่ายโดยสิ้นเชิง แม้แต่หวังหยางเองก็ยังรู้สึกหนักใจกับเรื่องนี้ จนสุดท้ายเขาจึงได้ไปขอคำแนะนำจากฉินจิ้นและหลังจากหารือกันแล้ว ในที่สุดเขาก็ได้ข้อสรุปว่าทางฐานจะจัดหาที่พักให้ก่อน แล้วรอดูว่าจ้าวหลิงจะตัดสินใจอย่างไรต่อไปอีกครั้ง
“หัวหน้าทีมหวังครับ ขอบคุณมากครับ! ขอบคุณจริงๆ ครับ!”
จ้าวซื่อกังและจูเฟินพูดด้วยสีหน้าเปี่ยมความยินดี พวกเขารู้ดีว่าชายคนนี้คือผู้จัดการใหญ่ของฐาน เพราะพวกเขาเคยเห็นอีกฝ่ายตอนที่เข้ามาลงทะเบียนและเข้าใจดีว่าตำแหน่งของอีกฝ่ายนั้นไม่ธรรมดาเลย
ยิ่งไปกว่านั้น การที่พวกเขาสามารถเข้าไปอยู่ในเขตที่พักอาศัยได้ทันทีก็ถือเป็นเรื่องดีมากจนพวกเขาไม่กล้าฝันถึงมาก่อนแล้ว
แต่ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างๆ
“เอ่อ...ผู้จัดการหวังครับ ไม่ใช่ว่าพวกเราควรได้เข้าไปอยู่ในฐานหลักหรอครับ?”
จ้าวซินพูดขึ้นด้วยสีหน้าประจบประแจง ในดวงตาของเขาก็เต็มไปด้วยความหวังและความโลภ!