- หน้าแรก
- กลับมาเกิดใหม่ในวันสิ้นโลก : เริ่มต้นด้วยการสร้างฐานที่แข็งแกร่งที่สุด
- ตอนที่ 265 : ล้มป่วย
ตอนที่ 265 : ล้มป่วย
ตอนที่ 265 : ล้มป่วย
ตอนที่ 265 : ล้มป่วย
ตอนเที่ยง
เมืองหยุนเฉิงในมณฑลกวางหนาน
บนทางด่วนสายหนึ่ง ขบวนรถที่ยาวเหยียดกำลังจอดอยู่
รถเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นรถบรรทุกสินค้าและรถบรรทุกหนักและที่หัวและท้ายของขบวนก็ยังมีรถหุ้มเกราะปราบจลาจลที่ดูน่าเกรงขามอีกสองคัน!
นี่คือขบวนรถของหลี่ปั๋วเหวินที่กำลังออกเดินทางไปยังเมืองอวี๋!
ตอนเช้าหลังจากที่พวกเขาออกมาจากฐานลวี่หยวนและเดินทางมาได้ประมาณสามร้อยกว่ากิโลเมตร ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาได้เกินครึ่งหนึ่งของระยะทางทั้งหมดและมาถึงเมืองที่ต้องผ่านเมืองหนึ่งหรือก็คือเมืองหยุนเฉิง
“หลี่ปั๋วเหวิน ตามความเร็วนี้พวกเราน่าจะสามารถไปถึงคลังอาวุธได้ก่อนช่วงเย็นใช่ไหม”
บนทางด่วน จงอวี่และหลี่ปั๋วเหวินกำลังพิงราวกันตกบนถนนและในมือของเขาก็ยังคงถือซาลาเปาลูกใหญ่ที่ถูกเตรียมไว้จากฐานล่วงหน้า เขากินมันอย่างเอร็ดอร่อยและคุยกับหลี่ปั๋วเหวินไปด้วย
“ตามความเร็วนี้ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร”
หลี่ปั๋วเหวินเองก็กำลังกินโรลที่ไม่รู้ว่ามีไส้อะไรและทันทีที่เขากัดไปหนึ่งคำน้ำซอสที่อยู่ข้างในก็ทะลักออกมา แค่ดูก็รู้ว่ารสชาติของมันน่าจะอร่อยไม่น้อยเลย
อาหารของฝ่ายต่อสู้ของฐานลวี่หยวนนั้นมักจะเป็นของดีอยู่เสมอและก่อนที่จะออกเดินทางในครั้งนี้ ฐานก็ยังได้เตรียมอาหารไว้ให้พวกเขาล่วงหน้าสำหรับนำติดตัวไปด้วย แม้ว่าตอนนี้พวกมันจะไม่ร้อนแล้ว แต่รสชาติของพวกมันก็ยังดีกว่าการกินบิสกิตแท่งอย่างไม่ต้องสงสัย
“รีบกินให้เสร็จแล้วเดินทางกันต่อเถอะ!”
จงอวี่พยักหน้ารับทราบ
พวกเขาวางแผนการเดินทางไว้แล้วและเวลาสำหรับการพักทานอาหารกลางวันจะอยู่ที่ 8 นาทีเท่านั้น
เรียกได้ว่าเป็นการแข่งกับเวลาจริงๆ
หลังจากที่หลี่ปั๋วเหวินกินโรลเสร็จในสองสามคำ เขาก็หยิบแผนที่ข้างตัวออกมาและยืนยันตำแหน่งของขบวนรถอีกครั้งแล้วจึงตะโกนบอกให้ลูกทีมขึ้นรถและเตรียมตัวออกเดินทางกันอีกครั้ง
ขบวนรถที่ยาวเหยียด 35 คันก็วิ่งต่อไปบนทางด่วนอีกครั้ง
แน่นอนว่าทางด่วนเส้นนี้ก็ยังคงมีซากรถที่จอดอยู่ตามถนนและสิ่งกีดขวางอื่นๆ อีกมากมาย สำหรับสิ่งกีดขวางพวกนี้หากพวกมันมีขนาดไม่ใหญ่มากพวกมันก็จพถูกรถปลาบจราจลดันเปิดทางออกไปทันทีและจะมีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่จะต้องให้คนลงไปเคลื่อนย้ายออก
ดังนั้นขบวนรถที่ส่วนใหญ่นั้นยังว่างเปล่าอยู่ก็กำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองอวี๋ด้วยความเร็วที่ไม่ช้ามากนัก
ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมา
พวกเขาก็ออกจากเขตเมืองหยุนเฉิงและในที่สุดก็เข้าสู่ตำแหน่งที่เมืองอวี๋อยู่!
หลี่ปั๋วเหวินนั่งอยู่ที่ที่นั่งผู้โดยสารข้างคนขับของรถปราบจลาจลที่นำหน้าและถือแผนที่และคอยตรวจสอบตำแหน่งของตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพราะตั้งแต่ช่วงท้ายของสิ้นปีที่แล้ว GPS ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ก็ไม่สามารถที่จะนำทางพวกเขาได้อีกต่อไปและแม้แต่แผนที่ออฟไลน์ก็ยังไม่มีประโยชน์
ดังนั้นในตอนนี้การออกไปทำภารกิจข้างนอกจึงทำได้เพียงพึ่งพาแผนที่และป้ายบอกทางบนถนนเพื่อนำทาง
ตอนนี้พวกเขามาถึงเมืองอวี๋แล้ว แต่พวกเขาก็ยังอยู่ห่างจากจุดหมายปลายทางสุดท้ายมาก
เพราะขนาดของเมืองอวี๋นั้นนับว่าใหญ่มากกินพื้นที่หลายร้อยตารางกิโลเมตร
ส่วนภูเขาต้าเหลียงซานที่พวกเขาจะไปนั้นก็อยู่ในภูเขาในชนบทที่ค่อนข้างห่างไกล ดังนั้นพวกเขาจึงยังต้องเดินทางอีกไกลมากกว่าจะไปถึง
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
ขบวนรถก็ออกจากทางด่วนและเข้าสู่ถนนหลวง
ระยะทางที่เหลือเมื่อไม่มีทางด่วนให้วิ่งแล้ว พวกเขาจึงต้องลดความเร็วลง
ดังนั้นความยากลำบากที่แท้จริงจึงเพิ่งจะเริ่มต้น
“ทุกคนตั้งสติให้ดี! หลังจากลงจากทางด่วนแล้วซอมบี้อาจจะเพิ่มมากขึ้น! ถ้าเจอพวกมันก็อย่าสติแตก รถของพวกเราสามารถชนแล้ววิ่งผ่านพวกมันไปได้เลย!”
หลี่ปั๋วเหวินพูดในช่องสัญญาณของทีมอย่างง่ายๆ
ในตอนนี้สมาชิกในทีมที่ออกมาทำภารกิจในครั้งนี้ต่างก็มีวิทยุสื่อสารติดตัวคนละหนึ่งเครื่อง อุปกรณ์ที่ยังใช้งานได้ดีและมีประโยชน์อย่างมากในวันสิ้นโลกแบบนี้ฐานลวี่หยวนเองก็มีเก็บกักตุนไว้เป็นจำนวนมากและแน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่เสียดายที่จะนำมันออกมาใช้
“เดี๋ยวนายช่วยบอกทางให้เราหน่อย! พื้นที่นี้นายน่าจะคุ้นเคยมากกว่า!”
ประโยคนี้เขาพูดกับเหวยซานที่อยู่เบาะหลัง
เหวยซานในฐานะคนเมืองอวี๋ แน่นอนว่าหลี่ปั๋วเหวินต้องนำอีกฝ่ายมาด้วยเพื่อที่จะคอยบอกเส้นทางให้กับพวกเขา
คนในพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับภูเขาต้าเหลียงซานคนนี้เมื่อวานนี้เขาก็ได้นั่งเฮลิคอปเตอร์กลับมาที่ฐานลวี่หยวนด้วย แน่นอนว่าอีกฝ่ายเองก็ตกตะลึงอย่างมาก
ดังนั้นเพื่อที่จะสามารถอยู่ในฐานที่แข็งแกร่งแบบนี้ได้ในอนาคต เขาจึงกระตือรือร้นอย่างยิ่งและตบปากรับภารกิจนี้ด้วยตัวเองทันที
“ไม่มีปัญหา ไว้ใจผมได้เลย! ผมอยู่ที่นี่มา 20 ถึง 30 ปีแล้วผมคุ้นเคยกับที่นี่มาก!”
แสงแดดบนท้องฟ้าวันนี้ไม่ได้แรงมากนักเพราะวันนี้มีเมฆครึ้มมาตั้งแต่เช้าตั้งแต่เมืองเหมินถังจนมาถึงเมืองอวี๋
และดูเหมือนว่าฝนเองก็ใกล้จะตกแล้วเช่นกัน
หลี่ปั๋วเหวินและจงอวี่ก็อดไม่ได้ที่จะกังวลเล็กน้อย
เพราะถ้าฝนตกจริงๆ ถนนในหมู่บ้านและถนนบนภูเขาที่เหลืออยู่ก็อาจจะเดินทางยากลำบากยิ่งขึ้น?
.....
เมืองเหมินถัง
ฐานลวี่หยวน
ตอนเช้าหลังจากที่ฉินจิ้นและฝ่ายต่อสู้บางส่วนได้ออกไปแล้ว ฐานหลักและฐานย่อยก็เพิ่มการเฝ้าระวังทันที
กำแพงของฐานหลักในตอนนี้ก็ได้เพิ่มความสูงจนเกิน 30 เมตรไปแล้ว แต่ก็ยังคงมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังคงทำงานอย่างหนักต่อไป
ทางฝั่งของฐานย่อยเอง แม้ว่าจะมีด้านหนึ่งที่ติดกับฐานหลักและไม่ต้องก่อสร้างอะไร แต่ในด้านอื่นๆ กำแพงนั้นก็ถูกสร้างจนสูงถึง 16 เมตรไปแล้ว
ส่วนอาคารข้างในเองก็ยังคงเร่งการก่อสร้างอยู่
ไม่ว่าจะเป็นโกดัง หอพัก โรงเรือนเพาะปลูก อาคารสำนักงาน โรงพยาบาล โรงงานและอื่นๆ
อาคารต่างๆ ก็กำลังผุดขึ้นมามากมาย
นอกจากคนสองร้อยกว่าคนในฐานย่อยแล้ว ฐานหลักก็ยังได้หาบุคลากรระดับ 1 และ 2 อีกสามสี่ร้อยคนมาช่วย
ในตอนนี้
ที่ห้องพยาบาลของฐานหลัก
ที่นี่มีสภาพแวดล้อมที่ดีกว่าทางฝั่งของฐานย่อยมากและยังมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยกว่า
ในห้องพยาบาลห้องหนึ่ง จางเฉียงและหมอหลายคนก็กำลังล้อมรอบตัวเด็กสาวคนหนึ่งและกำลังพูดคุยกันอยู่
“พวกเราได้ตรวจเลือดและค่าเคมีต่างๆ แล้วร่างกายของคุณหลินในตอนนี้แปลกมาก! ค่าเลือดหลายตัวปรากฏความผิดปกติและตามปกติแล้วค่าที่ผิดปกติพวกนี้ก็อันตรายมาก แต่เธอกลับแค่มีไข้สูงอยู่ นี่มันแปลกจริงๆ! ผมเองก็เป็นหมอมานานหลายปีแต่ก็เพิ่งจะเคยเห็นเคสแบบนี้เป็นครั้งแรก!”
หมอคนหนึ่งก็พูดกับจางเฉียงและหมอคนอื่นๆ
“ผมก็เหมือนกัน ผมคิดไม่ออกเลยว่าคุณหลินเป็นอะไรถึงได้มีไข้สูงเป็นเวลานานขนาดนี้ บางทีมันอาจจะเป็นเพราะร่างกายของเธอเกิดความผิดปกติบางอย่างถึงได้เป็นแบบนี้ แต่ผมก็คาดว่ามันอาจจะเป็นเพราะปฏิกิริยาฉุกเฉินที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในร่างกายก็ได้”
หมอชายอีกคนที่ดูมีอายุมากกว่าเล็กน้อยและมีศีรษะล้านเป็นส่วนใหญ่และสวมแว่นตาหนาพูดออกมา
ข้างๆ กลุ่มหมอในห้อง ก็ยังมีชายอีกสองคนที่กำลังรออย่างร้อนรน
ชายสองคนนั้นก็คือตงฮุยและหลินจื้อเจี๋ย
เมื่อได้ยินการพูดคุยของหมอ หลินจื้อเจี๋ยก็อดไม่ได้ที่จะเดินเข้ามาถามก่อน
“คุณหมอ! น้องสาวของผมเป็นอะไรกันแน่!? เมื่อวานเธอยังดีๆ อยู่เลย แล้วทำไมพอนอนหลับไปแล้วตื่นขึ้นมาก็ป่วยไปซะแล้ว!? ขอร้องล่ะครับช่วยเธอด้วยเถอะนะครับ!”
เขาจับมือของหมอผู้ชายวัยกลางคนที่ศีรษะล้านอย่างร้อนรน
เขามีแค่น้องสาวคนนี้เพียงคนเดียวและเขาก็ไม่กล้าที่จะจินตนาการถึงความเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียเธอไป
“คุณหลิน พวกเราไม่ใช่ว่าไม่อยากจะรักษาน้องสาวของคุณนะ แต่ความสามารถของพวกเรามีจำกัดจริงๆ! เฮ้อ ขอโทษด้วยจริงๆ ครับ”
หมอที่ศีรษะล้านก็จับมือของเขาและปลอบใจว่า
“แต่คุณเองก็ไม่ต้องกังวลเกินไป คุณหลินแม้จะหมดสติไปชั่วคราว แต่เราก็มองว่าเธอน่าจะยังไม่มีอันตรายถึงชีวิต บางทีอีกเดี๋ยวเธอก็อาจจะหายได้ครับ”
“คุณเป็นหมอภาษาอะไรกัน!? บางทีคืออะไร? รีบคิดหาวิธีต่อไปสิ!”
ตงฮุยเองก็ทนดูไม่ไหวแล้วและเข้ามาพูดกับหมอเหล่านี้ทันที
เขาในฐานะผู้จัดการระดับสูงคนหนึ่งของฐานลวี่หยวน คำพูดของเขาย่อมมีน้ำหนักไม่น้อยและเมื่อได้ยินคำพูดของเขา หมอสองสามคนนั้นก็ยอมถอยและกลับไปปรึกษาหาวิธีกันข้างๆ ต่อทันที
ในใจของตงฮุยเองก็ร้อนรนเล็กน้อย หลินรุนเว่ยเด็กสาวคนนี้ได้สร้างผลงานให้กับฝ่ายผลิตไม่น้อยเลย เมื่อปีที่แล้วเธอยังได้ปรับปรุงอัตราการผลิตกระสุนให้ดีขึ้นจนเห็นผลได้ชัดและในปีนี้เธอก็ยังช่วยฝ่ายของเขาสร้างผลงานอีกไม่น้อย
เขาพึงพอใจกับเด็กสาวคนนี้ที่มีความสามารถ ขยัน นิสัยดีและหน้าตาก็ไม่เลวคนนี้อย่างมาก
จนในใจลึกๆ ก็ยังคงมีความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้บางอย่างแฝงอยู่ด้วย
“จื้อเจี๋ย ฉันเชื่อว่ารุนเว่ยจะไม่เป็นอะไร! พวกเราจะต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเธอ!”