- หน้าแรก
- กลับมาเกิดใหม่ในวันสิ้นโลก : เริ่มต้นด้วยการสร้างฐานที่แข็งแกร่งที่สุด
- ตอนที่ 29 : โรงงานเคมี
ตอนที่ 29 : โรงงานเคมี
ตอนที่ 29 : โรงงานเคมี
ตอนที่ 29 : โรงงานเคมี
ฉินจิ้นและทีมของเขาเดินทางออกจากสถานีตำรวจอำเภออาน
พวกเขายังคงขับรถมุ่งหน้าสู่จุดหมายถัดไป
มันอยู่ไม่ไกลนัก ห่างออกไปเพียงประมาณ 30 กิโลเมตรเท่านั้น
ตามปกติแล้ว มันจะใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 1 ชั่วโมง
เดิมทีนี่ไม่ใช่เป้าหมายของพวกเขา เพราะพวกเขาคาดว่าพวกเขาจะต้องใช้เวลามากในสถานีตำรวจอำเภออานและเวลาที่เหลือจะใช้สำหรับการเดินทางกลับไปยังฐานลวี่หยวน
แต่ตอนนี้แผนก็ไม่ได้เป็นไปตามที่วางไว้
พวกเขาไม่เสียเวลากับสถานีตำรวจอำเภออานอีก
ตอนนี้เพิ่งจะบ่ายโมงกว่าๆ ดังนั้นการเดินทางไปยังที่หมายต่อไปก็จะถึงประมาณบ่ายสองโมงกว่าๆ เท่านั้น
ส่วนขากลับไปยังฐานลวี่หยวนจากที่นั่นก็ยิ่งใกล้กว่าเดิม มันมีระยะทางเพียง 20 กว่ากิโลเมตรเท่านั้นซึ่งจะใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมงด้วยซ้ำ
ยานพาหนะของทีมต่อสู้ขับเคลื่อนไปตามถนน
พวกเขาเก็บรถมาเพิ่มได้อีก 2 ถึง 3 คันในตอนเช้าและเมื่อครู่นี้ ทำให้ขบวนรถขากลับมีจำนวนเกิน 10 คันอีกครั้ง
ครั้งนี้ เป้าหมายของพวกเขาคือโรงงานเคมี
มันตั้งอยู่ติดกับเมืองเหมิงถัง ซึ่งอาจเป็นเพราะมลพิษและลักษณะของโรงงาน จึงทำให้มันถูกสร้างขึ้นในเขตชานเมืองที่ค่อนข้างห่างไกล
ฉินจิ้นเคยหาข้อมูลเกี่ยวกับโรงงานแห่งนี้มานานแล้ว โรงงานแห่งนี้ส่วนใหญ่จะผลิตผลิตภัณฑ์เคมีต่างๆ และนั่นก็คือจุดประสงค์ของเขา!
โรงงานนี้มีกรดไนตริกปริมาณมากและกรดไนตริกสามารถใช้ผลิตสารระเบิดแรงสูง เช่น ไนโตรกลีเซอรีน, ไตรไนโตรโทลูอีน (TNT) และไนโตรเซลลูโลส!
และที่นี่ยังมีดินปืนจำนวนมาก!
ก่อนวันสิ้นโลก เขาได้ใช้เงินจ้างคนให้หาข้อมูลมาให้แล้ว เขารู้จักโรงงานเคมีทุกประเภทในรัศมีหลายร้อยกิโลเมตรรอบฐานลวี่หยวนอย่างละเอียด!
เขายังได้กักตุนสารเคมีบางชนิดไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งสามารถนำมาใช้ทำวัตถุระเบิดในปริมาณที่ไม่มากได้
แต่ยังไงมันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะกักตุนไว้ในปริมาณมาก
เนื่องจากลักษณะของโรงงานที่แตกต่างกัน การกักตุนเป็นจำนวนมากอาจทำให้เขาถูกเชิญไปจิบชาได้ง่ายๆ
ครั้งนี้ระหว่างทางกลับ พวกเขาบังเอิญผ่านที่นี่พอดี เขาจึงต้องการเข้าไปสำรวจก่อน
และถือโอกาสดูว่ามีอะไรที่สะดวกต่อการเคลื่อนย้ายและขนกลับไปฐานลวี่หยวนบ้าง
ในตอนนี้ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีปืนแล้ว แต่วัตถุระเบิดที่ทรงพลังกว่าก็ขาดไม่ได้เช่นกัน
แม้แต่การผลิตกระสุนก็ยังต้องใช้ดินปืน
...
ทีมต่อสู้มาถึงบริเวณใกล้กับโรงงานเคมีอย่างรวดเร็ว
อาจเป็นเพราะมันตั้งอยู่ในเขตชานเมือง บริเวณโดยรอบจึงค่อนข้างรกร้างว่างเปล่าและมองเห็นอาคารเพียงไม่กี่หลังจากระยะไกล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบ้านพักอาศัย
โรงงานเคมีแห่งนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยกำแพงเช่นกัน โดยมีความสูงของกำแพงประมาณสองเมตรเศษๆ
พื้นที่ภายในมีขนาดใหญ่มาก มีอาคารต่างๆ มากมาย
แม้จะไม่ต้องปล่อยโดรนออกไปสำรวจ ก็ยังสามารถเห็นร่องรอยความวุ่นวายในพื้นที่โรงงานได้บ้าง
หลี่ปั๋วเหวินไปหาฉินจิ้นและถามว่า "ประธานฉิน เราควรปล่อยโดรนออกไปสำรวจก่อนไหมครับ?"
ฉินจิ้นตอบว่า "ปล่อยได้เลย ปล่อยโดรนออกไปดูรอบๆ ก่อน ถ้ามีซอมบี้ เราจะได้ล่อพวกมันออกไปแล้วเราค่อยเข้าไปค้นหากัน!"
การปฏิบัติการเป็นไปอย่างรวดเร็วและโดรนก็บินเข้าไปในพื้นที่โรงงาน
ตอนนี้การมองเห็นก็ยิ่งชัดเจนขึ้น
รถยนต์และอาคารบางแห่งภายในตัวโรงงานก็แสดงถึงสัญญาณของความวุ่นวาย ประตูบางบานถูกเปิดอยู่และสามารถมองเห็นคราบเลือดสีแดงเข้มบนพื้นได้บ้าง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีซอมบี้ปรากฏตัวที่นี่
อาจเป็นเพราะมาตรฐานความปลอดภัยของโรงงานแห่งนี้ แม้ว่าจะมีซอมบี้ระบาดที่นี่ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีไฟไหม้เกิดขึ้นเลย
ไม่อย่างนั้น สารเคมีจำนวนมากที่นี่อาจก่อให้เกิดหายนะที่ร้ายแรงยิ่งขึ้น
หลังจากสำรวจเสร็จสิ้น ลูกบอลปล่อยเสียงภายใต้โดรนก็เริ่มทำงาน
เสียงดนตรีดังขึ้นและโรงงานก็ปั่นป่วนทันที
ซอมบี้จำนวนมากที่สวมชุดหมีสีน้ำเงินก็วิ่งออกมาจากอาคารต่างๆ!
บางทีพวกเขาอาจจะกำลังทำงานล่วงเวลาตอนเกิดการกลายพันธุ์เพราะมีคนมากมายอยู่ในโรงงาน
ในเวลาเพียงไม่กี่นาที ซอมบี้หลายร้อยตัวก็ถูกดึงดูดเข้ามา!
ในนั้นมีซอมบี้บางตัวที่สวมชุดหมีสีขาวและเสื้อผ้าธรรมดาปะปนอยู่บ้าง
พวกเขาอาจจะเป็นผู้จัดการหรือผู้บริหารระดับสูง แต่ตอนนี้พวกเขาก็ได้กลายเป็นสมาชิกของกองทัพซอมบี้ไปแล้ว
หลังจากผ่านไปไม่กี่นาที ก็ไม่มีซอมบี้ตัวใหม่ปรากฏตัวขึ้นอีก
สมาชิกในทีมเสี่ยวหลิวซึ่งกำลังควบคุมโดรนได้นำฝูงซอมบี้ไปทางประตูโรงงานที่เปิดอยู่อย่างชำนาญและเตรียมที่จะล่อพวกมันให้ออกไปให้ไกลยิ่งขึ้น
เสี่ยวหลิวคนนี้เคยเป็นพนักงานธรรมดาในฐานลวี่หยวนและเข้าร่วมทีมต่อสู้หลังจากวันสิ้นโลก
เนื่องจากเขาเคยมีงานอดิเรกเป็นการเล่นโดรนและมีประสบการณ์มากมาย เขาจึงได้รับมอบหมายภารกิจล่อซอมบี้หลายครั้ง
เขาเคยมีประสบการณ์ล่อซอมบี้สำเร็จมาแล้วหลายครั้งและการล่อซอมบี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบถึงหลายครั้งในช่วงสองวันที่ผ่านมาก็ทำให้เขาได้รับการชื่นชมอย่างสูงจากฉินจิ้นและสมาชิกในทีมคนอื่นๆ
ในไม่ช้า ฝูงซอมบี้ก็ถูกนำออกไปจากพื้นที่โรงงานและเดินออกไปตามถนนข้างนอก
ทีมต่อสู้ก็ขับรถทุกคันเข้าไปในพื้นที่โรงงานอย่างชำนาญและปิดกั้นประตูที่เป็นทางเข้าเพียงแห่งเดียวลง
จากนั้นสมาชิกในทีมก็หยิบอุปกรณ์และลงจากรถเพื่อยืนยันความปลอดภัย
ฉินจิ้นมองไปรอบๆ พื้นที่โรงงานแห่งนี้ที่ใหญ่กว่าฐานลวี่หยวนมาก
อาจเป็นเพราะพวกเขาต้องผลิตสินค้าอันตราย โรงงานและคลังสินค้าต่างๆ จึงอยู่ห่างกันพอสมควร
นอกจากอาคารสำนักงานและหอพักเพียงไม่กี่แห่งแล้ว ส่วนใหญ่เป็นคลังสินค้าและอุปกรณ์ขนาดใหญ่ต่างๆ
เมื่อมองดูกำแพงรอบๆ ที่สูงกว่า 2 เมตร มันก็ทำให้เขาครุ่นคิด
ที่นี่ก็อาจจะใช้เป็นฐานสำรองหรือฐานสาขาของเขาได้
ที่ตั้งของโรงงานเคมีแห่งนี้อยู่ในเมืองเหมยซาน ติดกับเมืองเหมิงถัง
ห่างจากฐานลวี่หยวนประมาณ 20 กิโลเมตร การเดินทางเที่ยวเดียวปกติจะใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง
นอกจากนี้ มันยังมีกำแพงอยู่แล้วและการป้องกันก็ดูโอเค
ผลิตภัณฑ์เคมีต่างๆ ก็เป็นวัสดุสำคัญสำหรับการพัฒนาและการเติบโตในอนาคตด้วย!
แต่น่าเสียดาย ไม่ว่าที่นี่จะดีแค่ไหน ก็เป็นได้แค่ฐานสาขาเท่านั้นและจะไม่สามารถแทนที่ฐานหลักของฐานลวี่หยวนได้
เพราะที่นี่ไม่มีทางผลิตอาหารได้และกำแพงก็บางและเตี้ยเกินไป ยากที่จะยกให้สูงถึงระดับที่น่าพอใจสำหรับเขา
นอกจากนี้ แหล่งดินและน้ำที่นี่ก็เป็นปัญหาด้วย
ต้องรู้ว่าในระยะหลัง ไม่ใช่แค่เรื่องวิกฤตซอมบี้เท่านั้นที่เป็นปัญหา แต่ยังมีภัยธรรมชาติหลายอย่างด้วย
อาหารไม่สามารถปลูกได้โดยตรง!
การพัฒนาที่นี่จะต้องใช้คนจำนวนมาก ซึ่งจะย้อนกลับไปสู่ปัญหาด้านอาหาร
ตอนนี้ก็เขาจึงถือว่าที่นี่เป็นจุดทรัพยากรไปก่อนและจะวางแผนตามสถานการณ์ในอนาคตอีกครั้ง
...
ครั้งนี้ ฉินจิ้นไม่ได้นำทีมเข้าไปจัดการซอมบี้และค้นหาเสบียงด้วยตัวเอง
เขาและฉินเจ๋อ ลูกพี่ลูกน้องของเขาซึ่งปกติจะอยู่เฝ้าระวังรถยนต์และสังเกตอันตรายจากภายนอกได้อยู่ด้วยกันในพื้นที่เปิดโล่งของโรงงาน
ในฐานะผู้นำของฐานลวี่หยวนเขาไม่จำเป็นต้องนำทีมบุกตะลุยทุกครั้ง บางครั้งเขาก็จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้คนอื่นได้แสดงฝีมือบ้าง
ทีมต่อสู้ถูกแบ่งออกเป็นทีมเล็กๆ และภายใต้การนำของหัวหน้าทีมของตน พวกเขาก็ไปค้นหาที่อาคารสำนักงานก่อน
เพราะมันอาจมีข้อมูลบางอย่างที่บันทึกไว้อยู่ที่นี่หากพบ พวกเขาก็จะสามารถเข้าใจได้ทันทีว่าโรงงานเคมีแห่งนี้มีผลิตภัณฑ์เคมีอะไรบ้างและมีปริมาณเท่าไหร่ เป็นต้น
ฉินจิ้นอยู่กับฉินเจ๋อในพื้นที่โรงงาน เขามองดูอาคารบางแห่งรอบๆ และสงสัยว่าของที่เขาต้องการจะถูกเก็บไว้ข้างในหรือไม่
ในเวลานี้ ฉินเจ๋อที่เห็นว่ามีเพียงลูกพี่ลูกน้องของเขาอยู่ใกล้ๆ เขาก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมาว่า
"พี่ครับ พี่คิดว่าในอนาคตโลกนี้จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม?"
มีเพียงช่วงเวลาที่ไม่มีคนอื่นอยู่เท่านั้น เขาจึงกล้าเรียกฉินจิ้นว่าพี่ชาย
ฉินจิ้นกลับมามีสติ
เขามองดูน้องชายและไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะถามคำถามนี้
เขาคิดอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นเขาก็พูดกับฉินเจ๋อว่า
"พี่ก็ไม่รู้ว่าในอนาคตเราจะกลับไปเป็นแบบเดิมได้ไหม แต่มันไม่น่าเป็นไปได้แล้ว คนที่กลายเป็นซอมบี้และคนที่ตายไปแล้วจะไม่มีวันได้กลับมา แม้ว่าพวกซอมบี้ทั้งหมดจะถูกกำจัดไป แต่ก็จะมีมนุษย์หลงเหลืออยู่ไม่มากเหมือนเมื่อก่อน"
แสงในดวงตาของฉินเจ๋อหม่นหมองลง
จริงด้วย
คนเหล่านั้นจะไม่มีวันกลับมา
เพื่อนร่วมชั้น เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน ญาติที่มีความสัมพันธ์ไม่แน่นแฟ้นและคนอื่นๆ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่มีโอกาสได้พบกันอีกแล้ว
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยคิดถึงเรื่องเหล่านี้ แต่ยิ่งคิดถึงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งน่ากลัวมากขึ้นเท่านั้น
วันนี้เขาอยู่คนเดียวกับลูกพี่ลูกน้อง ซึ่งแน่นอนว่าเป็นคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในสายตาของเขา
ตอนที่เขายังเด็ก ลูกพี่ลูกน้องของเขาคนนี้ก็ทำผลงานได้ดี แม้ว่าจะไม่ใช่ลูกของครอบครัวของเขา แต่พ่อแม่ของเขาก็มักจะพูดถึงฉินจิ้นและอยากให้เขาเรียนรู้จากลูกพี่ลูกน้องคนนี้
ต่อมา หลังจากเรียนจบ ชีวิตของเขานั้นก็ประสบความสำเร็จพอสมควรจนกระทั่งเมื่อช่วงครึ่งปีก่อน
ไม่รู้ว่าเขาไปหาเงินมาได้มากมายจากไหนและยังสร้างบริษัทใหญ่โต
แต่นี่ยังไม่ใช่สิ่งที่น่าทึ่งมากที่สุด แต่สิ่งที่น่าทึ่งมากที่สุดคือหลังจากวันสิ้นโลกเมื่อไม่กี่วันก่อน
ในฐานะเจ้าของโรงงาน เขาจัดการโรงงานทั้งหมดได้อย่างเป็นระเบียบ ทำให้ทุกคนมีสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างมั่นคงและเอาชีวิตรอดมาได้
คนที่ฝ่าฝืนก็จะถูกกำจัดด้วยวิธีที่รุนแรงในทันที
โรงงานที่เดิมเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
ตอนนี้พวกเขามีอาวุธมากขึ้นเรื่อยๆ
หลายคนก็ไม่รู้สึกสิ้นหวังกับชีวิตในอนาคตอีกต่อไป
เรียกได้ว่าตอนนี้ลูกพี่ลูกน้องของเขากลายเป็นผู้นำในใจของหลายคนไปแล้ว
เป็นคนที่พวกเขาจริงใจด้วยและเต็มใจที่จะเชื่อฟัง
ฉินจิ้นก็พอจะรู้ว่าญาติและเพื่อนของเขากำลังคิดอะไรกันอยู่
หลายคน แม้ว่าพวกเขาจะใกล้ชิดกับเขามาก่อนก็จะไม่ได้แสดงความใกล้ชิดออกมาต่อหน้าคนอื่นๆ
พวกเขาจะเรียกเขาว่า "ท่านประธานฉิน" หรือ "หัวหน้า" เท่านั้น
นานๆ ครั้งในที่ส่วนตัวพวกเขาจึงจะใช้เรียกชื่อของเขา
เขาไม่ได้รู้สึกอะไรมากกับเรื่องนี้
เดิมทีเขาก็เป็นคนที่ชอบอยู่คนเดียว เขาขี้เกียจเกินกว่าที่จะสนใจคนอื่นตราบเท่าที่พวกเขาไม่มายั่วยุเขา
เขาตบไหล่ฉินเจ๋อและให้กำลังใจด้วยรอยยิ้มว่า
"อย่ามองโลกในแง่ร้ายขนาดนั้นเลย พวกเราก็ยังมีชีวิตอยู่และเราจะมีชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อยๆ!"
"เชื่อใจพี่ชายของนายไว้!"
เมื่อมองดูรอยยิ้มของลูกพี่ลูกน้อง
ฉินเจ๋อก็ดูเหมือนจะติดเชื้อไปด้วย และก้อนหินที่กดทับอยู่ในใจก็เบาลงเล็กน้อย
ใช่ มันจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน!
...
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันก็มีเสียงดังขึ้นมาจากวิทยุ
เป็นเสียงของจางเถียนไค่
เขาพูดว่า "ท่านประธานฉิน ถ้าเป็นไปได้มาที่ชั้น 3 หน่อยครับ พวกเราพบผู้รอดชีวิตในห้อง! พวกเราคิดว่าพวกเขาอาจจะพอรู้ข้อมูลของโรงงานเคมีแห่งนี้!"
โอ้?
ฉินจิ้นสนใจทันทีเมื่อได้ยินเช่นนี้
ถ้ามีคนที่คุ้นเคยกับที่นี่ นั่นก็จะดีมาก
หลังจากพูดคุยกับฉินเจ๋อแล้ว เขาก็รีบออกไปอย่างรวดเร็ว
มีอาคารสำนักงานเพียงหลังเดียวในโรงงานเคมีแห่งนี้
เขาเดินตรงเข้าไปที่ประตู หาบันไดและขึ้นไปที่ชั้นสาม
ก่อนที่เขาจะเห็นว่ามีสมาชิกในทีมคนหนึ่งกำลังรอเขาอยู่แล้วและนำทางเขาไปยังตำแหน่งที่จางเถียนไค่บอก
นี่คือออฟฟิศที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหราพอสมควร
ในเวลานี้ มีคนมากมายล้อมรอบอยู่ข้างใน ทีมของจางเถียนไค่และทีมของหลิวเหวินห่าวก็อยู่ที่นี่กันทั้งหมด
ในตอนนี้มีคนจำนวน 3 คนที่กำลังถูกพวกเขาล้อมเอาไว้
เป็นชาย 2 คนและหญิงอีก 1 คน
ชายทั้งสองมีอายุประมาณ 30 หรือ 40 ปี
หนึ่งในนั้นสวมชุดหมีสีน้ำเงินแบบเดียวกับซอมบี้ส่วนใหญ่ที่ถูกล่อออกไปเมื่อครู่นี้
อีกคนสวมชุดหมีสีขาวและถูกสงสัยว่าเป็นผู้จัดการหรือหัวหน้าช่าง
ส่วนผู้หญิงคนนั้น
เธอแต่งกายอย่างหรูหรา รูปร่างหน้าตาสวยงามและดูเหมือนเธอจะอายุแค่ประมาณ 30 ปีเท่านั้น
เธอสวมชุดทำงานแบบมืออาชีพ รูปร่างที่โค้งเว้าของเธอรองรับเสื้อผ้าที่นูนขึ้นด้านหน้าและด้านหลัง สวมแว่นตาไร้ขอบ ยืนอยู่ตรงหน้าชายสองคน ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความมั่นใจ
อีกสองคนดูเหมือนจะมีเธอเป็นหัวหน้า
เมื่อเห็นฉินจิ้นเดินเข้ามา สมาชิกทีมต่อสู้ก็หลีกทางให้
ฉินจิ้นใช้โอกาสนี้เดินไปยืนอยู่ตรงหน้าคนทั้งสามแล้วมองดูคนเหล่านั้นอย่างละเอียด
ดูเหมือนจะเห็นว่าผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเขาจะเป็นหัวหน้าของคนกลุ่มนี้ ดวงตาของเธอคมกริบ ไม่สนใจการขยิบตาของชายสองคนข้างๆ เธอเลยและเธอก็ถามฉินจิ้นอย่างหยาบคายว่า
"นายคือหัวหน้าของคนพวกนี้ใช่ไหม? เกิดเรื่องมาหลายวันแล้วนะ ทำไมถึงเพิ่งจะมาช่วยพวกเราเอาตอนนี้?"
"นายรู้ไหมว่าพวกเราใช้ชีวิตกันยังไงในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา?"
"พวกเราเกือบจะถูกพวกศพเดินได้ข้างนอกกินแล้วนะ!"
คำถามถูกโยนออกมาเหมือนปืนใหญ่
ราวกับกำลังระบายความไม่พอใจ
อารมณ์ของฉินจิ้นที่แย่อยู่แล้วเนื่องจากความไม่พอใจเมื่อตอนเที่ยง ก็ยิ่งแย่ลงไปอีกทันที
ใบหน้าของเขาแสดงความเย็นชาออกมาในทันทีและเขาก็หันไปมองจางเถียนไค่ที่สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยอย่างไร้อารมณ์และถามว่า
"คนพวกนี้เป็นใคร?"
จางเถียนไค่อดไม่ได้ที่จะอยากตบหน้าผู้หญิงคนนั้นในเวลานี้
แต่ในเวลานี้ เขาก็ต้องกัดฟันตอบออกไปก่อนว่า
"ขอโทษด้วยครับประธานฉิน คนพวกนี้เป็นคนของโรงงานเคมีนี้ เมื่อกี้ผมถามพวกเขาไปแล้ว ผู้หญิงคนนี้เป็นผู้จัดการทั่วไปของที่นี่ ส่วนผู้ชายอีกสองคนตยหยึ่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคและอีกคนเป็นผู้จัดการฝ่ายการผลิต"
"ตอนที่เราเข้ามาค้นหาในห้องนี้ พอพวกเขาเห็นว่ามีนคนเป็นๆ เข้ามาก็เลยคิดว่าพวกเราเป็นทีมกู้ภัย พวกเราพยายามถามข้อมูลจากพวกเขาแล้วแต่ก่อนที่พวกเราจะได้อธิบายให้พวกเขาฟัง ผมก็เชิญคุณมาก่อน ขออภัยด้วยจริงๆ ครับ!"
เฮ้อ
แสดงว่าคนพวกนี้คิดว่าพวกเราเป็นทีมกู้ภัยที่มาช่วยพวกเขาอย่างนั้นสินะ?
ฉินจิ้นเข้าใจในทันที
เขาพอจะรู้แล้วว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้ใช้โทนเสียงแบบนั้นกับเขา
สงสัยเธอคงจะยังคิดว่าข้างนอกนั้นยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรไปมาก?
เขาขี้เกียจที่จะสนใจผู้หญิงคนนั้น แต่เขาหันไปสนใจผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคแทน
โดยไม่สนใจผู้หญิงที่ก้าวร้าวคนนั้น เขาเดินตรงไปที่ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคและถามว่า
"คุณเป็นผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของที่นี่ใช่ไหม? สนใจที่จะมากับพวกเราไหม!?"
เขายื่นกิ่งมะกอกออกไปทันที
เมื่อได้ยินเช่นนั้น
ผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ ก็ปฏิเสธทันที
ทำไมหัวหน้าของคนพวกนี้ถึงไม่สนใจเธอเลย!
เมื่อไหร่กันที่เธอเคยถูกปฏิบัติแบบนี้?
เธอก้าวไปข้างหน้าเอามาเท้าสะเอว ก่อนจะยืนยืดอกที่เต่งตึงขึ้นมาและตะโกนอย่างเสียงดังว่า
"ฉันกำลังพูดกับนายอยู่นะ!!! ฉันคือผู้รับผิดชอบของที่นี่! ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากฉัน!"
"อีกอย่าง นายต้องช่วยฉันเดี๋ยวนี้! พ่อของฉันเป็นผู้อำนวยการของกลุ่มเทียนเซิง! และฉันยังเป็นผู้จัดการทั่วไปของที่นี่ด้วย! ตราบใดที่นายช่วยฉัน ฉันก็จะให้ความดีความชอบกับนาย!"
"และนาย! บอกเลขประจำตัวฉันมาเดี๋ยวนี้! ฉันจะไปร้องเรียนผู้บังคับบัญชาของนายหลังจากที่ฉันออกไป! นี่คือวิธีที่นายปฏิบัติต่อคนที่ต้องการความช่วยเหลือหรือยังไง!?"
"ฉันจะฟ้องร้องนาย!"