- หน้าแรก
- กะจะเทเกมให้ตายไวๆ ไหงกลายเป็นเทพซะได้
- บทที่ 70 ปราสาทแวมไพร์ 26
บทที่ 70 ปราสาทแวมไพร์ 26
บทที่ 70 ปราสาทแวมไพร์ 26
บทที่ 70 ปราสาทแวมไพร์ 26
"น้ำ... ขอน้ำหน่อย..." ชายร่างผอมโซนอนหมอบอยู่บนพื้น เสียงแหบแห้งเอ่ยขอ
ชายผมเกรียนมองไปรอบๆ สีหน้าลำบากใจเล็กน้อย "แถวนี้ไม่มีน้ำซะด้วยสิ นายทนไปก่อนนะ ไว้พวกเราหาวิธีออกไปจากที่นี่ได้แล้วนายค่อยหาน้ำกินดีไหม?"
ชายร่างผอมโซไอโขลกๆ สองสามที มองผู้เล่นหลายคนด้วยสายตาเว้าวอน พูดตะกุกตะกักว่า "พะ... พวกคุณมาช่วย... ช่วยผมเหรอครับ?"
ชายผมเกรียนอยากจะปลอบใจอีกสักสองสามประโยค แต่เด็กหนุ่มท่าทางมืดมนเริ่มหมดความอดทนแล้ว เขาพูดเสียงเย็นว่า "อย่าลืมว่าพวกเราเหลือเวลาไม่มากแล้ว"
แล้วหันไปมองชายร่างผอมโซในห้องขัง "นายเป็นใคร? รู้ไหมว่าจะออกไปจากที่นี่ยังไง?"
"ผมเป็นทาสเลือดที่ถูกแวมไพร์ที่นี่เลี้ยงไว้ คนที่ตายไปแล้วข้างในนั้นก็เคยเป็นทาสเลือดเหมือนกัน"
"แล้วทำไมนายถึงยังไม่ตาย?" เด็กหนุ่มท่าทางมืดมนถาม
ชายร่างผอมโซยิ้มอย่างน่าเวทนา "เพราะ... เพราะผมถูกแวมไพร์กลืนกินไปแล้ว"
"หมายความว่าไง?" ชายผมเกรียนฟังไม่เข้าใจ
"หมายความว่า... ตอนนี้ผมนับว่าเป็นครึ่งแวมไพร์ ผมถึงได้ยังไม่ตายน่ะสิ"
ตอนที่พูดประโยคนี้ สีหน้าของเขาดูเจ็บปวดมาก ราวกับนึกถึงความทรงจำที่เลวร้าย เครื่องหน้ายับย่นเป็นก้อนเดียว "ไอ้พวกปีศาจพวกนั้น... เพื่อจะทรมานผม มันสูบเลือดผมจนแห้งเหือด..."
เขาเหมือนจะพูดต่อไม่ไหว เงียบไปครู่ใหญ่ ไม่อยากพูดหัวข้อเมื่อกี้ต่อ ชายคนนั้นไออีกสองสามครั้ง เสียงแห้งผากฟังดูน่าเกลียด "พวกคุณอยากออกไปจากที่นี่ไม่ใช่เหรอ? ผมรู้วิธีออกไป แต่ถ้าพวกคุณจะออกไป ต้องปล่อยผมออกไปก่อน พาผมไปด้วย"
ชายผมเกรียนลังเลเล็กน้อย มองไปทางคนอื่น
เด็กหนุ่มท่าทางมืดมนขมวดคิ้ว "ได้ ถ้าที่นายพูดเป็นเรื่องจริง"
ริมฝีปากแห้งแตกของชายคนนั้นฉีกยิ้มอัปลักษณ์ เหมือนฝืนยิ้มออกมา "พวกคุณต้องปล่อยผมออกไปก่อน ผมถึงจะพาพวกคุณไปหาวิธีออกไปได้ กุญแจเปิดประตูคุกอยู่ที่..."
เขายังพูดไม่ทันจบ เสียงหัวเราะที่ไม่มีความหมายใดๆ ก็ดังขึ้นกะทันหัน
ทุกคนหันขวับกลับไปมองด้วยความตกตะลึง เพราะเสียงหัวเราะนั้นมาจากปากของลั่วเยว่เจี้ยน!
ตั้งแต่เข้ามาในดันเจี้ยนเกมนี้ ลั่วเยว่เจี้ยนก็ทำตัวเย็นชามาตลอด แทบไม่พูดไม่จาเลยสักคำ ตอนนี้ได้ยินเสียงหัวเราะของเธอ ทุกคนย่อมรู้สึกประหลาดใจเป็นธรรมดา
ลั่วเยว่เจี้ยนตอนนี้ก็รู้สึกกระอักกระอ่วนมาก เธอไม่ได้ตั้งใจจะหลุดขำจริงๆ นะ แต่สีหน้าของชายร่างผอมโซคนนั้นเหมือนกระดาษที่ถูกขยำเป็นก้อน หรือไม่ก็เหมือนคนกินส้มที่เปรี้ยวจี๊ดเข้าไปจริงๆ
เหมือนเวลาเห็นมุกตลกร้าย คนเรายากจะควบคุมตัวเองไม่ให้หัวเราะออกมาได้ ลั่วเยว่เจี้ยนตอนนี้ก็อยู่ในสภาวะนั้นแหละ ทั้งที่รู้ว่าการหัวเราะมันไม่ดี แต่เธอคุมตัวเองไม่ได้นี่นา!
ทุกคนหันกลับมาจ้องเธอเขม็ง ลั่วเยว่เจี้ยนรู้สึกเหมือนมีแมลงไต่ยั้วเยี้ยไปทั่วตัว เกร็งไปทั้งตัวด้วยความอาย ไม่กล้าสบตาใคร กลัวจะเผลอไปสบตาเข้า
ผู้เล่นหลายคนหันกลับมามองลั่วเยว่เจี้ยนด้วยความตกใจ แต่กลับเห็นลั่วเยว่เจี้ยนมองไปทางอื่นอย่างเย็นชา พวกเขามองตามสายตาเธอไปโดยสัญชาตญาณ ก็เห็นว่าลั่วเยว่เจี้ยนกำลังมองตะเกียงน้ำมันที่จุดไฟสว่างอยู่บนผนัง
ชะงักไปครู่หนึ่ง เด็กหนุ่มท่าทางมืดมนก็เข้าใจทันที สีหน้าแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด หันกลับมาด้วยใบหน้าบึ้งตึง
"นายถูกขังอยู่ในคุกตลอด แวมไพร์ก็ถูกผนึกไว้หมดแล้ว คนอื่นๆ ที่นี่ก็ตายกันหมดแล้ว ตะเกียงน้ำมันจุดขึ้นมาได้ยังไง? นายเห็นพวกเราเป็นคนโง่ให้หลอกเหรอ?"
ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเขาสำรวจภายในปราสาทแวมไพร์ แต่ละชั้นต้องจุดตะเกียงด้วยตัวเองทั้งนั้น ทว่า ตะเกียงน้ำมันในคุกใต้ดินแห่งนี้กลับถูกจุดไว้ก่อนที่พวกเขาจะมาถึงเสียอีก
นี่มันผิดปกติชัดๆ
พวกเขาใจร้อนอยากจะออกไป ก็เลยไม่ได้สังเกตเห็นช่องโหว่ที่ชัดเจนขนาดนี้ ต้องให้ลั่วเยว่เจี้ยนใบ้ให้ถึงคิดได้
ชายร่างผอมโซเห็นว่าความแตก รอยยิ้มบนใบหน้าก็หายวับไปทันที แทนที่ด้วยความดุร้าย
มันลุกพรวดขึ้น ร่างที่เคยหลังค่อมกลับยืดขยายสูงใหญ่ขึ้นในชั่วพริบตา เล็บยาวเฟื้อย ดวงตาส่องแสงสีแดง กลายร่างเป็นแวมไพร์ที่พวกเขาเคยเห็นที่ชั้นหนึ่ง
"ในเมื่อพวกแกจับได้แล้ว งั้นพวกแกก็อย่าหวังจะได้ออกไปเลย!"
มันคำรามลั่น พุ่งเข้าใส่ทุกคน แต่ทว่าพอเข้าใกล้ลูกกรงคุกกลับถูกดีดกลับกระเด็นไปกระแทกผนังอย่างแรง มันคำรามด้วยความโกรธแค้น แต่เพราะความกลัวในอานุภาพของประตูบานนั้น จึงทำได้แค่ขดตัวอยู่ที่มุมห้อง ไม่กล้าขยับเขยื้อน
ผู้เล่นหลายคนเดิมทีตกใจกับการกระทำของแวมไพร์ตนนี้ หันหลังเตรียมวิ่งหนี แต่กลับได้ยินเสียงของหนักกระแทกผนังดังมาจากด้านหลัง พอมองกลับไปด้วยความหวาดหวั่น ก็เห็นแวมไพร์ตนนั้นไม่สามารถพุ่งทะลุการป้องกันของประตูเหล็กออกมาได้
พวกเขาถึงวางใจลงได้ ชายผมเกรียนปาดเหงื่อเย็นที่ผุดขึ้นบนหน้าผากเพราะความตกใจเมื่อครู่ ถามว่า "ตอนนี้จะทำยังไง? พวกเราต้องหาวิธีออกไปจากที่นี่ให้ได้ แวมไพร์ตนนั้นไม่มีทางช่วยพวกเราแน่"
"พวกเราต้องหาประตูผ่านด่านให้เจอก่อน" ชายหนุ่มเสื้อแขนสั้นขมวดคิ้วพูด
แต่ในความเป็นจริง นอกจากพื้นที่สลัวๆ ที่ไม่กว้างนักด้านนอกแล้ว คุกใต้ดินแห่งนี้ก็เป็นทางตรงยาวตลอดสาย เมื่อกี้พวกเขาเดินไปจนสุดทางแล้ว ก็ไม่เห็นประตูโผล่มาสักบาน
คนอื่นเห็นได้ชัดว่าตระหนักถึงจุดนี้เช่นกัน สีหน้าของสาวออฟฟิศดูแย่มาก เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ ข่มความกลัวและความกังวลในใจ ฝืนทำใจดีสู้เสือพูดว่า "งั้นพวกเราลองหาแถวๆ นี้ดูไหมว่ามีประตูอะไรหรือเปล่า? แล้วก็ดูด้วยว่ามีกุญแจอยู่ที่ไหนบ้าง"
ผู้เล่นคนอื่นได้ยินข้อเสนอของเธอ ก็ทำได้เพียงพยักหน้าเห็นด้วย
ถึงแม้จะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ดีนัก แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ก็ต้องลองเสี่ยงดูสักตั้ง ยังไงก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
ในระหว่างการเล่นเกมด่านก่อนๆ ทุกคนเริ่มมีความเข้าขากันในระดับหนึ่ง หลังปรึกษากันง่ายๆ พวกเขาก็วางแผนการเคลื่อนไหวหลังจากนี้อย่างรวดเร็ว แล้วแยกย้ายกันไปทันที ต่างคนต่างไปหาประตูทางออกและกุญแจสำหรับหนี
สิ่งที่ต่างไปจากเดิมคือ ครั้งนี้สีหน้าของทุกคนดูร้อนรนเป็นพิเศษ เพราะในใจพวกเขารู้ดีว่า เวลาสำหรับพวกเขามันกระชั้นชิดมากแล้ว
ก่อนหน้านี้ พวกเขาเคยดูเวลาผ่านนาฬิกาที่ซ่อมเสร็จเรือนนั้น ตอนนั้นก็สองทุ่มแล้ว และหลังจากผ่านเรื่องวุ่นวายมาพักใหญ่ ตอนนี้น่าจะเกือบสามทุ่มแล้ว
นี่หมายความว่าพวกเขามีเวลาเพียงสามชั่วโมงในการหาวิธีผ่านเกม
ที่แย่กว่านั้นคือ ที่นี่ไม่ใช่ชั้นไหนสักชั้นในแผนที่ ครั้งนี้พวกเขาไม่มีประตูบานไหนที่จะใช้กั้นขวางแวมไพร์ที่น่ากลัวพวกนั้นได้เลย
ในคุกใต้ดินที่เป็นทางตรงยาวแทบจะตลอดสายแบบนี้ หากต้องเผชิญหน้ากับแวมไพร์ จุดจบของพวกเขามีเพียงคำเดียว——ตาย
ดังนั้น อารมณ์ของทุกคนจึงค่อนข้างหงุดหงิด ฝีเท้าที่ก้าวเดินล้วนสะท้อนความไม่สบายใจนี้ออกมา
ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงคือลั่วเยว่เจี้ยน ฝีเท้าของเธอดูผ่อนคลายเหลือเกิน
ในใจของลั่วเยว่เจี้ยนแทบจะยิ้มแก้มปริ ยังจะมีช่วงเวลาไหนผ่อนคลายไปกว่านี้อีกไหม? อย่าว่าแต่กุญแจเลย แม้แต่ประตูผ่านด่านอยู่ที่ไหนพวกเขายังหาไม่เจอเลย ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า