เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 44 ย้อนความ (ฟรี)

ตอนที่ 44 ย้อนความ (ฟรี)

ตอนที่ 44 ย้อนความ (ฟรี)


ตอนที่ 44 ย้อนความ

กระบี่เปล่งแสงแหลมคม คมกริบผ่าอากาศร่วงลงมา

เพียงพริบตาเดียว กระแสปราณกระบี่ดุดันก็กวาดสะท้อนสี่ทิศแปดทาง!

ถงวั่นหลี่กับชายชรานั้นไม่กล้ารับตรงๆ ต่างรีบถอยหลบ จนเมื่อปราณกระบี่สลายหายสิ้น พัดพาเอาทั้งฝุ่นหิน และเศษหญ้าปลิวกระจายไปทั่วท้องฟ้า

แต่ทว่า…เงาร่างของกุ้ยสือซานกลับหายวับไปแล้ว!

ถงวั่นหลี่ขมวดคิ้วมุ่น จังหวะนั้นเองกลับได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากปากถ้ำ

“ท่าลุงถง ท่านไม่เป็นไรนะ”

เขาหันไปมอง ก็เห็นเยี่ยจิงซวงยืนอยู่กับชายชุดดำคนหนึ่ง แวบแรกก็พลันตะลึง แต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก เสียงแหวกอากาศก็ดังขึ้นอีกครั้ง ชายชราเหยียบปลายเท้า ดีดตัวพุ่งไกลสามจั้ง ก่อนอาศัยแรงเพียงก้าวเดียวเผ่นหายลับไปทันที

“จะหนีไปไหน!”

ถงวั่นหลี่ตวาดลั่น กำลังจะออกวิ่งตามไป

แต่เยี่ยจิงซวงรีบร้องห้าม

“ท่าลุงถง ศัตรูจนตรอกอย่าตามไปเลย!”

ถงวั่นหลี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็เห็นจริงดังว่า

ยามนี้เป็นเวลาดึกเงียบสงัด พวกตนบุกมาจนฝ่ายตรงข้ามไม่ทันตั้งตัว หากออกไล่ล่าไปอีก ผลลัพธ์จะออกมาเช่นไรไม่อาจคาดเดาได้

เขาจึงหันกลับมาแทน

“ช่วยคนได้แล้วหรือ”

เยี่ยจิงซวงพยักหน้า

“ช่วยได้แล้ว ต้องขอบคุณท่าลุงถงที่ออกแรงช่วยเหลือ”

“กับข้าเจ้าไม่ต้องเกรงใจไปหรอก”

ถงวั่นหลี่ก้าวเข้ามาอีกสองก้าว สายตาหันมาจับจ้องไปที่เจียงหรานขมวดคิ้วแน่น

“แล้วคนผู้นี้เล่า”

เยี่ยจิงซวงเหลือบตาไปมองเจียงหราน

เจียงหรานเพียงยิ้ม พลางปลดผ้าปิดหน้าออก

นางจึงเอ่ยขึ้น

“ยังไม่ได้แนะนำอย่างเป็นทางการ ท่านผู้นี้คือเจียงหราน เขาเป็นผู้มีพระคุณ…ช่วยชีวิตข้าไว้”

“แม่นางเยี่ยกล่าวเกินไปแล้ว”

เจียงหรานหัวเราะเบาๆ ประสานมือคารวะ

“ผู้น้อยเจียงหราน คารวะผู้อาวุโสถง”

ถงวั่นหลี่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจึงกล่าว

“ก่อนหน้านี้ข้าเคยได้ยินจิงซวงพูดถึง หลังจากบ้านตระกูลเยี่ยเกิดเรื่อง นางถูกไล่ล่ามาโดยตลอด จนสุดท้ายได้ยอดฝีมือแกร่งกล้าช่วยเหลือ คนผู้นั้นเป็นเจ้ารึ”

เขาเห็นเจียงหรานอายุยังไม่พ้นยี่สิบปี จึงอดลังเลใจไม่ได้

เพราะคนวัยนี้จะเป็น ‘ยอดฝีมือ’ ได้อย่างไร

เจียงหรานตอบกลับอย่างสุภาพ

“ผู้น้อยยังอ่อนด้อยนัก มิอาจเอื้อมให้ใครเรียกว่ายอดฝีมือ เป็นแม่นางเยี่ยที่ยกย่องเกินควรแล้ว”

ถงวั่นหลี่หัวเราะเสียงดัง

“วิชายุทธ์ไม่มีเรื่องก่อนหลัง คนเก่งย่อมเป็นผู้อาวุโส หลานสาวข้าตามปกติเป็นคนตาแหลม ยากที่จะเอ่ยปากชมใคร หากเอ่ยปากชื่นชมเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ใช่คนธรรมดาแน่”

เจียงหรานยิ้มเล็กน้อย เหลือบมองเยี่ยจิงซวงอีกที

เยี่ยจิงซวงสบตากับเขา มุมปากยกยิ้มออกมาอย่างสง่างาม

บรรยากาศระหว่างทั้งสองฝ่ายจึงอบอุ่นขึ้นอย่างรวดเร็ว

แล้วถงวั่นหลี่ก็หันไปถามถึงอาการบุตรชาย

ไม่นาน ถงเหยียนกับโจวหวังต่างพยุงกันออกมา

ถงวั่นหลี่สีหน้าซีดเผือด รีบเข้าไปถามอาการ เยี่ยจิงซวงก็เล่ารายละเอียดทั้งหมด รวมถึงเรื่องที่ถงเหยียนมีอคติกับเจียงหราน

ฟังจบ ถงวั่นหลี่ก็ตวาดใส่บุตรชายเต็มเสียง ก่อนจับชีพจรตรวจอาการ จึงค่อยโล่งใจ

“ไม่มีปัญหา เพียงแต่ตอนนี้ไม่อาจรวบรวมลมปราณได้ โจวหวัง เจ้าช่วยแบกเขาไปเถิด”

“ขอรับ” โจวหวังรับคำทันที

จากนั้นถงวั่นหลี่ก็หันไปบอกเยี่ยจิงซวง

“จิงซวง เราควรตรงไปยังเมืองเปินหม่า”

เยี่ยจิงซวงพยักหน้า

“คุณชายเจียงก็พูดเช่นนี้เหมือนกัน หนึ่งคือเพื่อไปรับตัวน้องสาวกลับมา สองคือถงเหยียนบาดเจ็บสาหัส ต้องเข้าเมืองพักฟื้น”

“อืม ถูกต้อง เช่นนั้นรีบไปเสียเถอะ…”

“เดี๋ยวก่อน”

เจียงหรานแทรกขึ้น

“ผู้อาวุโสถง ผู้น้อยยังมีเรื่องอยากสอบถาม”

“เชิญพูดได้เลย”

ถงวั่นหลี่น้ำเสียงอ่อนโยนเป็นมิตร

เจียงหรานชี้ไปที่ศพชายซึ่งถูกล่ามโซ่

“ท่านพอจะรู้จักคนผู้นี้หรือไม่”

“อืม…”

ถงวั่นหลี่ขมวดคิ้ว ย่อตัวลงตรวจดูอย่างละเอียด

ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาพึมพำขึ้นมา

“ดูเหมือนข้าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน… ใช่แล้ว น่าจะเป็น ‘เมฆแดงครึ่งฟ้า’ สวีหงอี”

เอ่ยถึงตรงนี้ แววตาของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที

“แล้วเขาถูกใครมัดไว้เช่นนี้”

“เมฆแดงครึ่งฟ้า”

เจียงหรานได้ยินชื่อแล้วกลับรู้สึกไม่ยิ่งใหญ่เท่าไรนัก จึงเหลือบตามองเยี่ยจิงซวง

เยี่ยจิงซวงเข้าใจความคิดของเขา จึงอธิบายให้ฟัง

“เขาคือสวีหงอีนี่เอง… วิชาหลักของเขาคือ ‘ระบำอสรพิษ’ จริงๆ ไม่เกี่ยวกับงู แต่เป็นเคล็ดวิชาสะบัดแขนเสื้อรุมโหมโจมตี”

“เขาเชี่ยวชาญการใช้แขนเสื้อยาว ปัดออกทีไร แขนเสื้อปลิวว่อนราวอสรพิษ ถาโถมด้วยกำลังภายใน ศาสตราวุธใด ๆ มิอาจต้าน หลายครั้งเพียงเผชิญหน้าไกลๆ ศัตรูก็ล้มลงไปแล้ว”

“ในยุทธภพยังมีวิชาแขนงเดียวกันนี้อยู่บ้าง แต่ ‘ระบำอสรพิษ’ มีเพียงเขาผู้เดียวที่ฝึกปรือ อีกทั้งเขาชอบสวมชุดแดง เวลาเหยียดแขนเสื้อคล้ายดั่งท้องฟ้าแต้มด้วยเมฆสีแดงเพลิง จึงได้ฉายา ‘เมฆแดงครึ่งฟ้า’”

นางหยุดหายใจเล็กน้อยก่อนพูดต่อ

“ยิ่งไปกว่านั้น…คนผู้นี้ยังเคยถูกราชสำนักตั้งค่าหัว เพียงแต่…แค่ห้าร้อยตำลึงเงินเท่านั้น”

“ห้าร้อยตำลึง”

เจียงหรานเลิกคิ้ว “วิชาของเขาก็ถือว่าไม่เลว”

ตอนที่ประมือกัน เจียงหรานเห็นฝีมือของเขาไม่ด้อยไปกว่าเต๋าจินเสียด้วยซ้ำ

เยี่ยจิงซวงยิ้มบาง

“การตั้งค่าหัวของราชสำนักมิได้วัดที่ฝีมือเพียงอย่างเดียว”

“ชายผู้นี้เป็นคนครึ่งดีครึ่งร้าย ไม่ค่อยทำร้ายชาวบ้านตาดำๆ ถึงฆ่าคนก็ไม่มากเท่าพวกเต๋าจิน ดังนั้นโทษหนักจึงน้อยกว่า เพียงแต่ความโอหังมักทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บล้มตาย จึงถูกตั้งค่าหัวเพียงเท่านี้”

เจียงหรานได้ยินก็พลันมีหน้าต่างระบบเด้งขึ้นมา

[ เปิดภารกิจ : จับกุมสวีหงอี! ]

[ โฮสต์ต้องการรับหรือไม่ ]

แม้คนตายแล้ว แต่ก็ยังไม่กระทบต่อการรับภารกิจ เจียงหรานจึงกดยอมรับทันที

ตัวเขาเองก็อยากรู้เช่นกัน ว่าภารกิจที่ฆ่าด้วยมือตนเอง กับภารกิจที่คนอื่นฆ่าแล้วนำศพมา มันจะแตกต่างกันหรือไม่

เมื่อมองหน้าต่างระบบที่มีภารกิจซ้อนกันอยู่สองอย่าง เขาก็ถอนหายใจยาว นี่คงเป็นหลักฐานยืนยันความสามารถของระบบ

แต่ที่น่าฉงนก็คือ…แม้หลิวเหวินซานถูกช่วยออกมาแล้ว แต่ระบบกลับยังไม่สรุปภารกิจเสร็จสิ้น หรือว่าจะต้องให้อีกฝ่ายกับบุตรสาวมาพบกันก่อน ถึงจะถือว่าเสร็จสมบูรณ์

หรือเพราะว่าหลิวเหวินซานถูกเยี่ยจิงซวงพยุงออกมา ไม่ใช่ตัวเขาเอง

คิดถึงตรงนี้ เขาก็ชักกระบี่ออกมา ฟันฉับตัดแขน และศีรษะของสวีหงอี จากนั้นห่อศีรษะด้วยเสื้อส่งให้เยี่ยจิงซวง

“ช่วยถือไว้หน่อย”

“ได้”

เยี่ยจิงซวงรับมาโดยไม่แปลกใจ

เจียงหรานยังปลดเอาเหล็กปลอกแขนทั้งสองที่มัดมือศพออกมา เก็บใส่เสื้อผ้าตนเอง เพราะสัญชาตญาณบอกว่านี่ต้องเป็นของดีแน่นอน

แต่สิ่งที่ทำให้เขาสงสัยยิ่งกว่าก็คือ…ไม่เจอ ‘ตราอู๋ซิน’ ที่ควรจะมี

เขาลองตรวจค้นศพอื่น ๆ ที่ตายด้วยพิษ แต่ก็ไม่พบเช่นกัน

เจียงหรานขมวดคิ้วแน่น

“คุณชาย”

เสียงเยี่ยจิงซวงดังแว่วมาข้างหู

เจียงหรานหันไปยิ้มบาง “ไม่มีอะไรหรอก ไปกันเถอะ”

ถงวั่นหลี่และผู้อื่นมองเจียงหรานที่ฟันแขน ตัดหัว ค้นศพอย่างคล่องแคล่ว ต่างตะลึงงัน

โดยเฉพาะถงเหยียนถึงกับเกิดความหวาดกลัวลึกๆ

หลังจากเดินทางอีกยี่สิบกว่าลี้ ก็มาถึงโรงเตี๊ยมในเมืองเปินหม่า

พวกเขาเรียกเสี่ยวเอ้อขึ้นมาเปิดห้องเพิ่ม จัดการพาหลิวเหวินซานไปพักในห้อง ในที่สุดทุกคนก็ได้พักหายใจ

เจียงหรานไม่ไปกวนหมิงเยว่ เพราะยามนี้ก็ดึกมากแล้ว แม้นางยังเด็ก แต่ก็มีกฎแยกหญิงชายอยู่

เขาจึงให้เยี่ยจิงซวงเข้าไปดูแทน เมื่อเห็นว่านางปลอดภัยดีจึงวางใจ

ส่วนถงเหยียนกับโจวหวังแยกไปพักผ่อน เพราะบุตรชายถงวั่นหลี่บาดเจ็บสาหัส ต้องการการดูแล

ในห้องเหลือเพียงเจียงหราน ถงวั่นหลี่ เยี่ยจิงซวง และหลิวเหวินซานที่ยังสลบ

เจียงหรานตรวจชีพจร สีหน้าเคร่งขรึมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจ

“ไม่หนักมากนัก ข้าจะเขียนตำรับยาให้ พรุ่งนี้ค่อยให้คนไปซื้อมา แต่จะฟื้นตื่นเมื่อไร ยังยากจะบอกได้…”

“เหตุใดเล่า”

ถงวั่นหลี่แปลกใจ “ไม่ใช่ว่าร่างกายไม่หนักหนาหรอกหรือ”

“ใช่ เพียงแต่ทั้งกายและใจล้วนบอบช้ำ ร่างกายรักษาได้ แต่หากใจหวาดผวาเกินไป อาจหลับนานกว่าปกติ…แต่ก็ไม่แน่ พรุ่งนี้อาจฟื้นขึ้นมาเลยก็ได้”

ถงวั่นหลี่พยักหน้าพลางขอบคุณ

เจียงหรานยิ้ม “ท่านเองก็พักผ่อนเถิด ตัวท่านเองก็เหน็ดเหนื่อยมามากแล้ว”

ถงวั่นหลี่เหลือบตามองเจียงหรานกับเยี่ยจิงซวงอย่างมีไหวพริบ ก่อนหัวเราะ

“ก็ดี เช่นนั้นข้าขอตัวไปพักผ่อนก่อน จิงซวง เจ้าเองก็รีบไปพักซะ”

“ข้าไม่เป็นไร”

เยี่ยจิงซวงมองเจียงหราน “ข้ากับคุณชายเจียงไม่ได้เจอกันนาน ยังอยากคุยต่ออีกหน่อย”

“เอาเถิด”

ถงวั่นหลี่ไม่พูดอะไรอีก เดินออกไป

เมื่อเขาไปแล้ว เยี่ยจิงซวงก็มานั่งรินชาให้เจียงหราน

“คุณชายเจียง…ดื่มชาสักหน่อยเถิด”

เจียงหรานเลิกคิ้ว ฟังแล้วคุ้นหูไม่น้อย จึงส่ายหัว

“ก่อนอื่น บอกข้าก่อนว่าพวกเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ก่อนหน้านี้มิใช่ว่าจะไปเขาเฟิงหงหรอกหรือ”

เยี่ยจิงซวงเม้มปาก “เรื่องนี้พูดยาวนัก… วันนั้นหลังจากแยกกับท่าน ข้าก็ไปยังคฤหาสน์ตระกูลถง”

นางไว้ใจเจียงหรานหมดใจ เพราะตอนสิ้นหวังที่สุด เจียงหรานคือผู้ที่ช่วยชีวิตนาง ตลอดทางที่เขาปกป้อง นางจึงจดจำบุญคุณได้ลึกซึ้ง

เมื่อได้พบอีกครั้ง ยิ่งไม่มีเหตุผลต้องปิดบัง จึงเล่าทุกเรื่องทั้งหมด

โดยสรุปก็คือ หลังไปถึงคฤหาสน์ตระกูลถง นางเล่าเรื่องให้ถงวั่นหลี่ฟัง

เขาโกรธจัด รีบส่งข่าวตระกูลเยี่ยออกไป พร้อมกับสืบเรื่องราว และพานาง รวมถึงถงเหยียนและโจวหวัง เดินทางไปภูเขาเฟิงหง หวังหาหลักฐาน

แต่ระหว่างทางกลับได้รับข่าวลับว่าเหตุที่ตำหนักภูตมารตามล่าตระกูลเยี่ยก็เพราะ ‘พิณเจียวเหว่ย!’

และคนที่รู้อยู่เพียงผู้เดียวว่าพิณนี้อยู่ที่ใดก็คือ หลิวเหวินซาน

ทั้งหมดจึงโยงไปถึงเรื่องราวในอดีต นั่นคือ เรื่องป้าของเยี่ยจิงซวงกับหลิวเหวินซาน

ป้าของนางเป็นคุณหนูตระกูลเยี่ย ส่วนหลิวเหวินซานก็แค่บัณฑิตธรรมดา

คนหนึ่งอยู่ในยุทธภพ อีกคนสอนหนังสือในชนบท ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้เลย

แต่ด้วยวาสนาฟ้าลิขิต ทั้งสองกลับรักใคร่จนฝืนใจตระกูล นางยอมตัดขาดจากครอบครัวไปแต่งกับเขา

จนเกิดเรื่องอื้อฉาวใหญ่โต ตระกูลเยี่ยแทบจะตัดขาดกันจริงๆ

ท้ายที่สุด เยี่ยคงกู่ทนความอาลัยต่อพี่สาวไม่ไหว จึงมอบ ‘พิณเจียวเหว่ย’ เป็นสินสอดเพื่อรักษาสายสัมพันธ์

หลังจากนั้นไม่นาน นางก็ตายจากไป ทิ้งบุตรสาวไว้หนึ่งคน

หลิวเหวินซานเสียใจอย่างสุดซึ้ง มองพิณเจียวเหว่ยแล้วคิดถึงคนรัก จึงได้เดินทางไปยังเขาหงเฟิงด้วยตนเอง เพื่อนำของสิ่งนี้กลับคืนให้แก่เยี่ยคงกู่

ระหว่างนั้น ทั้งสองเคยหายตัวไปช่วงหนึ่ง ครั้นกลับมาอีกครั้ง พิณเจียวเหว่ยกลับไม่ปรากฏให้เห็นอีก

เยี่ยคงกู่ก็ปิดบังเงียบงัน หลิวเหวินซานก็ไม่เอ่ยถึง เรื่องราวนี้จึงอยู่เพียงในระหว่างสองตระกูล ไม่เคยแพร่งพรายออกไป ทำให้รู้ถึงเรื่องนี้กันไม่มากนัก

ทว่าหลังจากเหตุร้ายเกิดขึ้นกับตระกูลเยี่ย ไม่นานหลิวเหวินซานก็ตกเป็นเป้าถูกลักพาตัวไป ก็เพราะพิณเจียวเหว่ยนี้เอง

ผู้คนที่ลุงถงส่งไปสืบสวนมีฝีมือสูงส่ง ย่อมสืบหาความจริงมาได้ครบถ้วนทุกประการ

เยี่ยจิงซวงรู้มาเนิ่นนานแล้วว่าตนยังมีอาคนนี้อยู่ เพียงแต่เยี่ยคงกู่ห้ามไม่ให้ตระกูลหลิวมีส่วนเกี่ยวข้อง จึงทำได้เพียงเสมือนไม่มี

ทว่าครานี้หลิวเหวินซานเกิดเรื่องขึ้น ทั้งยังเป็นเพราะพิณเจียวเหว่ย นางย่อมไม่อาจเพิกเฉย จึงได้ติดตามลุงถงกับคนอื่นๆ เพื่อมาช่วยเหลือ

แต่ไม่คาดคิดว่าจะได้พบเจียงหรานเข้า และเมื่อเรื่องราวทั้งหมดเล่าจบ เจียงหรานก็ตั้งคำถามแรกขึ้นมา

“พิณเจียวเหว่ย… ตกลงแล้วมันคือสิ่งใดกันแน่”

เยี่ยจิงซวงเอ่ยถามกลับ “คุณชายเจียง… ท่านรู้จักศาสตร์กลไกหรือไม่”

เจียงหรานพยักหน้า “ย่อมรู้”

ไม่เพียงรู้เท่านั้น เขายังเคยต่อสู้กับยอดฝีมือผู้หนึ่งในศาสตร์นี้ คือ ‘พันฝ่ามือยมทูต’ ซุนต้าซ่าน และเขายังได้รับเคล็ดวิชาเจ็ดศาสตร์ช่างสวรรค์เป็นรางวัลจากระบบอีกด้วย เพียงแต่เรื่องนี้เขาไม่ได้อธิบายออกมา

เยี่ยจิงซวงจึงกล่าวต่อ “เมื่อกล่าวถึงศาสตร์กลไก ก็ไม่อาจไม่พูดถึงบุคคลหนึ่ง… นั่นคือ เฟิงฮั่วหลันซาน”

เจียงหรานเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ

เยี่ยจิงซวงยกถ้วยชาขึ้นจิบเบา ๆ ก่อนจะอธิบาย “บุคคลนี้ถือกำเนิดมาเนิ่นนาน แม้แต่หอวรรณกรรมยังมีบันทึกเพียงเล็กน้อย… โอ๊ะ ใช่แล้ว ท่านเจียงรู้จักหอวรรณกรรมหรือไม่”

“รู้” เจียงหรานพยักหน้า

เยี่ยจิงซวงจึงเผยรอยยิ้ม “ไม่เจอเพียงไม่กี่วัน ฝีมือของท่านเจียงกลับทำให้ผู้คนต้องทึ่งยิ่งนัก”

เจียงหรานหัวเราะเบาๆ แม้จะไม่เข้าใจว่ามีอะไรให้น่าภาคภูมิใจนัก แต่ก็ไม่ได้โต้แย้ง

เยี่ยจิงซวงจึงกล่าวต่อ “เฟิงฮั่วหลันซาน คือนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งศาสตร์กลไก บางคนถึงกับยกย่องว่าเขาเป็นปฐมบรมครูแห่งศาสตร์แขนงนี้ เขาสร้างสรรค์กลไกน้อยใหญ่มากมาย วิจิตรประณีตเกินกว่าจะบรรยาย”

“แต่สิ่งที่เลื่องลือที่สุดคือยอดสิ่งประดิษฐ์สิบสองชิ้น ซึ่งผู้คนเรียกว่า สิบสองวัตถุกลสวรรค์ และพิณเจียวเหว่ย… ก็คือหนึ่งในนั้น”

จบบทที่ ตอนที่ 44 ย้อนความ (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว