- หน้าแรก
- นักอ่านของฉันมาจากสามพันโลก
- บทที่ 110 ยมทูตก็อ่านนิยายเหมือนกันนะ
บทที่ 110 ยมทูตก็อ่านนิยายเหมือนกันนะ
บทที่ 110 ยมทูตก็อ่านนิยายเหมือนกันนะ
บทที่ 110 ยมทูตก็อ่านนิยายเหมือนกันนะ
เซียงฉินมาถึงห้องผู้ป่วย ก็เห็นชายชราบนเตียงยังคงอ่านนิยายอยู่ตามคาด
"คุณปู่คะ เลิกอ่านนิยายได้แล้ว น้ำเกลือจะหมดขวดอยู่แล้วยังไม่รู้ตัวอีกนะคะ"
ปู่หวังร้องอ้อออกมาอย่างรู้สึกตัวช้าไปหน่อย จากนั้นก็ก้มหน้าอ่านนิตยสารในมือต่อไป
รูปร่างของเขาผอมโซ ราวกับไม้แห้ง จมูกและปากสวมเครื่องช่วยหายใจเอาไว้ แต่แววตากลับเป็นประกายสดใส กำลังพลิกนิตยสารในมืออย่างตั้งใจเป็นพิเศษ
ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ถอนหายใจออกมา "ทำไมถึงยังไม่มีหนังสือเล่มออกมานะ นิตยสารนี่ฉันเปิดอ่านวนไปวนมาจนจบหมดแล้ว ได้ยินว่าในเน็ตจบบริบูรณ์แล้ว แต่จนป่านนี้ฉันยังไม่เห็นเลย"
เซียงฉินพูดแทรกขึ้นว่า "ตอนนี้คุณปู่อย่าเพิ่งดูตอนจบเลยค่ะ กลัวว่าคุณปู่จะรับไม่ได้ ไว้หายดีแล้วค่อยๆ อ่านดีกว่า"
ปู่หวังยิ้มพลางโบกมือ "ร่างกายของฉัน ฉันจะไม่รู้ได้ยังไง ก็แค่มาโรงพยาบาลให้พวกหมออย่างหนูช่วยยื้อลมหายใจเอาไว้เท่านั้นแหละ ตอนนี้ไม่ได้อ่านตอนจบฉันก็คันยุบยิบในใจจนทรมาน ความรู้สึกก็เหมือนกันนั่นแหละ สู้ให้ฉันได้เห็นตอนจบก่อนตายยังจะดีกว่า จะได้นอนตายตาหลับ"
"คุณปู่อย่าพูดแบบนี้สิคะ เดี๋ยวลูกชายกับหลานสาวมาได้ยินเข้าก็ร้องไห้อีกหรอก"
ที่ปู่หวังไม่ได้อ่านตอนจบ ก็เป็นเพราะตอนนี้ในนิตยสารยังลงไม่ถึงตรงนั้น เขาไม่ชอบอ่านอะไรในโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ มันปวดตาจะแย่ เขาชอบกระดาษที่จับต้องได้มากกว่า อ่านแล้วสบายตากว่าด้วย
เพียงแต่น่าเสียดาย
ไม่รู้ว่าก่อนตายจะได้เห็นตอนจบแบบเล่มหนังสือหรือเปล่า
ไม่อย่างนั้นก็เลิกดื้อรั้น ยอมอ่านในเน็ตหน่อยดีไหมนะ
รอจนกระทั่งลูกหลานโขยงใหญ่ของปู่หวังมาถึง เขาก็เริ่มพูดขึ้น
จะต้องอ่านตอนจบให้ได้ ต่อให้ต้องอ่านในโทรศัพท์ก็จะอ่าน
เขาไม่รู้ว่าจะหลับตาลงแล้วหลับไปตลอดกาลเมื่อไหร่
ถ้าอ่านนิยายแล้วไม่รู้ตอนต่อไป ตายไปก็คงยังห่วงพะวงอยู่
หลานสาวของปู่หวังไปซื้อหนังสือละเมิดลิขสิทธิ์ชุดหนึ่งมาจากแผงลอย ในใจร้องไห้กระซิกๆ บอกกับนักเขียนว่า ไรท์เตอร์คะหนูไม่ได้ตั้งใจจะซื้อของปลอมนะ แต่นี่เป็นความปรารถนาสุดท้ายของคุณปู่จริงๆ
ยกโทษให้หนูครั้งนี้เถอะนะ
ชายชราลูบคลำหนังสือละเมิดลิขสิทธิ์ ถึงแม้สัมผัสของกระดาษจะรู้สึกแปลกๆ ไปบ้าง แต่ก็รับไว้อย่างมีความสุข
ยังไงก็ดีกว่าโทรศัพท์กับคอมพิวเตอร์ ของพวกนั้นดูนานๆ แล้วเวียนหัว
ปู่หวังเปิดไปยังส่วนที่นิตยสารลงถึงล่าสุด แล้วเริ่มอ่านต่อจากตรงที่ยังไม่ได้อ่านไปทีละนิด
"เฮ้ ตาเฒ่า อย่าเปิดเร็วนักสิ เปิดเร็วขนาดนั้นอ่านทันหรือไง"
ชายท่าทางประหลาดสวมชุดคลุมยาวสีดำคนหนึ่ง กำลังยืนกึ่งก้มโค้งตัว ชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ศีรษะของปู่หวังเพื่อดูของในสมุด
ปากก็บ่นพึมพำไปพลางดูไปพลาง "ชิ ฉันยังอ่านไม่จบเลยนะ แกมีมารยาทบ้างไหมเนี่ย เอาแต่อ่านอยู่คนเดียว"
ทว่าปู่หวังกลับทำหูทวนลม ราวกับมองไม่เห็นคนคนนี้
ความจริงแล้วก็มองไม่เห็นจริงๆ นั่นแหละ
เพราะเซี่ยหลิ่งคือยมทูต
เขตพื้นที่เมือง C นี้เป็นเขตที่เขาดูแลรับผิดชอบ ทุกครั้งที่มีคนสิ้นอายุขัย เขาจะมาถึงสถานที่เกิดเหตุล่วงหน้า รอฤกษ์งามยามดี แล้วใช้คันเบ็ดตกปลาของเขาตกวิญญาณคนผู้นั้นออกมา
ส่วนที่ว่าทำไมต้องเป็นคันเบ็ดตกปลา
ได้ยินว่าอุปกรณ์ล็อควิญญาณของยมทูต ล้วนเป็นของที่ถืออยู่ในมือก่อนตาย เขาเดาว่าเขาคงจะตกปลาจนตายแน่ๆ
รายละเอียดจริงๆ ก็จำไม่ค่อยได้แล้ว เพราะไม่รู้ว่าผ่านไปกี่ปีแล้วเหมือนกัน
เดิมทีนึกว่าวันนี้จะเป็นเหมือนที่ผ่านมา รอเวลาคนตายอย่างน่าเบื่อหน่าย แล้วตกวิญญาณคนไปส่งที่ปรโลกเพื่อปิดงาน จากนั้นก็ไปยังจุดหมายต่อไป
เซี่ยหลิ่งไม่ใช่พวกอยากรู้อยากเห็นไปซะทุกเรื่อง จำไม่ได้แล้วว่ากี่ปี เขาเห็นอะไรมาเยอะเกินไปแล้ว
แต่วันนี้กลับมีเรื่องแปลกอยู่บ้าง ชายชราที่ใกล้จะถึงวาระสุดท้ายคนหนึ่ง สวมเครื่องช่วยหายใจอยู่แท้ๆ แต่ยังยืนกรานจะอ่านหนังสือ
ตีความคำว่า 'มีชีวิตอยู่เพื่อเรียนรู้จนแก่เฒ่า' ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นี่ต้องใฝ่เรียนรู้ขนาดไหนกันนะ
เซี่ยหลิ่งเกิดความสงสัยในหนังสือในมือเขาขึ้นมาทันที ประกอบกับยังพอมีเวลาเหลืออยู่ จึงขยับเข้าไปดูเสียหน่อย
พอดูปุ๊บก็เป็นเรื่องเลย รู้สึกว่าเจ้าสิ่งนี้มันสนุกใช้ได้
อย่างน้อยเรื่องราวแบบนี้ เขาตายมาหลายร้อยปีแล้วยังไม่เคยเจอ
ชั่วพริบตาก็อ่านจนติดงอมแงม บางจุดที่อ่านไม่ค่อยเข้าใจ ยังอยากจะลงมือให้ตาเฒ่าพลิกกลับไปหน้าก่อน เพราะเขายังไม่ได้อ่านเนื้อเรื่องช่วงต้นเลย
ขณะที่เซี่ยหลิ่งกำลังอ่านเพลิน จู่ๆ ข้างหูก็มีเสียงสัญญาณเตือนดังขึ้น
ตามมาด้วยเสียงส่งกระแสจิตของเพื่อนร่วมงาน "เซี่ยหลิ่ง! แกไปเถลไถลตายห่าอยู่ที่ไหน เกี่ยววิญญาณประสาอะไรวะ พลาดฤกษ์แล้วรู้ตัวไหม รีบพาคนมาที่ปรโลกเดี๋ยวนี้"
เซี่ยหลิ่งร้องแย่แล้วในใจ ก้มหน้ามองข้อมือ นาฬิกาข้อมือที่ซ่อนอยู่แสดงตัวเลขสีแดงฉาน ตัวนับถอยหลังเดิมทีตอนนี้แสดงเวลาติดลบไปแล้ว
ซวยแล้ว เพลินจนลืมเวลา ปล่อยให้ตาเฒ่านี่มีชีวิตเกินมาตั้งนานสองนาน
เซี่ยหลิ่งตบหัวตัวเองฉาดใหญ่ รีบหยิบคันเบ็ดตกปลาของตนออกมา แล้วหย่อนเบ็ดใส่กลางกระหม่อมของชายชรา
ได้ยินเพียงเสียงติ๊ดๆ บาดหูดังขึ้นภายในห้องผู้ป่วย ปู่หวังค่อยๆ เอนพิงหมอน มือที่กำหนังสือละเมิดลิขสิทธิ์ร่วงตกลง ลมหายใจค่อยๆ ขาดห้วงไป
วิญญาณโปร่งแสงสายหนึ่งถูกเกี่ยวออกมาจากร่างกาย ปู่หวังมองร่างของตัวเองอีกร่างบนเตียงผู้ป่วยด้วยใบหน้างุนงง
มองดูมือโปร่งแสงของตัวเอง แล้วหันไปมองเซี่ยหลิ่งที่ยังคงชะโงกหน้าเข้าไปอ่านหนังสืออยู่ข้างๆ
"ฉันตายทั้งอย่างนี้เลยเหรอ?!"
ปู่หวังกระตุกชุดคลุมของเซี่ยหลิ่ง "พ่อหนุ่ม จับคนเขาไม่จับกันแบบนี้หรอกนะ ทำไมอลุ่มอล่วยให้ฉันมีชีวิตต่ออีกสักหน่อยไม่ได้ ฉันเหลือแค่ตอนจบที่ยังไม่เห็น ที่ฉันยื้อลมหายใจไว้ก็เพื่อรอดูตอนจบนี่แหละ ทำไมจู่ๆ ถึงเกี่ยวฉันออกมาซะล่ะ"
"เร็ว จับฉันยัดกลับไปเดี๋ยวนี้ ฉันอ่านตอนจบนี้เสร็จแล้วจะยอมตายเลย"
ปู่หวังรู้สึกได้ว่าร่างกายของตัวเองทรุดโทรมลงทุกวัน และรู้อยู่แล้วว่าวาระสุดท้ายกำลังจะมาถึง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมรับได้ที่ต้องมาตายตอนใกล้จะเห็นตอนจบแบบนี้
นี่มันไร้มนุษยธรรมเกินไปแล้ว
เซี่ยหลิ่งรู้สึกเสียดายอยู่บ้างที่ต้องไปแล้ว แบบนี้ก็อดอ่านตอนจบของนิยายสิ ไม่รู้ว่าครั้งหน้าจะเจอนิยายเรื่องนี้อีกเมื่อไหร่
"ไปกันเถอะ ไปกันเถอะ ปล่อยให้ลุงอยู่เกินมาสิบนาทีแล้ว รู้ไหมว่าเวลานี้ทำพวกเราเสียงานเสียการไปเท่าไหร่"
"ฉันแค่อยากอ่านตอนจบ พ่อหนุ่มให้ฉันดูอีกสักแวบเถอะ แค่แวบเดียว ฉันรับรองว่าจะอ่านให้เร็วที่สุด"
"ไม่ได้ๆ ถ้ายังไม่รีบพาลุงไปลงทะเบียน เพื่อนร่วมงานฉันได้กระโดดมาตีเข่าฉันแน่ๆ"
เซี่ยหลิ่งตกวิญญาณปู่หวังไปยังปรโลก ระหว่างทางปู่หวังคิดจะหนีอยู่หลายครั้ง แต่ดิ้นไม่หลุดจากเบ็ดเลย สุดท้ายก็เลยถูกห้อยต่องแต่งอยู่ด้านหน้า ราวกับว่าวที่แกว่งไปแกว่งมา
ตลอดทางที่ลอยไปก็พร่ำบ่นไป หวังจะให้เซี่ยหลิ่งใจอ่อนยอมปล่อยเขากลับไปอ่านตอนจบ
พูดไปพูดมาก็ร้องไห้น้ำมูกโป่งน้ำตาไหลพราก เล่าให้เซี่ยหลิ่งฟังว่าช่วงท้ายของนิยายปวดตับแค่ไหน คนตายไปตั้งเท่าไหร่ ตัวเขาอายุปูนนี้ฝ่าฟันอุปสรรคมาตั้งมากมาย ก็รอแค่จะได้เห็นตอนจบที่สวยงามมาช่วยเยียวยาจิตใจ
ผลสุดท้ายก่อนตายอุตส่าห์เร่งอ่านแทบตาย ก็ยังอ่านไม่จบ
เซี่ยหลิ่งยิ่งฟังก็ยิ่งจุกในอก เขาก็อยากอ่านเหมือนกัน เขาเพิ่งจะมาร่วมวงอ่านกลางคัน เนื้อเรื่องตอนต้นเป็นยังไงไม่รู้เลยสักนิด ถึงจะเริ่มอ่านจากตรงกลางก็ใช่ว่าจะอ่านไม่รู้เรื่องก็เถอะ
แต่ยังไงมันก็ไม่ปะติดปะต่อกัน แถม 'รถไฟสายมรณะ' ยังปูประเด็นทิ้งไว้เยอะมาก มีหลายจุดที่เขาอ่านไม่เข้าใจ
ทำเอาเขาคันหัวใจยิกๆ หนักกว่าเดิม
ไม่รู้ว่าคราวหน้าจะมีโชคได้เจอนิยายเรื่องนี้อีกไหม
เพราะยมทูตต้องเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง มีคนตายได้ตลอดเวลา เวลาที่เขาว่างก็ว่างแค่แป๊บเดียวเท่านั้น
เมื่อเข้าสู่ปรโลก กลับไม่ได้มืดมนอับชื้นหรือน่ากลัววังเวงอย่างที่จินตนาการไว้
คล้ายกับโลกมนุษย์ สภาพตึกรามบ้านช่องดูโบราณคลาสสิก แต่วิญญาณที่เดินไปมาแต่งกายดูปุ๊บก็รู้ว่าเป็นคนยุคปัจจุบัน นานๆ ทีจะมีคนแต่งกายชุดโบราณปะปนอยู่บ้าง
ปู่หวังปาดน้ำตาที่โปร่งแสง
"ท่านยมทูต นี่ฉันต้องไปที่ไหนล่ะเนี่ย"