- หน้าแรก
- นักอ่านของฉันมาจากสามพันโลก
- บทที่ 18 นี่มันจังหวะจะออกทะเลเหรอ?!
บทที่ 18 นี่มันจังหวะจะออกทะเลเหรอ?!
บทที่ 18 นี่มันจังหวะจะออกทะเลเหรอ?!
บทที่ 18 นี่มันจังหวะจะออกทะเลเหรอ?!
ตกกลางคืน ซือหว่านคิดวนเวียนเรื่องนี้ทั้งวัน
หลีเวินซูอธิบายข้อกฎหมายเกี่ยวกับการหย่าร้างให้เธอฟังคร่าวๆ และยังกำชับว่าอย่าเพิ่งบอกหลีฮุยเรื่องอยากหย่า ให้ปิดไว้ก่อน เธอจะทำอะไรบางอย่าง
ซือหว่านไม่รู้ว่าลูกจะทำอะไร แต่เธอก็เชื่อฟังลูกสาวโดยสัญชาตญาณ
แต่ในใจก็ยังอดกังวลไม่ได้
เธอยังรู้สึกว่าหลีเวินซูยังเด็ก บางเรื่องอาจจะไม่เข้าใจ
แต่ความจริงแล้ว เรื่องการหย่าร้าง เธอต่างหากที่ไม่เข้าใจยิ่งกว่า
ก็ไม่กล้าไปถามใครสุ่มสี่สุ่มห้า กลัวข่าวจะรั่วไหลออกไป
ขนาดตอนอ่านนิยาย ก็ยังใจลอยผิดปกติ
เนื้อเรื่องวันนี้ก็ซับซ้อน ทำให้เธออ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ
พอกดเปิดคอมเมนต์ ซือหว่านก็เกิดความคิดอยากจะฝากข้อความถึงนักเขียนอีกครั้ง
แต่ไม่รู้ว่าครั้งนี้จะได้รับคำตอบไหม
ซือหว่านยังคงมีความหวัง ทิ้งคอมเมนต์ที่ไม่สั้นไม่ยาวไว้
เล่าความกลัดกลุ้มใจของตัวเองให้นักเขียนฟัง
แต่ที่คาดไม่ถึงคือ ไม่ถึงสิบนาที เธอก็ได้รับคำตอบ
[มองลูกของคุณเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่สมบัติของคุณ เขามีความคิดของเขาเอง บางทีในบางเรื่อง เขาอาจจะคิดได้ไกลกว่าคุณ...เรื่องที่คุณคิดได้ ทำไมคุณถึงคิดว่าเขาจะคิดไม่ได้ ลองนึกย้อนกลับไปสิ ตอนอายุสิบหกคุณรู้น้อยเหรอ?]
ซือหว่านชะงักไป เด็กบ้านนอกโตเร็ว อายุสิบหกในยุคสมัยของพวกเธอ ในชนบทที่ล้าหลังและยากจน บางครอบครัวก็ยกลูกสาวให้แต่งงานไปแล้ว
เมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ อาจจะยังไร้เดียงสาอยู่บ้าง
แต่เรื่องราวส่วนใหญ่ในโลก พวกเธอก็พอรู้เรื่องบ้างแล้ว
ตอนซือหว่านอายุสิบหก ก็มักจะถูกผู้ใหญ่ดูถูก คิดว่าเรื่องที่คุยกันในวงเหล้าพวกเธอฟังไม่รู้เรื่อง แต่ความจริงเธอกับน้องสาวที่อายุน้อยกว่าไม่กี่ปีรู้เรื่องหมด
น้องสาวฉลาดกว่าเธอมาก อายุสิบกว่าขวบก็ไปค้าขายเล็กๆ น้อยๆ กับคนในเมือง หาเงินค่าขนม ซื้อของกินให้เธอ ซื้อหนังสือให้ตัวเอง
บางครั้งพวกเธอยังนินทาพวกผู้ใหญ่ที่ดูถูกพวกเธอด้วยซ้ำ
มาถึงตอนนี้ เธอกลับกลายเป็นคนแบบที่ตัวเองเคยนินทาตอนเด็กๆ ไปแล้ว
ซือหว่านนึกขึ้นได้ว่า หลีเวินซูบอกว่าข้อมูลเรื่องหย่าร้างอ่านเจอในหนังสือ เธอไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่ลูกสาวชอบ
ที่รู้เยอะขนาดนี้ อาจจะรู้มาจากหนังสือจริงๆ ก็ได้
เพราะเรื่องนี้ ซือหว่านเคยมีประสบการณ์มาแล้วจากน้องสาวที่ฉลาดกว่าเธอมาก
แม้จะคิดแบบนี้ แต่ซือหว่านก็ยังถามนักเขียนเรื่องข้อกฎหมายการหย่าร้างด้วยความไม่สบายใจ
ผ่านไปไม่กี่นาที ก็ได้รับคำตอบกลับมา ซึ่งก็คล้ายกับที่ลูกสาวพูด
นี่แสดงว่าหลีเวินซูไปค้นคว้าข้อมูลมาจริงๆ และเข้าใจหลักการบ้าง
จู่ๆ เธอก็โล่งใจ เหมือนยกภูเขาออกจากอก
ซือหว่านขอบคุณนักเขียนอย่างซาบซึ้ง
เธอควรจะให้ความเชื่อมั่นกับลูกสาวให้มากกว่านี้ ลูกฉลาดมาตั้งแต่เด็ก
ต้องดีกว่าแม่ที่ไม่ได้เรื่องอย่างเธอแน่นอน
—
หลีเวินซูได้รับข้อความตอบกลับจากซือหว่าน ก็ยิ้มมุมปาก
กลับเข้าไปในพื้นที่ระบบเพื่อพิมพ์งาน
เธอต้องเรียบเรียงโครงเรื่องอย่างละเอียดสักหน่อย
บทช่วงนี้ ค่อนข้างจะซับซ้อนจริงๆ
—
หลิวซิงอ่านบทล่าสุดไปก็อ้าปากค้างตลอด
เนื้อเรื่องคราวนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ เนื้อเรื่องช่วงก่อนหน้านี้ แม้การกระทำของนางเอกเฉิงหนานจะเกินคาดเดาทุกครั้ง หัวใจนักอ่านจะแขวนอยู่บนเส้นด้ายไปพร้อมกับเนื้อเรื่อง
แต่พวกเขาก็มีความรู้สึกปลอดภัยโดยธรรมชาติที่มีต่อตัวเอก
มักจะรู้สึกว่ามีตัวเอกอยู่ก็ไม่มีปัญหา เพราะตัวเอกไม่มีทางตายแน่ๆ
สถานการณ์ที่คนอื่นต้องตายแน่ ตัวเอกจะต้องเป็นคนแรกที่ฝ่าฟันอุปสรรคนั้นไปได้
ดังนั้นพอถึงฉากอันตราย พอนางเอกเฉิงหนานโผล่มา นักอ่านมักจะรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกว่ารอดแน่ แต่ใจก็ยังอดลุ้นไม่ได้
แต่พอผ่านตู้รถไฟขบวนนี้ การบรรยายถึงบอสของนักเขียนแตกต่างจากตู้รถไฟขบวนก่อนๆ อย่างชัดเจน
แม้แต่คำพูดที่บอสพูดออกมา ก็ทำให้คนงงงวย เหมือนทุกประโยคเป็นเบาะแส เป็นปม แต่ก็เหมือนทุกประโยคเป็นเรื่องไร้สาระที่พูดมาหลอกล่อ
จริงบ้างเท็จบ้าง แยกแยะไม่ออก
ที่น่าสิ้นหวังยิ่งกว่าคือ เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไป นักอ่านก็พบด้วยความตกใจว่า ในตู้รถไฟนี้ เฉิงหนานดูเหมือนจะหนีไม่พ้นไม่ว่าจะทำยังไง
ภายใต้เงื่อนไขที่มีอยู่ ทางเลือกไม่กี่ทางที่วางอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะเลือกทางไหน เฉิงหนานก็หนีความตายไม่พ้น
หลังจากอ่านจบ หลิวซิงถึงกับย้อนกลับไปอ่านทบทวนเนื้อเรื่องก่อนหน้า แล้วค่อยๆ วิเคราะห์ลงบนกระดาษทีละจุด
พอได้ผลลัพธ์ออกมา เขาก็ยิ่งสิ้นหวัง
ดูเหมือนจะเป็นจุดจบที่ต้องตายสถานเดียว
และปกติทิศทางของเรื่อง นักเขียนจะไม่ยอมให้ใครเดาได้เลย มักจะล่อให้นักอ่านคันไม้คันมือเล่น
แต่ทิศทางเรื่องคราวนี้ นักอ่านสามารถใช้เบาะแสที่รู้ คาดเดาชะตากรรมที่กำหนดไว้แล้วของตัวเอกได้เลย
หลิวซิงไม่อยากจะเชื่อ
นี่มันจังหวะจะออกทะเลเหรอ
ถ้าตัวเอกตาย เรื่องจะดำเนินต่อไปยังไง!?
หรือนักเขียนไม่อยากเขียนแล้ว???
โดนปัญหาครอบครัวกระทบอารมณ์หรือเปล่า???
หลิวซิงรู้สึกสิ้นหวังยิ่งกว่าตัวเอกที่ตกอยู่ในสถานการณ์ตอนนี้ซะอีก
เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าถ้าเรื่องนี้ออกทะเล เขาจะทำยังไง
ทำยังไงดี ทำยังไงดี ทำยังไงดี ใครก็ได้บอกที ถ้าเขาร้องห่มร้องไห้อาละวาดขู่จะฆ่าตัวตายมันจะได้ผลไหม!!!
ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับหลิวซิง แต่เกิดขึ้นกับนักอ่านทุกคนในทุกเมือง
เสียงโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังระงมไปทั่วทุกบ้าน
ช่องคอมเมนต์ยิ่งเละเทะไปกันใหญ่
[ยัยซี่โครงหมู!!! แกไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้ บอกฉันมาว่าตัวเอกจะรอดได้ยังไง! รอดได้ยังไง!]
[ลูกสาวฉัน ลูกสาวเสี่ยวหนานของฉันจะรอดมาได้ยังไง อ๊ากกกกกกก!!!]
[เสี่ยวถังถัง พ่อเธอทำอารมณ์เธอเสียใช่ไหม บอกป้า ป้าจะขับรถไปฝังเขาเดี๋ยวนี้ เธอเขียนนิยายต่อเถอะนะ]
[โจรเฒ่าซี่โครงหมู ถ้าแกกล้าออกทะเล ฉันกล้าฆ่าตัวตายให้ดู!!! ใครจะออกทะเลก็ได้ แต่แกห้าม! เสี่ยวหนานของฉัน ฉันเป็นนักศึกษาชายอายุยี่สิบกว่า ฉันมองเธอเป็นลูกสาวนะเนี่ย—]
[แม่งเอ๊ย ฉันว่าแล้วนักเขียนหน้าใหม่ไม่มีความมั่นคง พูดไม่ทันขาดคำก็เทกันดื้อๆ คืนเงินมา!]
[ยอมเลย ล่อฉันเข้าหลุมแล้วฝังทั้งเป็นงี้เหรอ ไม่พูดมาก เงินที่ฉันเติมต้องคืนมา]
[ไปลอกใครมาหรือเปล่า ต้นฉบับเขียนต่อไม่ได้ แกเลยไม่เขียนแล้ว?]
[คราวหลังจะไม่ตามนิยายยังไม่จบแล้ว ใส่ความรู้สึกไปตั้งเยอะ นักเขียนบอกจะให้ตายก็ให้ตาย]
[ฉันถามแกว่าตัวเอกตายแล้วจะเขียนต่อยังไง เขียนต่อยังไง! ไอ้โจรเฒ่า ทำไมไม่เขียนตามขนบ ตัวเอกห้ามตายแกไม่รู้เหรอ!?]
[มือใหม่มันไม่รู้กฎสินะ (สูบบุหรี่) (พ่นควัน) (กระโดดลงไป)]
[โจรเฒ่า ถ้าแกไม่เขียนต่อ ฉันจะให้คนลอกนิยายแกไปเขียนต่อ ให้คนอื่นได้เงิน]
[ซี่โครงหมูบ้าเอ๊ย เมียฉันบอกว่าถ้าแกออกทะเลจะขอหย่า ห้ามออกทะเลห้ามออกทะเล ถ้าแกออกทะเลบ้านฉันแตกสาแหรกขาดแน่ ฉันไม่อยู่แล้ว!]
[ท่านซี่โครงหมู ผมขอร้องล่ะ คุณแก้แล้วอัปต่อเถอะ ผมไม่เคยเจอนิยายแนวนี้ที่เขียนดีขนาดนี้มาก่อน คุณคือหนึ่งเดียวในใจผม ผมกราบล่ะเขียนต่อเถอะ]
[ท่านเทพอย่าออกทะเลนะ ฉันพกมือถือใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ทุกวันก็เพื่ออ่านนิยายคุณ ถ้าคุณออกทะเล อาทิตย์นี้ฉันสอบตกแน่]
[ท่านเทพฉันโดเนทให้ ขอร้องล่ะเห็นแก่เงินเถอะ เขียนต่อเถอะ!]
[ตาแก่ที่บ้านกวนใจตอนเขียนนิยายใช่ไหม บอกฉัน ฉันจะขับรถชนมันตาย ฉันมีลู่ทางนะ องค์กรวางใจได้ ฉันขออย่างเดียว: เขียน!]