- หน้าแรก
- ภารกิจเปลี่ยนชะตาลูกๆ ตัวร้าย
- บทที่ 60 อยู่ให้ห่างจากน้องสาวลูกอนุผู้ข้ามภพ 2
บทที่ 60 อยู่ให้ห่างจากน้องสาวลูกอนุผู้ข้ามภพ 2
บทที่ 60 อยู่ให้ห่างจากน้องสาวลูกอนุผู้ข้ามภพ 2
บทที่ 60 อยู่ให้ห่างจากน้องสาวลูกอนุผู้ข้ามภพ 2
เจ้าของร่างเดิมมีรูปร่างหน้าตางดงามสง่า เหมาะกับการสวมใส่อาภรณ์สีสันสดใสเป็นพิเศษ เพียงแต่ดำรงตำแหน่งกุ้ยเฟยจึงมิอาจสวมสีแดงชาดได้ สวมใส่ได้เพียงสีแดงอ่อนหรือสีแดงกุหลาบ
ส่วนน้องสาวลูกอนุผู้นั้น ก่อนที่มารดาบังเกิดเกล้าจะถูกขายเป็นสาวใช้ก็เป็นสตรีชาวเจียงหนาน หน้าตาของนางแม้จะนับได้เพียงหมดจดนุ่มนวล แต่ไป๋โหรวคนก่อนชอบสวมใส่สีอ่อน ดูแล้วก็อ่อนหวานน่ารักไม่น้อย
ทว่าวันนี้ไป๋ซ่านมองไปที่ไป๋โหรว กลับพบว่านางสวมชุดสีแดงชาดมาทั้งตัว
แม้ดรุณีที่ยังไม่ออกเรือนจะสามารถสวมสีแดงชาดได้ แต่ก็ไม่มีใครสวมใส่เข้ามาในวังหลวง
ใครกันจะใจกล้าขนาดนั้น กล้าสวมสีแดงชาดต่อหน้าสตรีทั้งวังหลวงที่มิอาจสวมสีแดงชาดได้?
แต่ทว่าวันนี้ไป๋โหรวกลับสวมใส่ ชุดกระโปรงยาวสีแดงชาดปักลวดลายเมฆาพริ้วไหวด้วยดิ้นทองเป็นวงกว้าง ดูแล้วยังดูสูงส่งหรูหรากว่านางผู้เป็นกุ้ยเฟยเสียอีก
แต่ที่น่ากระอักกระอ่วนคือบุคลิกและหน้าตาของนางมิอาจส่งเสริมชุดเช่นนี้ได้เลย ดูราวกับเด็กที่ขโมยชุดผู้ใหญ่มาสวม แต่กลับวางท่าทางเย่อหยิ่งจองหอง
เหล่าสนมรอบข้างต่างอดขมวดคิ้วไม่ได้
คุณหนูรองสกุลไป๋ผู้นี้แม้จะเป็นลูกอนุ แต่ก็รู้จักวางตัวและรู้กาลเทศะมาตลอด
วันนี้เหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้?
แต่พวกนางก็ไม่กล้าแสดงออกชัดเจนเกินไป อย่างไรเสียพี่สาวร่วมบิดาของนางก็นั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน
หลังจากนั่งลงกันครบทุกคน ก็เริ่มพูดคุยหยอกล้อกัน เจ้าชมปิ่นข้าสวย ข้าชมชุดเจ้าประณีต ผลัดกันยกยอไปมา
บรรยากาศเดิมทีกำลังกลมเกลียว ก็ได้ยินไป๋โหรวเอ่ยปากขึ้น
"ต่ำต้อย จอมปลอม น่าเบื่อที่สุด!"
เสียงไม่ดังนัก แต่ทุกคนที่นั่งอยู่ต่างก็ได้ยิน
ชั่วพริบตางานเลี้ยงก็เงียบกริบ เหล่าสนมต่างมองไป๋โหรวด้วยความตกตะลึง
เต๋อเฟยที่มีตำแหน่งเป็นรองเพียงไป๋ซ่านอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก
"คุณหนูรองสกุลไป๋หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าพวกเราต่ำต้อย จอมปลอม และน่าเบื่อกระนั้นหรือ?"
เมื่อได้ยินเต๋อเฟยเล่นงานไป๋โหรวอย่างเปิดเผย เหล่าสนมก็ไม่รู้ว่าควรเป็นห่วงไป๋โหรวหรือเป็นห่วงเต๋อเฟยดี
เพราะต่างรู้กันดีว่าไป๋โหรวผู้นี้คือน้องสาวที่กุ้ยเฟยรักดั่งดวงใจ
จ้าวเจี๋ยอวี๋คนก่อน ไม่พอใจที่ไป๋ซ่านได้รับความโปรดปราน จึงไปลงที่ไป๋โหรว หาข้ออ้างตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ผลลัพธ์ย่อมไม่สวยงาม คนในวังเพิ่งเคยเห็นกุ้ยเฟยเหนียงเหนียงกริ้วเป็นครั้งแรก
จ้าวเจี๋ยอวี๋ถูกคุมตัวไปหน้าตำหนักฉางชุนของกุ้ยเฟย แล้วถูกตบปากจนเละต่อหน้าเหล่าสนมและบ่าวไพร่ทุกคน
ตั้งแต่นั้นมาใครบ้างจะไม่รู้ว่าไป๋โหรวแตะต้องไม่ได้
วันนี้เต๋อเฟยเหนียงเหนียงเหตุใดจึงใจร้อนเช่นนี้
ทางนี้กำลังคิดอยู่ ก็ได้ยินไป๋โหรวพูดว่า "ใช่ ข้ากำลังว่าพวกเจ้านั่นแหละ วันๆ เอาแต่ยกยอกันไปมา ปากอย่างใจอย่าง วันๆ เอาแต่แข่งกันเรื่องเสื้อผ้าเครื่องประดับ น่าขายหน้าลูกผู้หญิง!"
คราวนี้เหล่าสนมที่เดิมทีคิดว่าเต๋อเฟยใจร้อนก็เริ่มโกรธขึ้นมาบ้างแล้ว
คุณหนูรองสกุลไป๋ผู้นี้สมองมีปัญหาหรืออย่างไร พวกนางเป็นคนในวังหลัง ไม่คุยเรื่องพวกนี้แล้วจะให้คุยเรื่องอะไร?
เรื่องลูก? ก็มีแต่กุ้ยเฟยที่ให้กำเนิดพระโอรสองค์โต
โคลงฉันท์กาพย์กลอน? ในหมู่สนมมีทั้งที่ถนัดและที่นับถือคติสตรีไร้ความสามารถคือคุณธรรม คุยกันไม่รู้เรื่องหรอก
คุยเรื่องสัพเพเหระในบ้าน? สนมตำแหน่งสูงยังพอได้พบหน้าครอบครัว แต่สนมตำแหน่งต่ำต้อยกี่ปีแล้วที่ไม่ได้ข่าวคราวจากทางบ้าน นี่ไม่เท่ากับเอามีดไปกรีดใจคนอื่นหรือ?
คุยเรื่องแปลกประหลาด? ถูกขังอยู่ในวังลึกเช่นนี้ ใครจะไปรู้อะไรบ้างล่ะ!
คิดไปคิดมา เรื่องที่พวกนางผู้หญิงคุยกันได้ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุดก็คือแป้งหอมเสื้อผ้าเครื่องประดับนี่แหละ
แล้วมันน่าขายหน้าลูกผู้หญิงตรงไหน?
หรือจะให้พวกนางผู้หญิงไปคุยเรื่องราชกิจบ้านเมือง คุยเรื่องราชสำนักฝ่ายหน้าหรือ?
อยากตายรึไง?
ทางด้านเต๋อเฟยหน้ากลมๆ ก็โกรธจนหน้ายิ่งกลมเข้าไปอีก
"คุณหนูรองสกุลไป๋ช่างปากกล้า พูดประโยคเดียวเหยียบย่ำพวกเราเหล่าสนมจนจมดิน เช่นนั้นเจ้าบอกมาซิว่าพวกเราควรคุยเรื่องอะไร?"
"ย่อมต้องคุยเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง ช่วงก่อนทางใต้เกิดน้ำท่วมใหญ่ ผู้ลี้ภัยหลั่งไหลเข้าเมืองหลวง พวกเจ้าไม่คิดหาทางช่วยเหลือ กลับมานั่งอวดเสื้อผ้าเครื่องประดับอยู่ที่นี่ ช่างไร้ทางเยียวยาจริงๆ!"
"เจ้า... เจ้า!"
เต๋อเฟยโกรธจนตัวสั่น นางเป็นบุตรสาวแม่ทัพ ปากหนักพูดไม่เก่ง อีกทั้งยังต้องเกรงใจไป๋ซ่าน จึงไม่กล้าลงโทษนาง
ไป๋ซ่านรู้ว่าถึงเวลาที่ตนต้องออกโรงแล้ว
"เช่นนั้นไม่ทราบว่าน้องหญิงทำอะไรเพื่อผู้ลี้ภัยเหล่านั้นบ้างแล้ว?"
"ใช่ เจ้าเอาแต่ว่าพวกเรา แล้วเจ้าทำอะไรบ้างล่ะ?"
เต๋อเฟยพูดไม่เก่ง แต่เป็นลูกคู่เก่ง
"ข้าเป็นเพียงสตรีในห้องหอ เบี้ยหวัดแค่หนึ่งตำลึงเงิน ข้าจะทำอะไรได้? เรื่องพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเจ้าเหล่าผู้สูงศักดิ์ต้องคิดหรือ?"
ไป๋ซ่านถึงกับขำออกมา ให้ตายเถอะ ที่แท้นางก็ไม่ได้ทำอะไรเลย แค่ใช้ปากเปล่ามาตำหนิผู้อื่นงั้นหรือ?
"ข้าเห็นว่าชุดกระโปรงปักดิ้นทองของน้องหญิงชุดนี้คงราคามากกว่าเบี้ยหวัดหนึ่งปีเสียอีก ยังมีปิ่นทองระย้าบนศีรษะ เบี้ยหวัดสองปีก็คงซื้อไม่ได้ น่าจะเป็นของที่เพิ่งซื้อมาใหม่เร็วๆ นี้ทั้งนั้น ไหนบอกว่าไม่มีเงินเล่า?"
"น...นี่ล้วนเป็นของที่ท่านแม่ซื้อให้ตอนข้าหายป่วย ไม่ใช่ข้าซื้อเองเสียหน่อย หากข้ามีเงินเหล่านี้ ข้าต้องเอาไปช่วยผู้ลี้ภัยแน่นอน!"
ไป๋โหรวยังคงตอบอย่างมั่นใจ นางคิดว่าพวกผู้สูงศักดิ์ในวังพวกนี้ ล้วนใช้ภาษีราษฎรเลี้ยงดู บ้านเมืองมีภัยทำไมถึงไม่ช่วยออกแรง?
วันนี้นางจะทวงความยุติธรรมให้ผู้ลี้ภัย จะต้องบีบให้พวกนางบริจาคเงินให้นางนำออกจากวังไปให้ได้!
"ดูท่าน้องหญิงจะเป็นคนที่เห็นใจชาวบ้านจริงๆ เช่นนั้นเปิ่นกงในฐานะพี่สาวของเจ้า จำต้องทำให้เจ้าสมปรารถนา"
"ตอนที่เกิดอุทกภัย เปิ่นกงได้ออกคำสั่งแทนฝ่าบาท ให้ลดเบี้ยหวัดสนมนางในลงครึ่งหนึ่ง ลดปริมาณอาหารลงครึ่งหนึ่ง และงดตัดชุดทำเครื่องประดับใหม่ในวังเป็นเวลาครึ่งปี"
"สิ่งที่พวกนางสวมใส่อยู่ตอนนี้ นอกจากของที่ตัดเย็บเมื่อครึ่งปีก่อน ที่เหลือก็ล้วนใช้เงินส่วนตัวที่เก็บหอมรอมริบมาซื้อหาเอง"
"ตลอดสองเดือนมานี้วังหลังประหยัดเงินได้สองหมื่นตำลึง ส่งเข้าท้องพระคลังเพื่อใช้บรรเทาทุกข์แล้ว ในเมื่อน้องหญิงก็อยากมีส่วนร่วม เช่นนั้นข้าจะบอกท่านแม่ว่า ต่อไปให้ลดเบี้ยหวัดและอาหารของเจ้าลงครึ่งหนึ่ง และห้ามตัดเสื้อผ้าเครื่องประดับใหม่เป็นเวลาครึ่งปีเช่นกัน"
เหล่าสนมรอบข้างต่างเบิกตากว้าง กุ้ยเฟยเหนียงเหนียงผู้นี้น่าคบหา น้องสาวทำผิดนางจัดการจริง!
แต่ไม่นึกว่ายังไม่จบแค่นั้น
ไป๋ซ่านกล่าวต่อ "อีกอย่าง เสื้อผ้าเครื่องประดับชุดนี้ของเจ้าน่าจะช่วยให้ผู้ลี้ภัยหนึ่งร้อยคนผ่านพ้นวิกฤตไปได้ หงหลิ่ว พาตัวนางลงไปเปลี่ยนชุด เอาชุดนี้ไปขายนำเงินมาช่วยผู้ประสบภัย อย่าทำให้ความหวังดีของนางต้องเสียเปล่า!"
ไป๋โหรวโกรธจนตบโต๊ะ "เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาทำกับข้าแบบนี้! เจ้ามีอำนาจอะไร? ต่อให้เจ้าจะแน่แค่ไหนเจ้าก็เป็นแค่เมียน้อย! เป็นแค่อนุ! เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาสั่งให้ถอดเสื้อผ้าข้า!"
ทุกคนต่างตื่นตะลึงกับคำพูดของนาง
แม้จะไม่รู้ว่าเมียน้อยคืออะไร แต่พวกนางเข้าใจคำว่ากุ้ยเฟยเหนียงเหนียงเป็นอนุ
นางบังอาจถึงขั้นนี้ได้อย่างไร!
ไป๋ซ่านย่อมรู้ความหมายของคำว่าเมียน้อย นางมองท่าทางมั่นอกมั่นใจของไป๋โหรวแล้วนึกขำ นางข้ามภพมาพักรักษาตัวอยู่เป็นเดือน ย่อมรู้อย่างแจ่มแจ้งว่ายุคสมัยนี้เป็นอย่างไร การที่นางยังกล้ากำเริบเสิบสานเช่นนี้ ก็เพราะยังไม่เคยถูกกดขี่มาก่อน
พูดง่ายๆ ก็คือ ยังไม่เคยโดนตีนั่นแหละ
ไป๋ซ่านเอ่ยเสียงเย็นชา
"เจ้าคงลืมไปแล้วกระมังว่ามารดาผู้ให้กำเนิดเจ้าก็เป็นอนุ เจ้าเอาแต่พูดปาวๆ ว่าเปิ่นกงเป็นแค่อนุ นี่มิใช่ลืมกำพืดหรอกหรือ?"
"ทหาร! คุณหนูรองสกุลไป๋หมิ่นเบื้องสูง ล่วงเกินเปิ่นกง อีกทั้งยังอกตัญญูลืมกำพืด ลากตัวลงไปโบยยี่สิบไม้! แล้วส่งกลับสกุลไป๋ ให้คุกเข่าคัดคัมภีร์กตัญญูหน้าป้ายวิญญาณมารดาผู้ให้กำเนิดเป็นเวลาสิบวัน!"