- หน้าแรก
- นักอ่านของฉันมาจากสามพันโลก
- บทที่ 70 นิยายทำนายความจริง
บทที่ 70 นิยายทำนายความจริง
บทที่ 70 นิยายทำนายความจริง
บทที่ 70 นิยายทำนายความจริง
หลีเวินซูขลุกอยู่ในมิติระบบทั้งเช้าเพื่อปั่นนิยาย เหนื่อยก็สุ่มหยิบหนังสือในห้องสมุดมาอ่าน เดินเล่นในมิติระบบบ้าง
กว่าจะออกมาก็ถึงเวลาอาหารกลางวัน
"กลางวันทำซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน กินเยอะๆ นะ กินผักด้วย กินให้ครบห้าหมู่ถึงจะมีสารอาหารครบถ้วน"
ซือหว่านคีบกับข้าวให้หลีเวินซูไปพลาง พูดไปพลาง
จู่ๆ เสียงออดหน้าประตูก็ดังขึ้น สองแม่ลูกหันไปมองพร้อมกัน
ซือหว่านวางตะเกียบ เดินไปเปิดประตู
เห็นคนหน้าประตู ก็แปลกใจ "คุณเองเหรอ มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ"
เหลียงเจิ้งที่ยืนอยู่หน้าประตูมือนึงถือนิตยสาร งัดข้ออ้างที่เตรียมไว้แต่เช้าออกมาพูดอย่างคล่องปร๋อ เพราะซ้อมมาอย่างดี
"อ๋อ คืออย่างนี้ครับ พ่อผมสนิทกับลูกสาวคุณ เห็นหายหน้าไปสองวัน แกเป็นห่วงกลัวจะเป็นอะไรไป เลยให้ผมมาดูหน่อย"
"ถือโอกาสเอานิตยสารมาให้ด้วย ลูกสาวคุณชอบอ่าน"
หลีเวินซูเห็นซือหว่านยืนอยู่หน้าประตูไม่กลับมาสักที ก็สงสัยว่าเป็นใคร เลยชะโงกหน้าออกไปดู
ซือหว่านบอก "เสี่ยวซูไม่สบายเมื่อวาน เลยลาหยุดไม่ได้ไปเรียน รบกวนคุณแย่เลย"
"ไม่รบกวนครับ" เหลียงเจิ้งกลอกตา
"ทานข้าวกลางวันอยู่เหรอครับ กลิ่นหอมเชียว"
ซือหว่านสบตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของเหลียงเจิ้ง ก็ชะงักไป
แม้จะสงสัย แต่ก็ถามตามมารยาท "ใช่ค่ะ จะอยู่ทานด้วยกันไหมคะ"
เหลียงเจิ้งยิ้มกว้าง แต่รู้สึกว่าไม่ค่อยสำรวม เลยหุบยิ้มลงนิดหน่อย
"งั้นก็ขอบคุณนะครับ พอดีเลยเมื่อเช้าผมกินไม่อิ่ม ตอนนี้หิวไส้กิ่วแล้ว หวังว่าจะไม่เป็นการรบกวนนะครับ"
หลีเวินซูแทะซี่โครงหมู มองเหลียงเจิ้งเดินเข้าบ้านมาด้วยความงุนงง
ซือหว่านเดินไปหยิบถ้วยตะเกียบในครัว
"เสี่ยวซู อาเหลียงเจิ้งอุตส่าห์มาเยี่ยมลูก ทักทายอาเขาสิ"
"สวัสดีค่ะอาเหลียง"
หลีเวินซูพูดไปก็งงไป อุตส่าห์มาเยี่ยม ทำไม?
เธอกับเขาไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น
จะมาเยี่ยมก็ควรเป็นปู่เหลียงไม่ใช่เหรอ
เหลียงเจิ้งยักคิ้วให้หลีเวินซู แล้วยื่นนิตยสารฉบับล่าสุดให้
"อะ หนูหน้อย เห็นไม่ได้ออกจากบ้านหลายวัน เอามาให้อ่านแก้เซ็ง"
"ขอบคุณค่ะ"
มื้อนี้ผ่านไปอย่างผ่อนคลายและสนุกสนาน เหลียงเจิ้งชวนคุยเก่งมาก ไม่ปล่อยให้บรรยากาศเงียบเหงาเลย
มีแค่หลีเวินซูคนเดียวที่สงสัย ทำไมคนคนนี้ไม่เหมือนตอนที่เจอก่อนหน้านี้ ดูจริงจังขึ้นมาแปลกๆ
ระบบกอดซี่โครงหมูแทะอย่างไม่สนใจใคร หน้ามันแผล็บ
—
อำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมือง C เกิดคดีคนหายเมื่อไม่นานมานี้
เพราะที่นี่ไม่ได้มีคดีใหญ่ๆ มาหลายสิบปีแล้ว ตอนแรกตำรวจในโรงพักก็คิดว่าเป็นเรื่องผัวเมียทะเลาะกัน เมียหนีออกจากบ้านไม่บอกผัว หรือไปหลบอยู่ที่ไหนไม่อยากกลับบ้านเหมือนที่เคยๆ
แต่หลังจากหาอยู่สองสามวันไม่เจอ ทุกคนก็เริ่มรู้สึกทะแม่งๆ
สมัยนี้กล้องวงจรปิดยังไม่ทั่วถึง การตามหาคนคนหนึ่งยากมาก
หาตั้งหลายวันก็ไม่เจอเงา
คดีคนหายจะว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่ จะว่าเล็กก็ไม่เล็ก เดิมทีเรื่องก็ไม่ได้เป็นกระแสอะไร แต่นักข่าวท้องถิ่นอยากหาข่าวทำสกู๊ป เลยใส่สีตีไข่ให้ดูน่าตื่นเต้น แล้วเผยแพร่ออกไป
สร้างความกดดันให้ตำรวจท้องที่พอสมควร
พวกเขาส่งทีมค้นหาแบบปูพรมบริเวณบ้านผู้แจ้งความ สอบถามเพื่อนบ้าน เคาะประตูถามทุกหลัง
เบาะแสที่ได้น้อยนิด
"กลับมาถึงบ้านแล้วไม่เห็นออกไปอีกเลยเหรอ?"
คุณปู่พยักหน้า "ลุงออกมาเช้าสุดในหมู่บ้านแล้ว ออกกำลังกายตรงนี้ทุกวัน ใครเข้าใครออกลุงรู้หมด สองเช้านั้นไม่เห็นเธอออกมาเลย ส่วนเวลาอื่นลุงไม่รู้"
ตำรวจหนุ่มเกาหัว มองหน้าเพื่อนร่วมงาน "แต่ช่วงเวลาอื่นก็มีคนบอกว่าไม่เห็นเธอออกมาเหมือนกัน"
"คงไม่ได้ระเหยหายไปจากบ้านเฉยๆ หรอกนะ"
กลับไปรายงานที่โรงพัก ตำรวจสองนายรายงานตามจริง
ผีหลอกชัดๆ คนไม่ออกจากบ้าน จะหายไปได้ยังไง
"หัวหน้า เป็นไปได้ไหมคะว่าไม่ใช่คดีคนหาย แต่เป็นคดีฆาตกรรม"
เสียงผู้หญิงดังมาจากมุมห้อง ทุกคนเงียบกริบ หันไปมองตามเสียง
เถียนเสวี่ยเป็นตำรวจหญิงตัวเล็กๆ ในโรงพักอำเภอนี้ ทำงานมาได้แค่สองปี
งานอดิเรก คือชอบอ่านนิยาย
เถียนเสวี่ยทำหน้าแปลกๆ เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่
อำเภอเล็กๆ นี้ไม่ค่อยมีคดีใหญ่ ส่วนใหญ่ก็เรื่องขี้หมูขี้หมา
คดีคนหายกลายเป็นคดีฆาตกรรม รูปคดีเปลี่ยนไปคนละเรื่องเลยนะ
ห้องประชุมเงียบกริบ ไม่มีใครคัดค้าน คำพูดของเถียนเสวี่ยเปิดแนวทางการสืบสวนใหม่
โบราณว่าไว้ อยู่ต้องเห็นคน ตายต้องเห็นศพ หาตั้งนานไม่เจอศพ แถมวันเกิดเหตุทุกช่วงเวลามีคนยืนยันที่อยู่ แต่ไม่มีใครเห็นเธอออกมาเลย
...
เลิกประชุม เถียนเสวี่ยโดนเพื่อนร่วมงานตบไหล่
"เธอคิดได้ไงว่าเป็นคดีฆาตกรรม"
เถียนเสวี่ยสีหน้าแปลกๆ ไม่รู้จะพูดยังไง
จะให้บอกว่าอ่านนิยายเรื่องหนึ่ง แล้วสถานการณ์คล้ายกับความจริงเหรอ
แถมยังเขียนออกมาก่อนเรื่องจริงจะเกิดอีก
คงโดนหาว่าบ้าแน่ๆ
แต่ในขณะเดียวกัน เถียนเสวี่ยก็ยิ่งสงสัย เพราะสถานการณ์จริงบางอย่างดันไปตรงกับเนื้อเรื่องช่วงต้นของนิยาย
จะอธิบายยังไงดี
สิ่งที่ทำให้เถียนเสวี่ยช็อกและขนลุกยิ่งกว่าคือ
ให้ตายเถอะ ฆาตกรที่จับได้ วิธีจัดการศพ กระบวนการฆ่า ทั้งหมดเหมือนในนิยายเปี๊ยบ!!!
แค่นิยายบรรยายให้น่ากลัวกว่า ดัดแปลงเยอะกว่า ให้มีดราม่ามากขึ้น
แต่ใครที่อ่านนิยายและรู้เรื่องคดีนี้พร้อมกัน จะพบความเหมือนที่น่าตกใจ คดีจริงแทบจะลอกเลียนวิธีการฆ่ามาจากคดีในนิยาย
"เถียนเสวี่ย คดีนี้เธอมีผลงานมากนะ นึกไม่ถึงเลย ยัยหนูที่ปกติเงียบๆ ถึงเวลาสำคัญจะพึ่งพาได้ขนาดนี้"
เถียนเสวี่ยยิ้มไม่ออก มีอะไรน่ากลัวไปกว่านิยายทำนายความจริงอีกไหม
เธอคิดอีกมุม หรือฆาตกรอ่านนิยายเรื่องนี้ แล้วเลียนแบบพฤติกรรมในนิยาย
แต่พอเห็นฆาตกรเถียงคอเป็นเอ็น พยายามแก้ต่างว่าตัวเองไม่ได้ฆ่า เธอก็สับสนอีก
ถ้าฆาตกรเลียนแบบนิยาย ก็ไม่น่าจะแคร์ว่าจะโดนจับหรือเปล่า เพราะนิยายเรื่องนี้ถึงจะไม่ใช่ทุกคนที่อ่าน แต่อิทธิพลก็กว้างขวาง ในโรงพักนี้ก็มีเธออ่านคนหนึ่ง
เขากลัวโดนจับ แล้วจะกล้าเลียนแบบวิธีการฆ่าในนิยายอย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้เหรอ
แถมยังก๊อปปี้มาแบบหนึ่งต่อหนึ่ง
คดีจากคนหายกลายเป็นฆ่าหั่นศพเมีย ถูกสื่อประโคมข่าวอีกครั้ง คดีคนหายเดิมใส่ไข่แล้วถึงจะมีกระแส แต่ฆ่าหั่นศพเมียนี่ไม่ต้องใส่ไข่คนก็สนใจ
ต้องแค้นขนาดไหนถึงฆ่าเมีย หั่นศพ แล้วกดทิ้งชักโครก
พอถึงเวลา ก็ไปแจ้งความคนหายที่โรงพักอย่างใจเย็น ให้สัมภาษณ์นักข่าวอย่างเป็นธรรมชาติ สภาพจิตใจแข็งแกร่งจนน่าขนลุก
คนที่ขนลุกไม่ใช่แค่ประชาชนที่เห็นข่าวฆ่าหั่นศพ แต่รวมถึงคนอ่าน "รถไฟสายมรณะ" ด้วย
[ไม่ใช่ละพี่ชาย คดีนี้ทำไมคุ้นๆ]
[......??? ส่งฉันมาที่ไหนเนี่ย ฉันทะลุมิติเข้ามาในดันเจี้ยนรถไฟสายมรณะเหรอ]
[เชี่ย เปิดทีวีมาเจอเรื่องช็อก??? นี่มันพล็อตนิยายไม่ใช่เหรอ เกิดอะไรขึ้น!?]
[นิยายที่ฉันอ่านทำนายเรื่องที่เกิดแถวบ้านฉัน???]
[ฉันกลับไปดูเวลาที่อัพเดตดันเจี้ยน เร็วกว่าคดีนี้เกือบเดือน]
[ซี่โครงหมู รีบบอกมาว่าเธอเป็นใครกันแน่ อย่าบอกนะว่าที่เธอเขียนไม่ใช่นิยาย แต่เป็นเรื่องจริง]
[ฉันนั่งดูข่าวที่บ้านตัวสั่นเป็นเจ้าเข้าแล้ว ตื่นมาบอกว่ารถไฟสายมรณะเป็นเรื่องจริง ฉันคงสิ้นหวังแน่ ฉันไม่มีสกิลเทพเหมือนพี่หนานนะเว้ย]
[เข้าดันเจี้ยนฉันตายชัวร์]