- หน้าแรก
- กลับมาเกิดใหม่ในวันสิ้นโลก : เริ่มต้นด้วยการสร้างฐานที่แข็งแกร่งที่สุด
- ตอนที่ 280 : ฉันจากไปแค่แปปเดียว ฐานก็เกือบจะล่มสลายแล้วงั้นเหรอ!?
ตอนที่ 280 : ฉันจากไปแค่แปปเดียว ฐานก็เกือบจะล่มสลายแล้วงั้นเหรอ!?
ตอนที่ 280 : ฉันจากไปแค่แปปเดียว ฐานก็เกือบจะล่มสลายแล้วงั้นเหรอ!?
ตอนที่ 280 : ฉันจากไปแค่แปปเดียว ฐานก็เกือบจะล่มสลายแล้วงั้นเหรอ!?
เวลาย้อนกลับไปตอนตีสาม
ภูเขาต้าเหลียงซาน
ฝนที่ตกมาเกือบทั้งคืนก็ยังคงไม่มีท่าทีว่าจะหยุด
แต่ในตอนตีสามยี่สิบนาที มันกลับหยุดลง!
“ฝนหยุดแล้ว! ปลุกทุกคนขึ้นมาขนของกันเถอะ! พวกเราจะต้องพยายามกลับฐานทันทีหลังจากฟ้าสาง!”
ฉินจิ้นที่นอนไปตั้งแต่เวลาประมาณสองทุ่มกว่าของเมื่อคืน ในตอนนี้เขาก็ตื่นนานแล้วและกำลังพูดคุยกับคนที่เข้าเวรอยู่เพื่อฆ่าเวลาอย่างเบื่อหน่าย
และเมื่อเห็นสายฝนหยุดลง เขาก็คิดว่าพวกเขาไม่ควรที่จะล่าช้าอีกต่อไปและควรรีบขนกระสุนเหล่านี้กลับไปเก็บไว้ที่ฐานโดยเร็วที่สุดจะดีกว่า!
การอยู่ข้างนอกนานขึ้นเพียงหนึ่งวันก็ถือว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งวัน
และมันก็คงจะไม่มีสถานที่ไหนที่จะสบายเท่ากับฐานของเขา
“ลุกขึ้นมาทำงานได้แล้ว! รีบขนของให้เสร็จก่อนฟ้าสาง พวกเราจะได้ออกเดินทางกลับบ้านหลังจากฟ้าสางกัน!”
เขาปลุกทุกคนในคลังอาวุธทันทีโดยไม่สนใจว่าเขาจะไปรบกวนความฝันของใครบ้าง
แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนก็ไม่ได้บ่นเลยเพราะในยุคนี้พวกเขาไม่สามารถคิดเล็กคิดน้อยแบบเมื่อก่อนได้แล้ว
หลังจากที่ขยี้ขี้ตาและค่อยๆ ได้สติกันแล้วคนจำนวนมากก็เริ่มช่วยกันขนของล้ำค่าที่ถูกเก็บไว้ไปขึ้นรถ
การปล่อยพวกมันทิ้งไว้ที่นี่ก็มีแต่รอให้สนิมมากินพวกมัน ดังนั้นสู้นำพวกมันออกไปเห็นแสงตะวันข้างนอกและทำประโยชน์ให้กับมนุษย์จึงจะดีกว่า!
หลังจากที่เข้าสู่โหมดการทำงานแล้ว ความเร็วในการขนของของคนสี่สิบกว่าคนก็รวดเร็วมาก
และเมื่อประกอบกับความช่วยเหลือจากยอดมนุษย์อย่างฉินจิ้นและหลี่ปั๋วเหวิน อาวุธขนาดใหญ่บางส่วนก็ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือหนักอะไรมาช่วยเคลื่อนย้ายอีกเพราะเพียงแค่พวกเขาหนึ่งหรือสองคนช่วยกันก็สามารถยกพวกมันได้แล้ว
และนี่ก็ทำให้คนอื่นๆ ที่ได้เห็นก็ถึงกับต้องร้องออกมาอย่างตกตะลึง
เวลาก็ผ่านไปถึงตี 5 อย่างรวดเร็วพวกเขาใช้เวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมงก็สามารถขนอาวุธและกระสุนที่ถูกเก็บไว้ในถ้ำขึ้นรถได้จนหมด!
นี่คือข้อดีของการจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบและทำให้ทหารสามารถขนและนำพวกมันออกไปใช้งานได้อย่างรวดเร็วในยามสงคราม
“เอาล่ะ ทุกคนกินอาหารเช้ากันสักหน่อย รอให้ฟ้าสางแล้วเราค่อยกลับไปที่ฐานกัน!”
“ขอบคุณทุกคนมาก! ตอนกลางคืนเมื่อกลับไปถึงฐาน ฉันจะให้ห้องครัวเตรียมอาหารมื้อใหญ่ไว้ให้ทุกคน! ถึงเวลานั้นทุกคนต้องกินให้อิ่มและดื่มให้พอล่ะ!”
ฉินจิ้นเองก็กระหายความรู้สึกที่ได้ออกไปทำภารกิจกับทีมต่อสู้แบบเมื่อก่อน พอได้กลับมาสัมผัสมันอีกครั้งเขาเองก็ตื่นเต้นไม่น้อย
คนในฐานหลักที่เคยเข้าร่วมภารกิจมาหลายครั้งต่างก็เคยชินกับเรื่องแบบนี้แล้วเพราะทุกครั้งที่พวกเขาทำภารกิจเสร็จและกลับไปฐาน พวกเขาก็จะมีอาหารมือใหญ่รออยู่
ส่วนคนในฝ่ายสนับสนุนภายนอกคนอื่นๆ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินว่าฐานนั้นมีสวัสดิการแบบนี้ด้วยและแน่นอนว่าพวกเขาเองก็ประหลาดใจอย่างมาก
พวกเขาต่างก็กำลังจินตนาการว่าคืนนี้เมื่อกลับไปถึงฐานพวกเขาจะได้เพลิดเพลินไปกับอาหารอะไรบ้าง
นี่มันดีจริงๆ!
“เอาล่ะ ต่อไปก็ขึ้นอยู่กับพวกนายสองคนแล้ว ฉันจะกลับไปที่ฐานก่อนและรอพวกนายกลับถึงฐานนะ!”
ฉินจิ้นเดินเข้าไปตบไหล่ของหลี่ปั๋วเหวินและจงอวี่ราวกับจะฝากฝังทุกคนไว้ เขายิ้มให้กับทั้งสองก่อนจะเดินไปหาเซี่ยเหยียนที่เตรียมพร้อมอยู่นานแล้ว
เมื่อโบกมือลาทุกคนเสร็จฉินจิ้นและเซี่ยเหยียนก็ขึ้นเฮลิคอปเตอร์และสตาร์ทเครื่องท่ามกลางความมืดทันที
เมื่อพวกเขาทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พวกเขาก็สามารถมองเห็นพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ ขึ้นมาทีละน้อยๆ ที่ขอบฟ้าที่อยู่ไกลออกไป
“ไปกันเถอะ กลับบ้านกัน เมื่อคืนไม่ได้กลับไปทั้งคืน คนในฐานอาจจะกำลังคิดถึงพวกเราอยู่”
ฉินจิ้นเลียปากและรู้สึกปวดหัวเล็กน้อยที่เมื่อคืนเขาไม่ได้กลับไปฐาน
เพราะเมื่อกลับไปที่ฐานเขาเองก็กลัวว่าเขาจะต้องโดนพ่อแม่บ่นอย่างแน่นอน
หลังจากนั้นเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธก็บินตรงไปยังทิศทางของฐานลวี่หยวนทันที
และตามระยะทางตรง พวกเขาจะต้องใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงถึงจะกลับถึงบ้าน
เมืองจูไห่
ฐานน้ำมัน
ตอนเช้าตรู่ คนในฐานก็เริ่มตื่นนอนกันมาสักพักแล้วและหลังจากกินอาหารเช้าเสร็จพวกเขาก็เริ่มทำงานในวันนี้ทันที
ในห้องโถงสำนักงานชั้นหนึ่งของฐานน้ำมัน จางเถียนไค่และหวังปินที่ตื่นนอนมานานแล้วก็กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้โซฟาและทั้งสองคนต่างก็เงียบใส่กัน คนหนึ่งก็สูบบุหรี่และอีกคนก็นั่งดูถ้วยชาที่เย็นมาได้สักพักแล้ว
“ได้ยินมาว่าเมื่อคืนประธานฉินไม่ได้กลับไปฐานตลอดทั้งคืน แถมเมื่อครู่พวกเรายังขาดการติดต่อกับฐานหลัก เป็นไปได้ไหมว่ามันจะเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น!?”
หวังปินเป็นฝ่ายทำลายความเงียบก่อน
เพียงแต่ ใต้ตาทั้งสองข้างของเขาก็ยังคงมีถุงใต้ตาที่ดูหนักและยังมีวงกลมสีดำจางๆ ให้เห็นและทั้งตัวก็ดูค่อนข้างโทรมไม่น้อยราวกับว่าเมื่อคืนนี้เขาจะพักผ่อนได้ไม่เพียงพอ
จางเถียนไค่เมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย ก็เงยหน้าขึ้นและเผยสภาพจิตใจที่ไม่ต่างกันมากนัก
“ฉันก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น! นายคิดว่าประธานฉินไปไหนกันแน่!?”
เขาเองก็ไม่ได้นอนตลอดทั้งคืนโดยเฉพาะตั้งแต่ที่เขาได้ยินข่าวว่าเจ้านายของเขาที่ขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินออกจากฐานน้ำมันไปไม่ได้กลับไปยังเมืองเหมอนถัง ซึ่งข่าวนี้ก็ทำให้พวกเขาสองคนตกใจมาก
พวกเขาเข้าใจดีถึงความสำคัญของประธานฉินที่มีต่อฐานลวี่หยวน
จะพูดว่าเขาเป็นจิตวิญญาณของทั้งฐานก็คงจะไม่มากเกินไป
พวกเขาเองก็ไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าหลังจากที่สูญเสียประธานฉินไปแล้วฐานลวี่หยวนจะเป็นยังไงต่อไป
“บางทีประธานฉินอาจจะแค่มีเรื่องอื่นให้ทำก็เลยกลับไปช้าก็ได้ ด้วยความสามารถของท่านประธานจะมีใครสามารถรั้งเขาไว้ได้บ้าง”
หวังปินดูเหมือนจะพูดให้จางเถียนไค่ แต่มันก็ฟังดูเหมือนจะกำลังปลอบใจตัวเองไปด้วย
“แต่ตอนนี้แม้แต่ฐานหลักก็ยังติดต่อไม่ได้.......”
ใช่แล้ว
หลังจากฟ้าสาง พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะเปิดวิทยุทางทหารอีกครั้งและอยากจะถามถึงสถานการณ์ของประธานฉิน
แต่ผลก็คือ
แม้แต่ฐานหลักก็ขาดการติดต่อไปแล้ว!
“วิทยุเสียหรือเปล่า?”
หวังปินมองไปที่วิทยุที่อยู่ข้างๆ เขาอย่างสงสัย ซึ่งมันดูคล้ายกับเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ดูหนากว่าก่อนจะพูดออกมาอย่างไม่แน่ใจ
"เป็นไปไม่ได้! ฉันตรวจสอบไฟแสดงสถานะต่างๆ ของวิทยุแล้ว มันไม่เสียอย่างแน่นอน!"
"เว้นแต่ตัวที่ฐานหลักจะพัง..."
แต่เขาก็ไม่ได้พูดต่อเพราะเขารู้สึกว่าโอกาสที่วิทยุทางทหารแบบนี้จะพังนั้นมีน้อยเกินไป ถ้ามันพังหลังจากใช้แค่ครั้งเดียว มันก็ไม่สมควรที่จะเรียกว่าเป็นของสำหรับทหารแล้ว
“ประธานฉินก็คงจะไม่เป็นอะไรหรอก แต่วันนี้เราควรจะทำยังไงดีล่ะ? เมื่อวานเราได้ลองติดต่อกับฐานเมืองจูไห่ดูแล้วและวันนี้เราจะต้องหารือเรื่องความร่วมมือกับพวกเขาด้วย เมื่อคืนประธานฉินก็หายตัวไปแล้วแบบนี้ทางเราจะตัดสินใจเรื่องไหนได้บ้าง?”
จางเถียนไค่เชื่อมั่นอย่างมากว่าเจ้านายของเขาจะต้องไม่เป็นไร ดังนั้นความกังวลหลักของเขาในตอนนี้จึงเป็นการที่เขาติดต่อกับฐานหลักไม่ได้
เมื่อวานพวกเขาได้ไปค้นหาฐานที่เรียกตัวเองว่าฐานเมืองจูไห่และสิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็คือน้ำเสียงและทัศนคติของอีกฝ่ายนั้นกลับดีมากและพวกเขาก็เต็มใจที่จะร่วมมือกับฐานน้ำมันมาก
จางเถียนไค่ที่ต้องทำงานอย่างหนักในฐานหลักเพื่อรับสมัครคนก็รู้สึกแปลกใจมาก
แต่ไม่นานเขาก็รู้สึกโล่งใจเพราะยิ่งคนเหล่านี้รอดชีวิตในวันสิ้นโลกมาได้นานเท่าไร พวกเขาก็จะยิ่งมีประสบการณ์และความสามารถมากขึ้นเท่านั้น
ไม่อย่างนั้นพวกเขาก็คงจะตายกันไปนานแล้ว
“พวกเรามาตัดสินใจกันเองก่อนเถอะ ตราบใดที่มันไม่มากเกินไป ฉันก็เชื่อว่าประธานฉินจะไม่โทษเรา”
ทั้งสองก็รู้สึกว่านี่เป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่พวกเขามีในตอนนี้
เนื่องจากยังไม่มีใครเป็นผู้ตัดสินใจในขั้นสุดท้าย ดังนั้นการบรรลุข้อตกลงในเบื้องต้นกับพวกเขาก่อนแล้วยค่อยเจรจาหาจุดที่ลงตัวสำหรับทุกฝ่ายก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี เพราะกว่าที่การเจรจาจะจบลงในเวลานั้นประธานฉินก็คงจะกลับมาแล้ว
เวลาผ่านไปจนถึงช่วงประมาณ 7 โมง
หลังจากบินมากว่าหนึ่งชั่วโมงฉินจิ้นและเซี่ยเหยียนก็เข้าสู่เขตน่านฟ้าของเมืองเหมินถังในที่สุด!
แต่ทันใดนั้นก็มีปัญหาเกิดขึ้น
“ประธานฉิน ผมติดต่อกับฐานหลักไม่ได้ ตอนนี้ผมไม่เจอสัญญาณตอบรับจากทางฐานหลักเลยครับ!”
หืม?
ฉินจินที่นั่งอยู่ด้านหลังก็รู้สึกแปลกใจเพราะทุกครั้งที่คนของฐานลวี่หยวนออกไปหรือกลับมา พวกเขาก็จะต้องแจ้งผ่านวิทยุก่อนเสมอและจากนั้นก็จะมีคนในฐานทำการตรวจสอบและทำการยืนยันและหลังจากได้รับการยืนยันแล้วพวกเขาถึงจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปในฐาน นี่คือขั้นตอนที่ถูกกำหนดไว้
ทำไมวันนี้ถึงติดต่อไม่ได้?
วิทยุเสียงั้นเหรอ?
แต่พวกเขาก็ไม่ได้คิดอะไรมากและทำการบินต่อไป
เพราะอย่างไรก็ตาม เฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธลำนี้ก็เป็นเฮลิคอปเตอร์ประจำตัวของฉินจิ้นและทุกคนในฐานก็รู้เรื่องนี้ดี เขาจึงสามารถกลับไปที่ฐานแล้วค่อยถามใครสักคนในภายหลังได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ไม่กี่นาทีต่อมาพวกเขาก็มาอยู่เหนือฐานแล้ว
แต่ในตอนนี้เองฉินจิ้นก็ต้องตกตะลึง
ด้วยสายตาที่ดีกว่าปกติของเขา เขามองเห็นศพจำนวนมากนอนอยู่บนพื้นของฐานย่อยและยังมีคนสองคนที่อยู่ในที่โล่งโดยที่หนึ่งในนั้นกำลังถือปืนอยู่!
ส่วนบนกำแพงของฐานทัพหลักก็มีคนระดับสูงจำนวนมากกำลังยืนอยู่บนนั้นพร้อมกับปืนและกำลังจ้องมองเขาด้วยความตกตะลึง!
เกิดอะไรขึ้น!
เกิดอะไรขึ้น!
ฉันจากไปแค่แปปเดียว ฐานก็เกือบจะล่มสลายแล้วงั้นเหรอ!?