เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 265 : ล้มป่วย

ตอนที่ 265 : ล้มป่วย

ตอนที่ 265 : ล้มป่วย


ตอนที่ 265 : ล้มป่วย

ตอนเที่ยง

เมืองหยุนเฉิงในมณฑลกวางหนาน

บนทางด่วนสายหนึ่ง ขบวนรถที่ยาวเหยียดกำลังจอดอยู่

รถเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นรถบรรทุกสินค้าและรถบรรทุกหนักและที่หัวและท้ายของขบวนก็ยังมีรถหุ้มเกราะปราบจลาจลที่ดูน่าเกรงขามอีกสองคัน!

นี่คือขบวนรถของหลี่ปั๋วเหวินที่กำลังออกเดินทางไปยังเมืองอวี๋!

ตอนเช้าหลังจากที่พวกเขาออกมาจากฐานลวี่หยวนและเดินทางมาได้ประมาณสามร้อยกว่ากิโลเมตร ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาได้เกินครึ่งหนึ่งของระยะทางทั้งหมดและมาถึงเมืองที่ต้องผ่านเมืองหนึ่งหรือก็คือเมืองหยุนเฉิง

“หลี่ปั๋วเหวิน ตามความเร็วนี้พวกเราน่าจะสามารถไปถึงคลังอาวุธได้ก่อนช่วงเย็นใช่ไหม”

บนทางด่วน จงอวี่และหลี่ปั๋วเหวินกำลังพิงราวกันตกบนถนนและในมือของเขาก็ยังคงถือซาลาเปาลูกใหญ่ที่ถูกเตรียมไว้จากฐานล่วงหน้า เขากินมันอย่างเอร็ดอร่อยและคุยกับหลี่ปั๋วเหวินไปด้วย

“ตามความเร็วนี้ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร”

หลี่ปั๋วเหวินเองก็กำลังกินโรลที่ไม่รู้ว่ามีไส้อะไรและทันทีที่เขากัดไปหนึ่งคำน้ำซอสที่อยู่ข้างในก็ทะลักออกมา แค่ดูก็รู้ว่ารสชาติของมันน่าจะอร่อยไม่น้อยเลย

อาหารของฝ่ายต่อสู้ของฐานลวี่หยวนนั้นมักจะเป็นของดีอยู่เสมอและก่อนที่จะออกเดินทางในครั้งนี้ ฐานก็ยังได้เตรียมอาหารไว้ให้พวกเขาล่วงหน้าสำหรับนำติดตัวไปด้วย แม้ว่าตอนนี้พวกมันจะไม่ร้อนแล้ว แต่รสชาติของพวกมันก็ยังดีกว่าการกินบิสกิตแท่งอย่างไม่ต้องสงสัย

“รีบกินให้เสร็จแล้วเดินทางกันต่อเถอะ!”

จงอวี่พยักหน้ารับทราบ

พวกเขาวางแผนการเดินทางไว้แล้วและเวลาสำหรับการพักทานอาหารกลางวันจะอยู่ที่ 8 นาทีเท่านั้น

เรียกได้ว่าเป็นการแข่งกับเวลาจริงๆ

หลังจากที่หลี่ปั๋วเหวินกินโรลเสร็จในสองสามคำ เขาก็หยิบแผนที่ข้างตัวออกมาและยืนยันตำแหน่งของขบวนรถอีกครั้งแล้วจึงตะโกนบอกให้ลูกทีมขึ้นรถและเตรียมตัวออกเดินทางกันอีกครั้ง

ขบวนรถที่ยาวเหยียด 35 คันก็วิ่งต่อไปบนทางด่วนอีกครั้ง

แน่นอนว่าทางด่วนเส้นนี้ก็ยังคงมีซากรถที่จอดอยู่ตามถนนและสิ่งกีดขวางอื่นๆ อีกมากมาย สำหรับสิ่งกีดขวางพวกนี้หากพวกมันมีขนาดไม่ใหญ่มากพวกมันก็จพถูกรถปลาบจราจลดันเปิดทางออกไปทันทีและจะมีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่จะต้องให้คนลงไปเคลื่อนย้ายออก

ดังนั้นขบวนรถที่ส่วนใหญ่นั้นยังว่างเปล่าอยู่ก็กำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองอวี๋ด้วยความเร็วที่ไม่ช้ามากนัก

ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมา

พวกเขาก็ออกจากเขตเมืองหยุนเฉิงและในที่สุดก็เข้าสู่ตำแหน่งที่เมืองอวี๋อยู่!

หลี่ปั๋วเหวินนั่งอยู่ที่ที่นั่งผู้โดยสารข้างคนขับของรถปราบจลาจลที่นำหน้าและถือแผนที่และคอยตรวจสอบตำแหน่งของตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพราะตั้งแต่ช่วงท้ายของสิ้นปีที่แล้ว GPS ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ก็ไม่สามารถที่จะนำทางพวกเขาได้อีกต่อไปและแม้แต่แผนที่ออฟไลน์ก็ยังไม่มีประโยชน์

ดังนั้นในตอนนี้การออกไปทำภารกิจข้างนอกจึงทำได้เพียงพึ่งพาแผนที่และป้ายบอกทางบนถนนเพื่อนำทาง

ตอนนี้พวกเขามาถึงเมืองอวี๋แล้ว แต่พวกเขาก็ยังอยู่ห่างจากจุดหมายปลายทางสุดท้ายมาก

เพราะขนาดของเมืองอวี๋นั้นนับว่าใหญ่มากกินพื้นที่หลายร้อยตารางกิโลเมตร

ส่วนภูเขาต้าเหลียงซานที่พวกเขาจะไปนั้นก็อยู่ในภูเขาในชนบทที่ค่อนข้างห่างไกล ดังนั้นพวกเขาจึงยังต้องเดินทางอีกไกลมากกว่าจะไปถึง

ครึ่งชั่วโมงต่อมา

ขบวนรถก็ออกจากทางด่วนและเข้าสู่ถนนหลวง

ระยะทางที่เหลือเมื่อไม่มีทางด่วนให้วิ่งแล้ว พวกเขาจึงต้องลดความเร็วลง

ดังนั้นความยากลำบากที่แท้จริงจึงเพิ่งจะเริ่มต้น

“ทุกคนตั้งสติให้ดี! หลังจากลงจากทางด่วนแล้วซอมบี้อาจจะเพิ่มมากขึ้น! ถ้าเจอพวกมันก็อย่าสติแตก รถของพวกเราสามารถชนแล้ววิ่งผ่านพวกมันไปได้เลย!”

หลี่ปั๋วเหวินพูดในช่องสัญญาณของทีมอย่างง่ายๆ

ในตอนนี้สมาชิกในทีมที่ออกมาทำภารกิจในครั้งนี้ต่างก็มีวิทยุสื่อสารติดตัวคนละหนึ่งเครื่อง อุปกรณ์ที่ยังใช้งานได้ดีและมีประโยชน์อย่างมากในวันสิ้นโลกแบบนี้ฐานลวี่หยวนเองก็มีเก็บกักตุนไว้เป็นจำนวนมากและแน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่เสียดายที่จะนำมันออกมาใช้

“เดี๋ยวนายช่วยบอกทางให้เราหน่อย! พื้นที่นี้นายน่าจะคุ้นเคยมากกว่า!”

ประโยคนี้เขาพูดกับเหวยซานที่อยู่เบาะหลัง

เหวยซานในฐานะคนเมืองอวี๋ แน่นอนว่าหลี่ปั๋วเหวินต้องนำอีกฝ่ายมาด้วยเพื่อที่จะคอยบอกเส้นทางให้กับพวกเขา

คนในพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับภูเขาต้าเหลียงซานคนนี้เมื่อวานนี้เขาก็ได้นั่งเฮลิคอปเตอร์กลับมาที่ฐานลวี่หยวนด้วย แน่นอนว่าอีกฝ่ายเองก็ตกตะลึงอย่างมาก

ดังนั้นเพื่อที่จะสามารถอยู่ในฐานที่แข็งแกร่งแบบนี้ได้ในอนาคต เขาจึงกระตือรือร้นอย่างยิ่งและตบปากรับภารกิจนี้ด้วยตัวเองทันที

“ไม่มีปัญหา ไว้ใจผมได้เลย! ผมอยู่ที่นี่มา 20 ถึง 30 ปีแล้วผมคุ้นเคยกับที่นี่มาก!”

แสงแดดบนท้องฟ้าวันนี้ไม่ได้แรงมากนักเพราะวันนี้มีเมฆครึ้มมาตั้งแต่เช้าตั้งแต่เมืองเหมินถังจนมาถึงเมืองอวี๋

และดูเหมือนว่าฝนเองก็ใกล้จะตกแล้วเช่นกัน

หลี่ปั๋วเหวินและจงอวี่ก็อดไม่ได้ที่จะกังวลเล็กน้อย

เพราะถ้าฝนตกจริงๆ ถนนในหมู่บ้านและถนนบนภูเขาที่เหลืออยู่ก็อาจจะเดินทางยากลำบากยิ่งขึ้น?

.....

เมืองเหมินถัง

ฐานลวี่หยวน

ตอนเช้าหลังจากที่ฉินจิ้นและฝ่ายต่อสู้บางส่วนได้ออกไปแล้ว ฐานหลักและฐานย่อยก็เพิ่มการเฝ้าระวังทันที

กำแพงของฐานหลักในตอนนี้ก็ได้เพิ่มความสูงจนเกิน 30 เมตรไปแล้ว แต่ก็ยังคงมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังคงทำงานอย่างหนักต่อไป

ทางฝั่งของฐานย่อยเอง แม้ว่าจะมีด้านหนึ่งที่ติดกับฐานหลักและไม่ต้องก่อสร้างอะไร แต่ในด้านอื่นๆ กำแพงนั้นก็ถูกสร้างจนสูงถึง 16 เมตรไปแล้ว

ส่วนอาคารข้างในเองก็ยังคงเร่งการก่อสร้างอยู่

ไม่ว่าจะเป็นโกดัง หอพัก โรงเรือนเพาะปลูก อาคารสำนักงาน โรงพยาบาล โรงงานและอื่นๆ

อาคารต่างๆ ก็กำลังผุดขึ้นมามากมาย

นอกจากคนสองร้อยกว่าคนในฐานย่อยแล้ว ฐานหลักก็ยังได้หาบุคลากรระดับ 1 และ 2 อีกสามสี่ร้อยคนมาช่วย

ในตอนนี้

ที่ห้องพยาบาลของฐานหลัก

ที่นี่มีสภาพแวดล้อมที่ดีกว่าทางฝั่งของฐานย่อยมากและยังมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยกว่า

ในห้องพยาบาลห้องหนึ่ง จางเฉียงและหมอหลายคนก็กำลังล้อมรอบตัวเด็กสาวคนหนึ่งและกำลังพูดคุยกันอยู่

“พวกเราได้ตรวจเลือดและค่าเคมีต่างๆ แล้วร่างกายของคุณหลินในตอนนี้แปลกมาก! ค่าเลือดหลายตัวปรากฏความผิดปกติและตามปกติแล้วค่าที่ผิดปกติพวกนี้ก็อันตรายมาก แต่เธอกลับแค่มีไข้สูงอยู่ นี่มันแปลกจริงๆ! ผมเองก็เป็นหมอมานานหลายปีแต่ก็เพิ่งจะเคยเห็นเคสแบบนี้เป็นครั้งแรก!”

หมอคนหนึ่งก็พูดกับจางเฉียงและหมอคนอื่นๆ

“ผมก็เหมือนกัน ผมคิดไม่ออกเลยว่าคุณหลินเป็นอะไรถึงได้มีไข้สูงเป็นเวลานานขนาดนี้ บางทีมันอาจจะเป็นเพราะร่างกายของเธอเกิดความผิดปกติบางอย่างถึงได้เป็นแบบนี้ แต่ผมก็คาดว่ามันอาจจะเป็นเพราะปฏิกิริยาฉุกเฉินที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในร่างกายก็ได้”

หมอชายอีกคนที่ดูมีอายุมากกว่าเล็กน้อยและมีศีรษะล้านเป็นส่วนใหญ่และสวมแว่นตาหนาพูดออกมา

ข้างๆ กลุ่มหมอในห้อง ก็ยังมีชายอีกสองคนที่กำลังรออย่างร้อนรน

ชายสองคนนั้นก็คือตงฮุยและหลินจื้อเจี๋ย

เมื่อได้ยินการพูดคุยของหมอ หลินจื้อเจี๋ยก็อดไม่ได้ที่จะเดินเข้ามาถามก่อน

“คุณหมอ! น้องสาวของผมเป็นอะไรกันแน่!? เมื่อวานเธอยังดีๆ อยู่เลย แล้วทำไมพอนอนหลับไปแล้วตื่นขึ้นมาก็ป่วยไปซะแล้ว!? ขอร้องล่ะครับช่วยเธอด้วยเถอะนะครับ!”

เขาจับมือของหมอผู้ชายวัยกลางคนที่ศีรษะล้านอย่างร้อนรน

เขามีแค่น้องสาวคนนี้เพียงคนเดียวและเขาก็ไม่กล้าที่จะจินตนาการถึงความเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียเธอไป

“คุณหลิน พวกเราไม่ใช่ว่าไม่อยากจะรักษาน้องสาวของคุณนะ แต่ความสามารถของพวกเรามีจำกัดจริงๆ! เฮ้อ ขอโทษด้วยจริงๆ ครับ”

หมอที่ศีรษะล้านก็จับมือของเขาและปลอบใจว่า

“แต่คุณเองก็ไม่ต้องกังวลเกินไป คุณหลินแม้จะหมดสติไปชั่วคราว แต่เราก็มองว่าเธอน่าจะยังไม่มีอันตรายถึงชีวิต บางทีอีกเดี๋ยวเธอก็อาจจะหายได้ครับ”

“คุณเป็นหมอภาษาอะไรกัน!? บางทีคืออะไร? รีบคิดหาวิธีต่อไปสิ!”

ตงฮุยเองก็ทนดูไม่ไหวแล้วและเข้ามาพูดกับหมอเหล่านี้ทันที

เขาในฐานะผู้จัดการระดับสูงคนหนึ่งของฐานลวี่หยวน คำพูดของเขาย่อมมีน้ำหนักไม่น้อยและเมื่อได้ยินคำพูดของเขา หมอสองสามคนนั้นก็ยอมถอยและกลับไปปรึกษาหาวิธีกันข้างๆ ต่อทันที

ในใจของตงฮุยเองก็ร้อนรนเล็กน้อย หลินรุนเว่ยเด็กสาวคนนี้ได้สร้างผลงานให้กับฝ่ายผลิตไม่น้อยเลย เมื่อปีที่แล้วเธอยังได้ปรับปรุงอัตราการผลิตกระสุนให้ดีขึ้นจนเห็นผลได้ชัดและในปีนี้เธอก็ยังช่วยฝ่ายของเขาสร้างผลงานอีกไม่น้อย

เขาพึงพอใจกับเด็กสาวคนนี้ที่มีความสามารถ ขยัน นิสัยดีและหน้าตาก็ไม่เลวคนนี้อย่างมาก

จนในใจลึกๆ ก็ยังคงมีความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้บางอย่างแฝงอยู่ด้วย

“จื้อเจี๋ย ฉันเชื่อว่ารุนเว่ยจะไม่เป็นอะไร! พวกเราจะต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเธอ!”

จบบทที่ ตอนที่ 265 : ล้มป่วย

คัดลอกลิงก์แล้ว