- หน้าแรก
- กลับมาเกิดใหม่ในวันสิ้นโลก : เริ่มต้นด้วยการสร้างฐานที่แข็งแกร่งที่สุด
- ตอนที่ 405 : บางคนอู้งาน บางคนพยายาม
ตอนที่ 405 : บางคนอู้งาน บางคนพยายาม
ตอนที่ 405 : บางคนอู้งาน บางคนพยายาม
ตอนที่ 405 : บางคนอู้งาน บางคนพยายาม
จ้าวซิน
เพศชาย
อายุ 22 ปี
ในตอนที่โลกยังสงบสุขเขาอาศัยอยู่ในอำเภอหลงเหมิน หลังจากที่เรียนไม่จบมัธยมปลายเขาก็ว่างงานมาโดยตลอด และเอาแต่เกาะพ่อแม่กินอยู่ที่บ้าน
คำพูดติดปาก : รอให้ฉันxxxก่อนเถอะแล้วฉันจะxxxxแน่นอน
พ่อของเขาจ้าวซื่อกังและแม่จูเฟิน ในตอนที่โลกยังสงบสุขก็ทำอาชีพเปิดร้านขายผลไม้
จะว่าเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยก็ไม่ใช่ แต่ก็ไม่ถึงกับจน อย่างน้อยก็พอที่จะให้จ้าวซินมีทุนเกาะพ่อแม่กินได้บ้าง
หลังจากวันสิ้นโลกมาถึงพวกเขาสามคนก็โชคดีมากที่ซ่อนตัวและรอดชีวิตมาได้
แต่เมื่อภัยหนาวเมื่อปีที่แล้วมาถึง พวกเขาก็ทำได้แค่อาศัยอาหารและเสบียงที่ค่อนข้างจะมีอยู่มากในบ้านและประทังชีวิตผ่านมาได้อย่างหวุดหวิด
จนกระทั่งเมื่อต้นปีหลังจากที่เสบียงทั้งหมดในบ้านหมดลง พวกเขาถึงได้จำใจออกมาหาอาหารเพื่อความอยู่รอดกัน
ผลก็คือพวกเขาได้พบกับผู้รอดชีวิตบางคนที่กำลังเดินทางมายังฐานลวี่หยวนและพวกเขาถึงได้รู้ว่าในอำเภอเฟิงเหอมีสถานที่ที่พวกเขาสามารถมองเห็นความหวังได้อยู่
ดังนั้นทั้งครอบครัวจึงแบกสัมภาระและมุ่งหน้ามายังเมืองเหมินถัง
ผลก็คือ
สถานการณ์จริงของที่นี่กลับแตกต่างจากที่พวกเขาจินตนาการไว้อย่างสิ้นเชิง
เนื่องจากพวกเขามาถึงช้าและทั้งสามคนก็ไม่มีทักษะอาชีพที่ฐานลวี่หยวนต้องการ ดังนั้นพวกเขาจึงทำได้เพียงขึ้นรถไฟขบวนสุดท้ายและถูกจัดให้อยู่ที่ชายขอบของเขตรอบนอกของฐานลวี่หยวน
และกลายเป็นเพียงบุคลากรระดับ 0 เท่านั้น
หรือก็คือคนที่ผ่านการลงทะเบียนข้อมูลไว้กับฐานลวี่หยวน พวกเขาสามารถทำการแลกเปลี่ยนเสบียงและอาหารได้และในขณะเดียวกันพวกเขาก็ได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ที่เขตรอบนอกสุดเท่านั้น
ซึ่งยังถือว่าห่างจากบุคลากรระดับ 1 ที่อยู่ใกล้กับเขตที่พักอาศัยทั้งสามแห่งและฐานลวี่หยวนอยู่มาก
ครอบครัวทั้งสามคนเคยรู้สึกไม่พอใจ
แต่สุดท้ายพวกเขาก็ยังคงอาศัยอยู่ที่ชายขอบของเขตรอบนอกของฐานลวี่หยวนภายใต้ความหิวโหยและภัยคุกคามจากซอมบี้
ทั้งครอบครัวได้แต่แอบด่าทออยู่ในใจ แต่ในตอนที่พวกเขามาแลกเปลี่ยนอาหารพวกเขากลับยังคงยิ้มแย้มแจ่มใสราวกับพวกเขานั้นชื่นชมสิ่งที่ฐานลวี่หยวนทำ
พวกเขาเป็นครอบครัวคนธรรมดาที่ชอบรังแกคนอ่อนแอและหวาดกลัวคนที่แข็งแกร่ง พวกเขาเกลียดคนจนแต่รักคนรวย
“พ่อ แม่! เมื่อเช้าผมเห็นจ้าวหลิงจริงๆ นะ!”
จ้าวซินยังเน้นย้ำกับพ่อแม่อีกครั้ง
เดิมทีเมื่อไม่กี่วันก่อนพวกเขานั้นยังคงดีใจอยู่เลยที่ฐานลวี่หยวนประกาศรับสมัครคนงานจากเขตรอบนอก
แต่หลังจากที่ทำงานไปได้สองวัน เนื่องจากงานนี้เป็นงานที่ต้องใช้แรงงานอย่างหนักซึ่งนั่นทำให้ชายหนุ่มที่ไม่เคยทำงานหนักอย่างเขาต้องทนทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก
ฐานลวี่หยวนนี่ทำอะไรดีๆ ไม่เป็นเลยหรือยังไง?! จะแจกอาหารไม่ได้เลยหรือไง?! ทำไมต้องให้คนมาทำงานหนักแทบตายเพื่อแลกกับข้าวที่กินไม่พออิ่มด้วยซ้ำ!
และเมื่อรวมกับเรื่องสำคัญที่เขาพบในเช้าวันนี้ ดังนั้นตอนที่ทำงานเขาจึงยิ่งไม่มีแรงจูงใจที่จะทำงานต่ออีก
ถ้าคนคนนั้นเป็นจ้าวหลิงที่พวกเขารู้จักจริงๆ พวกเขายังจะทำงานบ้าๆ นี่ต่อไปอีกทำไม?!
“ลูกเห็นจริงๆ เหรอ?! ไม่ใช่ว่าลูกตาฝาดไปใช่ไหม? พ่อเองก็ไม่ได้เจอเธอมาหลายปีแล้ว หลังจากตอนนั้นพ่อก็ไม่รู้เลยว่าเธอหน้าตาเป็นยังไงหรือไปอยู่ที่ไหนแล้ว”
จ้าวซื่อกัง พ่อของจ้าวซินก็แอบมองหัวหน้าแซ่ฟางคนนั้นแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มองมาทางนี้ เขาจึงได้พูดอย่างสงสัยด้วยเสียงเบาๆ
“ใช่แล้วซินซิน! ลูกไม่ได้ดูผิดไปจริงๆ ใช่ไหม? เด็กผู้หญิงคนนั้นตอนนี้จะไต่เต้าขึ้นไปเป็นคนใหญ่คนโตของฐานลวี่หยวนได้เลยเหรอ?! มันไม่น่าจะเป็นไปได้นะ?”
จูเฟิน แม่ของจ้าวซินก็พูดด้วยใบหน้าที่ไม่อยากจะเชื่ออยู่ข้างๆ
ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ความผิดของพวกเขา
เพราะจ้าวซื่อกังหย่ากับภรรยาคนก่อนไปตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนแล้วเพื่อมาแต่งงานกับจูเฟิน ภรรยาคนปัจจุบันของเขา
ส่วนลูกสาวที่เกิดจากภรรยาคนก่อนเขาเองก็ไม่ได้ติดต่อมานานแล้วเช่นกัน
หลายปีมานี้เขาก็ไม่ได้กลับไปถามไถ่ถึงสถานการณ์ของลูกสาวเลย หน้าตาของเธอที่เขาจำได้ก็มีเพียงแค่ตอนที่เธอยังเป็นเด็กเท่านั้น
ดังนั้นสำหรับคำพูดของจ้าวซิน เขาจึงยังไม่ค่อยกล้าที่จะเชื่อ
และเขาเองก็ไม่ค่อยกล้าที่จะไปแสดงตัวว่าเป็นญาติแบบมั่วซั่วด้วย
เพราะยังไงซะ
ตอนนี้ชื่อเสียงของฐานลวี่หยวนก็ไม่ค่อยจะดีนัก
เรื่องที่ฐานลวี่หยวนไปกำจัดผู้รอดชีวิตนับพันที่เมืองเซินเจิ้นเมื่อไม่นานมานี้ก็ได้แพร่กระจายออกมาแล้ว ดังนั้นผู้จัดการของฐานลวี่หยวนก็ไม่น่าจะใช่คนดีอะไรเช่นกัน
ถ้าเกิดพวกเขาวิ่งออกไปและแสดงตัวว่าเป็นญาติแล้วเกิดผิดพลาดขึ้นมา พวกเขาจะไม่ถูกเกลียดและแก้แค้นเหรอ?
และที่สำคัญ ความสัมพันธ์ของเขากับลูกสาวก็ไม่ค่อยจะดีด้วย
พูดให้ตรงก็คือเป็นเพราะจูเฟินที่เข้ามาแทรกแซงชีวิตสมรสเดิมของคนอื่น ซึ่งนั่นทำให้ครอบครัวของจ้าวหลิงต้องแตกแยก
“หรือว่าจะเอาแบบนี้ดีไหม ครั้งหน้าที่ผู้จัดการของฐานลวี่หยวนคนนั้นเดินออกมาฉันจะลองเดินไปดูให้ชัดอีกที”
จ้าวซื่อกังคิดอยู่ครู่หนึ่งและตัดสินใจแบบนี้
ลูกสาวแท้ๆ ของเขาคงไม่ใจร้ายจนถึงขั้นปล่อยให้เขาตายหรอกใช่ไหม?
และแน่นอนว่าทั้งหมดนี้จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่จ้าวซินไม่ได้ดูผิด
ในอีกด้านหนึ่งของการก่อสร้างแนวป้องกัน
ที่อีกฝั่งหนึ่ง
เซียวหมิงและคนอื่นๆ ก็กำลังเข้าร่วมในโครงการขนาดใหญ่นี้เช่นกัน
เมื่อไม่นานมานี้ พวกเขาบังเอิญถูกทีมต่อสู้ของลวี่หยวนพบและช่วยกลับมาที่ฐานและได้ตั้งรกรากอยู่ที่นี่ตั้งแต่นั้นมา
ซึ่งก็ถือว่าโชคดีมาก เซียวหมิงและคนอื่นๆ ก็อาศัยทักษะอาชีพของตัวเองจนได้รับสถานะบุคลากรระดับ 2 อย่างรวดเร็วและสามารถอาศัยอยู่ในเขตที่พักอาศัยหมายเลข 1 ได้
แม้ว่าจะไม่ได้ถูกจัดให้ไปทำงานที่ฐานย่อย แต่การที่สามารถเข้าเขตที่พักอาศัยได้ ก็เป็นโอกาสที่ทำให้หลายคนอิจฉาแล้ว
ช่วงนี้พวกเขาเองก็เริ่มคุ้นเคยกับที่นี่แล้วและพวกเขาก็ได้ทำการแลกเปลี่ยนอาหารไปแล้วหลายครั้งแล้วเช่นกัน
เมื่อรวมกับพืชและสัตว์ตัวเล็กๆ ที่กินได้ซึ่งพวกเขาพอจะหาเองได้ นั่นก็ทำให้พวกเขาอยู่อาศัยอยู่ที่นี่ได้อย่างมั่นคง
และช่วงนี้พวกเขายังได้เข้าร่วมในโครงการขนาดใหญ่ของฐานลวี่หยวนหรือก็คือโครงการก่อสร้างแนวป้องกันด้วย
“ทุกคนพักกันก่อนเถอะ~~~ หยุดพักดื่มน้ำ อย่าให้เป็นลมแดดกันล่ะ~~~”
คนที่รับผิดชอบดูแลงานก็ตะโกนอยู่ข้างๆ
เซียวหมิงและเกอหลินทั้งตัวต่างก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ราวกับพวกเขาเพิ่งจะขึ้นมาจากสระน้ำ
ทั้งสองคนไม่สนใจว่าจะมีคนอยู่ข้างๆ หรือไม่ พวกเขาถอดเสื้อเชิ้ตออกและเผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่ค่อนข้างจะแข็งแรงบนร่างกายก่อนจะบิดเสื้อด้วยมือจนเหงื่อหยดลงมาราวกับน้ำตก
“อึกๆๆ~~~”
ทั้งสองคนหยิบขวดน้ำของตัวเองขึ้นมาและดื่มอย่างไม่สนใจใคร
คนอื่นรอบๆ ก็ไม่ต่างกันมากนัก
นอกจากผู้หญิงบางคนที่ไม่สะดวกที่จะทำแบบพวกเขา คนอื่นๆ ก็ทำแบบนี้กันหมดโดยที่ไม่สนใจสายตาของคนอื่นอีก เพราะในตอนนี้สิ่งที่ผู้รอดชีวิตทุกคนให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการอยู่รอด
“พี่เซียว รู้อะไรไหม? ทุกคนได้ยินมาว่าแก๊งเถียนหงถูกฐานลวี่หยวนกำจัดแล้ว!”
ในระหว่างที่พัก เกอหลินก็เข้ามาคุยเล่นกับเซียวหมิง
“น่าจะรู้กันหมดแล้วนะ ทั้งเขตที่พักอาศัยก็ลือกันไปทั่วแล้ว เมื่อกี้ตอนที่ทำงานคนในเขตรอบนอกของฐานลวี่หยวนก็รู้กันหมดแล้ว แต่นั่นตั้งหนึ่งพันกว่าคนเลยนะ!!”
เซียวหมิงและเกอหลินไปหลบอยู่ในเพิงที่สร้างขึ้นมาชั่วคราวในไซต์ก่อสร้างและถอนหายใจออกมาอย่างต่อเนื่อง
ใครจะไม่ตกใจกับเรื่องนี้บ้างล่ะ?
กองกำลังที่เคยแข็งแกร่งอย่างยิ่งในสายตาของพวกเขา กลับถูกคนอีกกลุ่มหนึ่งกำจัดได้ในพริบตา ถ้าไม่ประหลาดใจสิถึงจะแปลก
เมื่อคิดว่าตัวเองและคนอื่นๆ ได้เข้าร่วมกับฐานลวี่หยวนโดยไม่ได้ตั้งใจ เซียวหมิงและคนอื่นๆ ก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันที
เมื่อเทียบกับการที่ต้องคอยระแวงกันและต้องคอยป้องกันตัวเองอยู่ตลอดเวลาที่อยู่ข้างนอก อย่างน้อยที่นี่ก็ยังมีระเบียบและตราบใดที่ยอมทุ่มเท พวกเขาก็ยังสามารถมีชีวิตต่อไปได้
และพวกเขาก็ได้ยินมาแล้วว่า
ถ้าพวกเขายังพยายามต่อไป ในอนาคตพวกเขาก็มีโอกาสที่จะได้เลื่อนเป็นบุคลากรระดับ 3 หรือ 4
เมื่อมีอาหารเป็นหลักประกันแล้ว หลายเรื่องที่เคยไม่กล้าคิดก็ดูเหมือนจะมีความหวังขึ้นมา
ชีวิตที่มีความหวัง
นั่นดีกว่าการใช้ชีวิตไปวันๆ ข้างนอกมาก ชีวิตที่ไม่รู้ว่าจะต้องตายตอนไหนระหว่างที่ไปหาอาหารหรือจะต้องอดตายในมุมมืดที่ไหนสักแห่ง
“ยังไงซะพวกเราก็ทำงานกับฐานลวี่หยวนต่อไปเถอะ! ชีวิตพวกเราจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน!”
เซียวหมิงและเกอหลินก็คุยเล่นกันพลางมองดูเพื่อนร่วมงานหลายคนที่ทำงานก่อสร้างอยู่ข้างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากเขตรอบนอกของฐานลวี่หยวนจะมีแค่ส่วนน้อยที่มาจากเขตที่พักอาศัยเหมือนกับพวกเขา แต่ใบหน้าของพวกเขานั้นกลับไม่เหมือนกับผู้รอดชีวิตที่อื่นที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและชาชิน
เพราะในดวงตาของคนที่นี่กลับมีสิ่งที่เรียกว่าความหวัง
บางทีอาจจะไม่ใช่ทุกคนที่เป็นแบบนี้
แต่คนส่วนใหญ่ที่พวกเขาเห็นก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น
และอากาศที่ร้อนจัดนั้นก็ไม่สามารถหยุดความกระตือรือร้นในการทำงานของทุกคนได้เลย