- หน้าแรก
- กลับมาเกิดใหม่ในวันสิ้นโลก : เริ่มต้นด้วยการสร้างฐานที่แข็งแกร่งที่สุด
- ตอนที่ 61 : ตั้งค่ายพักแรมยามค่ำคืน
ตอนที่ 61 : ตั้งค่ายพักแรมยามค่ำคืน
ตอนที่ 61 : ตั้งค่ายพักแรมยามค่ำคืน
ตอนที่ 61 : ตั้งค่ายพักแรมยามค่ำคืน
พระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก
เวลา 15:30 น.
ภายในโรงเรียนการบิน
ทีมต่อสู้ได้ทำการค้นหาและตรวจสอบสิ่งที่พวกเขาจะต้องนำกลับไปในเบื้องต้นเสร็จสิ้นแล้ว ก่อนที่จะมารายงานต่อฉินจิ้น
มีอุปกรณ์ อะไหล่และเครื่องมือที่เกี่ยวข้องมากมายและคาดว่าน่าจะต้องบรรทุกไปกันจนเต็มรถบรรทุกขนาดใหญ่ทั้ง 3 คัน
นอกจากนั้นก็ยังมีเสบียงที่มีประโยชน์อื่นๆ เช่น อาหารจำนวนมากในโรงอาหารของที่นี่ รวมถึงคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เอกสารกระดาษ (ข้อมูลของเฮลิคอปเตอร์ต่างๆ เช่นประวัติการใช้เครื่อง คู่มือต่างๆ) ในอาคารสำนักงานซึ่งต้องนำกลับไปให้หมดและคาดว่าจะต้องใช้รถบรรทุกหนักอีกหนึ่งคันเพื่อขนพวกมัน
แต่หลังจากหักรถที่ใช้สำหรับขนเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่ออกไปแล้ว พวกเขาก็จะเหลือรถบรรทุกหนักอีกเพียง 1 คันจากทั้งหมดที่พวกเขานำมา
และน้ำมันสำหรับอากาศยานที่พวกเขาเจอก็มีอยู่ที่ประมาณ 150 ตัน!
โรงเรียนแห่งนี้มักจะมีนักเรียนที่ต้องฝึกบินจำนวนมากในทุกๆ วันและมีอัตราการใช้น้ำมันต่อวันที่ไม่น้อยเลย ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องปกติที่พวกเขาจะมีน้ำมันสำหรับอากาศยานสำรองไว้มากขนาดนี้
ตามปริมาตรของถังน้ำมันขนาดใหญ่ทั่วไป หนึ่งถังจะมีความจุประมาณ 200 ลิตรแต่ด้วยน้ำมัน 150 ตันนั้นหมายความว่าพวกเขาจะต้องใช้ถังทั้งหมด 750 ถัง!
แต่ด้วยวิธีนี้ รถบรรทุกหนักที่เหลือจะไม่สามารถบรรทุกพวกมันไปได้หมด
จนในที่สุด ทุกคนก็เสนอความคิดเห็นร่วมกันว่า
พวกเขาจะนำถังน้ำมันเปล่าจำนวนมากของที่นี่มารวมกับที่พวกเขานำติดมาด้วยไปเติมน้ำมันเข้าไป แล้วนำถังน้ำมันพวกนั้นไปมัดไว้ตามช่องว่างบางส่วนบนรถกึ่งพ่วงที่ใช้ขนเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งคาดว่าน่าจะสามารถยัดไปได้ถึง 300 ถัง
ส่วนรถบรรทุกหนักที่เหลือก็สามารถขนได้อีกเกือบหนึ่งร้อยถัง แต่นั่นก็หมายความว่าพวกเขาจะต้องหาวิธีขนอีก 350 ถังที่เหลือ
ในที่สุด หลังจากทุกคนหารือกันแล้ว พวกเขาก็ตัดสินใจออกไปหารถบรรทุกน้ำมันหรือรถบรรทุกหนักมาเพิ่มเพราะหากไม่ทำแบบนี้ พวกเขาก็คงไม่มีทางขนน้ำมันกลับไปได้หมดแน่
และอย่างไรก็ตาม ที่นี่ก็คือเมืองหยางเฉิงและการหารถบรรทุกน้ำมันหรือรถบรรทุกหนักก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย
ฉินจิ้นเองก็ปรับแผนด้วยและเขาก็ไม่ได้วางแผนที่จะกลับภายในวันพรุ่งนี้อยู่แล้ว
เขาเตรียมที่จะใช้สนามบินแห่งนี้เป็นฐานชั่วคราวของเขาและพรุ่งนี้เขาจะให้เซี่ยเหยียนขับเฮลิคอปเตอร์ไปหาเป้าหมายที่เหลือ!
การบินไปโดยตรงนั้นยังไงก็เร็วกว่ามาก!
แค่บินวนดูรอบเป้าหมาย ถ้าเห็นเป้าหมายอยู่ที่นั่น พวกเขาก็จะสามารถลงจอดแล้วไปตรวจสอบได้ทันทีและถ้ามันอยู่ในสภาพที่ดีพวกเขาก็จะบินเอามันกลับมา แต่ถ้าเฮลิคอปเตอร์ลำเป้าหมายมีความเสียหายพวกเขาก็คงต้องยอมแพ้ไป
แต่ในช่วงระหว่างการวางแผนเมื่อครู่จู่ๆ จางเถียนไค่ก็รีบวิ่งนำข่าวดีมาบอกเขาว่า ซุนเสี่ยวหลงและซุนเสี่ยวหู่สองพี่น้องที่เข้าร่วมทีมต่อสู้ของพวกเขา จริงๆ แล้วทั้งสองเคยมีประสบการณ์ในการขับเฮลิคอปเตอร์มาก่อน!
ฉินจิ้นที่ได้ยินก็รีบเรียกพวกเขาเข้ามาหาทันทีและถามทั้งสองคนด้วยตัวเอง
คำตอบที่ได้ก็คือ หน่วยที่พวกเขาได้บรรจุอยู่นั้นเห็นว่าสมรรถภาพทางร่างกายและความฉลาดของพวกเขาอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม ทางหน่วนจึงส่งพวกเขาสองพี่น้องไปเข้าร่วมการทดสอบนักบินและการทดสอบนั้นผลที่ออกมาก็คือพวกเขาผ่านมาตรฐาน ดังนั้นพวกเขาจึงถูกส่งไปฝึกเป็นนักบินรบสำรอง!
พวกเขายังได้เข้าร่วมการฝึกขับเครื่องบินเป็นระยะเวลาหนึ่งด้วย แน่นอนว่านั่นรวมถึงเฮลิคอปเตอร์ซึ่งขับได้ง่ายกว่าเครื่องบินรบขับไล่หลายบทบาทมาก
เพียงแต่ว่าต่อมา พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไม แต่สองพี่น้องกลับไม่ได้รับเลือกให้เข้าบรรจุในหน่วยนักบินรบ
และพวกเขาก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ฝึกขับเครื่องบินต่อ ก่อนจะถูกส่งกลับไปประจำอยู่หน่วยเดิมและถูกปลดประจำการหลังจากนั้นไม่นาน
สำหรับเรื่องนี้ สองพี่น้องก็ยังคงรู้สึกเสียใจมาโดยตลอด
แต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ในตอนที่ประชุม ตอนที่พวกเขาเห็นว่าประธานฉินได้บอกว่าเป้าหมายในการออกจากฐานในครั้งนี้คือการหาเฮลิคอปเตอร์ แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ถามทุกคนว่ามีใครที่ขับได้ไหม ดังนั้นทั้งสองจึงไม่ได้พูดอะไรออกไป
จนกระทั่งบ่ายวันนี้ ตอนที่พวกเขากำลังพูดคุยถึงความหลังในช่วงเวลานั้นกันในขณะที่ทำงานกับสมาชิกทีมคนอื่นๆ หัวหน้าทีมของพวกเขาจางเถียนไค่ก็ได้ยินเรื่องนี้เข้าจึงรีบไปรายงานฉินจิ้นทันที
ฉินจิ้นเกือบจะตบต้นขาของเขาหลังจากรู้เรื่องนี้
เขาลืมถามเรื่องนี้ไปสนิทจริงๆ เพราะเขาคิดว่าทุกคนคงจะไม่เคยได้สัมผัสกับเฮลิคอปเตอร์มาก่อนและเขาก็ไม่คิดว่าจะมีคนที่มีความสามารถแบบนี้อยู่ในหมู่สมาชิกใหม่ของเขาด้วย!
หลังจากยืนยันกับสองพี่น้องแล้วว่าพวกเขาเคยขับเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธและถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยขับเฮลิคอปเตอร์รุ่นพลเรือนแบบนี้มาก่อน แต่พวกเขาก็บอกว่าพวกเขาน่าจะฝึกและทำความคุ้นเคยกับพวกมันได้อย่างรวดเร็ว
ฉินจิ้นที่ได้ยินก็มีความสุขมาก
เขาไม่คาดคิดว่าคนสองคนที่เขาเคยช่วยเหลือมาโดยไม่ได้ตั้งใจจะเป็นนักบินที่เขาต้องการมาโดยตลอด
ถ้าเขารู้ เขาก็คงกอดสองคนนี้ไว้แน่นและไม่ยอมปล่อยนานแล้ว!
เพราะตอนที่จัดการกับจ้าวเฉียงก่อนหน้านี้ เขาก็เกือบจะปล่อยสองคนนี้ออกไปจากมือแล้ว ถ้าเป็นแบบนั้นเขาก็คงเสียใจแย่
ด้วยความสามารถของสองคนนี้ ถ้าในอนาคตเขาหาเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธมาได้จริงๆ เขาก็จะมีนักบินที่เหมาะสมสำหรับมันทันที!
....
ในตอนบ่าย
ภายในอาคารสำนักงานในโรงเรียนฝึกบิน
เขาเรียกหัวหน้าหน่วยทุกคนมาและเริ่มบอกแผนที่เตรียมไว้ให้ทุกคนฟังและหารือว่าจะจัดสรรภารกิจกันอย่างไร
บางคนจะถูกส่งไปจัดการเรื่องการขนส่ง บางคนถูกส่งไปจัดการเรื่องน้ำมันอากาศยานและบางคนก็ไปจัดเตรียมการป้องกันที่นี่ในคืนนี้
เนื่องจากพวกเขากำลังเตรียมที่จะพักค้างคืนที่นี่ในคืนนี้ การป้องกันจึงต้องถูกเสริมให้ดีขึ้น
ไม่อย่างนั้น การพึ่งพาแค่รั้วที่สูง 2 เมตร จะไม่สามารถป้องกันซอมบี้จำนวนมากได้อย่างแน่นอนนั่นหมายความว่าพวกเขาจะต้องเตรียมการป้องกันเพิ่มเติม
หัวหน้าหน่วยหารือกับฉินจิ้นอย่างรวดเร็วและไปแจกภารกิจให้สมาชิกในทีมของตัวเองเพื่อเริ่มงาน
เซี่ยเหยียนถูกทิ้งไว้ที่นี่เพื่อพักผ่อนต่อไปเพราะวันพรุ่งนี้อีกฝ่ายจะต้องขับเฮลิคอปเตอร์เพื่อพาฉินจิ้นและพี่น้องซุนไปตรวจสอบหาเป้าหมายอื่นๆ
หลังจากภารกิจชัดเจนแล้ว ทุกคนก็พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด
หลังจากวันสิ้นโลก นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาจะต้องค้างคืนนอกฐานลวี่หยวนและความรู้สึกปลอดภัยก็ลดลงอย่างมาก ดังนั้นการเพิ่มการป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกสองหรือสามชั่วโมงก่อนจะมืดและพวกเขาต้องลงมือโดยเร็วที่สุด
ฉินจิ้นพักอยู่ในห้องประชุมบนชั้นสามของอาคารสำนักงาน เขาเคยมาที่นี่มาก่อนและคุ้นเคยกับที่นี่ดี เขาจึงเลือกอาคารนี้เป็นที่พักหลักของพวกเขาในคืนนี้
เนื่องจากที่นี่เป็นพื้นที่สนามบิน อาคารของที่นี่จึงสร้างสูงเกินไปไม่ได้ ดังนั้นโดยส่วนใหญ่แล้วพวกมันจะสูงประมาณ 3 ชั้นเท่านั้น
หลังจากประตูกับหน้าต่างบนชั้นหนึ่งของอาคารนี้ถูกล็อกและปิดผนึกเรียบร้อยและบันไดก็ถูกปิดกั้นอย่างสมบูรณ์ ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วหากมีซอมบี้เข้ามามันก็จะไม่สามารถขึ้นมาได้อย่างแน่นอน
ในห้องประชุมที่พวกเขาใช้พักยังมีกระจกบานใหญ่อยู่ ซึ่งเดิมทีที่นี่ถูกใช้เป็นพื้นที่สำหรับพูดคุยกับลูกค้าของโรงเรียนการบินซึ่งมันสามารถมองออกไปเห็นตัวสนามบินและสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ ตอนนี้มันจึงเหมาะสมพอดีสำหรับการใช้เป็นจุดเฝ้าระวังความปลอดภัยในตอนกลางคืน
การเตรียมพร้อมของพวกเขาทำให้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เวลาประมาณ 5 ถึง 6 โมงเย็น
เมื่อพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าเต็มที ทีมต่อสู้ก็ได้ทำการเสริมการป้องกันทั้งหมดเท่าที่พวกเขาจะทำได้แล้ว
รวมถึงการตรวจสอบและล็อกรั้วของสนามบิน รถที่ขับมาทั้งหมดก็ถูกล็อกและจอดอยู่ชั้นล่าง ยกเว้นรถขนเชื้อเพลิงที่อันตรายและวัสดุอื่นๆ ที่พวกเขาจะนำไปจอดไว้กลางแจ้งพร้อมคลุมด้วยผ้าใบกันฝน
อาวุธ กระสุน อาหารและสิ่งอื่นๆ ที่พกมาถูกย้ายมายังห้องประชุมของอาคารสำนักงานแล้ว
เวลา 18:30 น.
ท้องฟ้าก็เริ่มมืดสนิท ยกเว้นเพียงเสียงจิ้งหรีดร้องและลมเย็นๆ ที่พัดมาเป็นครั้งคราว พวกเขาก็ไม่เห็นใครอยู่ข้างนอกอีกเลย
หลังจากไฟฟ้าดับ โลกใบนี้จะมีแสงสว่างในตอนกลางคืนก็ต่อเมื่อพระจันทร์ขึ้นเต็มดวงเท่านั้น
การเฝ้ายามในตอนกลางคืนถูกแบ่งออกเป็น 5 กะ และแต่ละทีมก็จะรับผิดชอบทีมละสองชั่วโมงครึ่ง
ทีมแรกที่ต้องเฝ้ายามคือทีมของจงอวี่ สมาชิกทีมของเขาถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกจะไปคอยประจำอยู่ที่จุดที่สูงที่สุดของอาคาร ส่วนอีกกลุ่มก็จะอยู่ในห้องประชุมเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการตอบสนองหรือคอยเดินลาดตระเวนเพื่อดูแลยานพาหนะหรือเสบียงของพวกเขาตลอดเวลา
ทีมที่เฝ้ายามตอนกลางคืนแต่ละคนจะมีแว่นตามองกลางคืน ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาสามารถมองเห็นสถานการณ์ภายนอกในความมืดได้
ฉินจิ้นเตรียมสิ่งเหล่านี้ไว้มากมายและบางส่วนทีมต่อสู้ของเขาก็ไปพบพวกมันตอนออกไปหาเสบียงเมื่อไม่นานมานี้
ทำให้ในตอนนี้พวกเขามีมันเก็บไว้ในคลังเป็นจำนวนมาก คนที่เฝ้ายามในฐานลวี่หยวนก็มักจะใช้พวกมันเพื่อสังเกตการณ์จากบนหอสังเกตการณ์
ในเวลานี้ คนส่วนใหญ่มาที่ห้องประชุมแล้ว
โต๊ะประชุมถูกย้ายออกไปและมีการตั้งหม้อขนาดใหญ่ขึ้นมาแทน ฟืนที่หามาจากไหนก็ไม่รู้ก็กำลังลุกไหม้เป็นเปลวไฟ
อาหารจำนวนมากกำลังเดือดอยู่ในหม้อและพวกเขาสามารถมองเห็นเนื้อสัตว์และผักจำนวนมากที่อยู่ในนั้นได้
กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่ว กระตุ้นความอยากอาหารของคนที่ทำงานมาทั้งวันได้ในไม่ช้า ไม่นานซุปหนึ่งกระบวยก็ถูกเทลงในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่พวกเขากำลังถืออยู่ภายใต้การจัดสรรอย่างเท่าเทียม
ส่วนเนื้อสัตว์และผักจำนวนมากถูกนำออกมาจากฐานพร้อมกับพวกเขา เนื้อสัตว์ที่นำมาก็เป็นเนื้อแช่แข็ง พวกเขามีตู้เย็นขนาดเล็กในรถสำหรับใช้เวลาออกเดินทาง ส่วนผักที่นำมาก็เป็นผักแบบที่เก็บได้ง่าย ส่วนผักใบเขียวส่วนใหญ่นั้นพวกมันยังไม่ได้ถูกปลูกมากนักดังนั้นพวกเขาจึงยังไม่มีมันในเวลานี้
แต่ถึงกระนั้น ทุกคนก็พึงพอใจแล้ว
อย่างน้อยทุกคนก็กินกันจนส่งเสียงดังซู้ดซ้าดออกมาและความสุขบนใบหน้าของพวกเขาก็ยากที่จะซ่อนไว้ ไม่มีอะไรที่ไม่ดีถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ พวกเขาเห็นแล้วว่าคนที่อยู่ข้างนอกในช่วงนี้ลำบากแค่ไหน
เซี่ยเหยียนผู้ที่เพิ่งเข้าร่วมในวันนี้ก็ได้รับอาหารด้วย แน่นอนว่าเขาก็ได้รับบะหมี่ถ้วยร้อนๆ พร้อมเนื้อสัตว์กับผักที่พูนอยู่บนนั้นและความตะกละในร่างกายของเขาก็อดทนไม่ไหวอีกต่อไป
มันกระตุ้นให้เขากินอาหารตรงหน้าให้เร็วที่สุดด้วยกำลังทั้งหมดที่มี
เขาไม่สนใจมารยาทใดๆ อีกต่อไปและยัดบะหมี่คำโตๆ เข้าไปในปาก ความรู้สึกที่ท้องเต็มไปด้วยความอบอุ่นนั้น เขารู้สึกคิดถึงมันมาก
คงมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าเขาเอาชีวิตรอดมาได้อย่างไรในช่วงก่อนหน้านี้
โชคดีที่ในที่สุดแล้วเขาก็ได้รับการช่วยเหลือในวันนี้และยังได้เข้าร่วมกับกองกำลังนี้ด้วย
และเขาก็คงไม่ได้รับอนุญาตให้ปฎิเสธ
เพราะจากวิธีที่ประธานฉินมองเขาและความกระตือรือร้นของหัวหน้าทีมที่ทักทายเขา เขาก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายชอบอะไรในตัวเขา
นั่นก็คือทักษะทางวิชาชีพของเขา
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่รู้สึกรังเกียจใดๆ ในใจ
การที่ไม่ต้องอดตายก็ถือว่าดีมากแล้ว แถมตอนนี้เขาก็มีความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ของโลกภายนอกแล้วเช่นกัน ถ้าเขาต้องออกไปคนเดียว เขาเองก็อาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน
แต่การเข้าร่วมกับคนเหล่านี้อาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้แล้ว
ดังนั้นเขาจึงจะต้องออกไปทำภารกิจในวันพรุ่งนี้ด้วย
ก่อนหน้านี้เขาหิวและอ่อนแรงมาก แต่หลังจากกินและพักผ่อนในวันนี้ เขาก็ดีขึ้นมากแล้วและเขายังเชื่อว่าหลังจากได้นอนหลับอีกสักพัก ร่างกายของเขาก็คงจะฟื้นตัวได้โดยไม่มีปัญหา
และการขับเฮริคอปเตอร์ออกไปก็จะไม่ใช่ปัญหาเช่นกัน
ฉินจิ้นร่วมรับประทานอาหารกับพวกเขาและบางครั้งก็พูดคุยกับสมาชิกในทีม
ตอนที่เขาเป็นคนนำทุกคนออกทำภารกิจในช่วงแรก เขาก็เคยได้พูดคุยกับพวกเขาหลายคน
ในเวลานี้ บรรยากาศก็เป็นไปอย่างกลมกลืน แต่ส่วนใหญ่แล้วเขาจะเป็นฝ่ายถามและคนอื่นจะตอบจะมีก็แต่หัวหน้าทีมไม่กี่คนเท่านั้นที่พอจะพูดคุยกับเขามากกว่าคนอื่นๆ ได้
อาหารค่ำจบลงด้วยการพูดคุยที่สนุกสนานของทุกคน
จากนั้นทุกคนก็หาที่นอนของตัวเองพร้อมกับสวมเสื้อผ้าให้หนาขึ้น
ตอนนี้เป็นช่วงปลายเดือนตุลาคมแล้วและอุณหภูมิในตอนกลางคืนก็อยู่ที่ประมาณสิบองศาเท่านั้น
หากพวกเขาไม่ได้สวมเสื้อผ้าให้หนาเพียงพอหรือห่มผ้าเอาไว้ พวกเขาก็จะรู้สึกได้ถึงความหนาวอย่างชัดเจน
เพราะท้ายที่สุด ความชื้นในโซนภาคใต้นั้นก็สูงมาก ซึ่งแตกต่างจากความหนาวแบบแห้งในภาคเหนือ เมื่อลมหนาวพัดมา ความเย็นของที่นี่จึงสามารถทะลุเข้าถึงกระดูกได้
ทุกคนนำเสื้อผ้ามาเป็นจำนวนมากและมันก็เพียงพอที่จะต้านทานความหนาวเย็นนี้ได้
กองไฟกลางห้องประชุมก็ยังไม่ได้ดับลงและคนที่เฝ้ายามก็จะมาเติมฟืนเป็นครั้งคราวเพื่อให้พื้นที่ในห้องอบอุ่นในระดับหนึ่ง
หน้าต่างที่ระบายอากาศได้หลายบานก็ถูกเปิดออกเพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ขาดอากาศหายใจหรือสำลักควันตายกัน
ตอนนี้เพิ่งจะเวลาประมาณสองทุ่มและทุกคนก็หาที่พักผ่อนแล้ว
วันนี้ นอกจากขับรถมาครึ่งวันแล้ว พวกเขาก็ยังยุ่งอยู่กับงานมากมายเมื่อมาถึงสนามบินแห่งนี้และพวกเขาก็รู้สึกเหนื่อยกันเล็กน้อยแล้ว พวกเขาจึงหลับกันอย่างรวดเร็ว
และจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เมื่อถึงคิวของพวกเขาที่ต้องไปเฝ้ายาม
และในไม่ช้า เสียงกรนก็ดังขึ้นทั่วห้องประชุม...