เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 381 ข้าสร้างความดีความชอบให้ต้าหมิง (2)

บทที่ 381 ข้าสร้างความดีความชอบให้ต้าหมิง (2)

บทที่ 381 ข้าสร้างความดีความชอบให้ต้าหมิง (2)


บทที่ 381 ข้าสร้างความดีความชอบให้ต้าหมิง (2)

"มาเถอะ ท่านยาย ค่อยๆ ดื่ม..."

ก่อนหน้านี้ซุนเป้ยเป้ยตกใจแทบแย่ แต่หลังจากกรีดร้องไปเกือบหนึ่งนาที ก็พบว่ายายเฒ่าไม่ได้ขยับเขยื้อนทำอะไร เพียงแค่จับมือเธอไว้แน่น เธอจึงเข้าใจได้ว่านี่ไม่ใช่ศพคืนชีพ แต่เป็นคนแก่ที่กำลังยื้อลมหายใจเฮือกสุดท้าย เป็นการดิ้นรนก่อนตาย ความเห็นอกเห็นใจจึงเข้ามาแทนที่ความหวาดกลัวทันที

ส่วนที่ยายเฒ่าเรียกเธอว่าท่านเซียน ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาอธิบาย อีกอย่างจะให้อธิบายอย่างไร ในเมื่อเธอที่ดูอิ่มหนำสำราญ ใบหน้าเปล่งปลั่งอมชมพู ดูไม่เข้ากับสถานที่แห่งนี้เลยสักนิด สำหรับพวกเขาแล้ว เธอก็ดูเหมือนคนจากบนฟ้าจริงๆ

ในห้องถ่ายทอดสดคึกคักกว่าเมื่อครู่มาก ผู้ชมจำนวนไม่น้อยส่งของขวัญพร้อมมอบภารกิจ การช่วยชีวิตหญิงชราถือเป็นพื้นฐาน แต่พวกภารกิจตั้งลัทธิ หรือครองใต้หล้านั้นออกจะเหลวไหลเกินไปหน่อย

ตอนนี้ซุนเป้ยเป้ยไม่มีอะไรติดตัวเลย ต้องการอะไรก็ต้องใช้เหรียญทองที่แลกจากของขวัญของผู้ชมไปซื้อในร้านค้า

เธอไม่อาจทนดูคนแก่สิ้นใจไปต่อหน้าต่อตาได้จริงๆ จึงกัดฟันซื้อข้าวสารบรรจุถุงหนึ่งกิโลกรัมมาหนึ่งถุง ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากซื้อเยอะ แต่ตอนนี้ทรัพย์จางจริงๆ ได้ข้าวสารมาแล้วยังไม่พอ ไม่มีน้ำก็ต้องซื้อน้ำดื่มถังใหญ่ หาเศษหม้อแตกมาได้กองหนึ่งแต่กลับหาที่จุดไฟไม่ได้ สุดท้ายต้องจำใจซื้อสิทธิ์การใช้ไฟแช็กมาหนึ่งครั้ง

ใช่แล้ว แค่ครั้งเดียว เพราะสำหรับระบบถ่ายทอดสดประวัติศาสตร์ หากมีไฟแช็กปรากฏขึ้นในยุคโบราณ ถือเป็นอุบัติเหตุร้ายแรง รวมถึงถุงข้าวสารเมื่อครู่ก็ต้องเป็นกระสอบป่าน ถังน้ำดื่มก็เป็นไหผักดอง สิ่งของทุกอย่างที่จะปรากฏในประวัติศาสตร์ต้องสอดคล้องกับสภาพสังคมในยุคนั้น

เมื่อมีของเหล่านี้ ภายใต้คำชี้แนะของผู้ชมผู้รอบรู้ในห้องถ่ายทอดสด ในที่สุดซุนเป้ยเป้ยก็เคี่ยวโจ๊กจนเสร็จด้วยสภาพมอมแมม

หากไม่ใช่เพราะได้กลิ่นหอมของข้าวคอยยื้อลมหายใจไว้ ป่านนี้สุ่ยเหมี่ยวคงไปพบท่านยมบาลแล้ว ร่างกายของนางสะลึมสะลือ รอจนมีคนประคองชามมาตรงหน้า นางถึงพอจะมีสติขึ้นมาบ้าง

เพียงแต่ตอนนี้ดึกแล้ว นางเป็นโรคตาบอดกลางคืน จึงมองเห็นหน้าคนมาใหม่ไม่ชัด แต่สมองของนางยังไม่พัง ย่อมรู้ว่าคนผู้นี้ปรากฏตัวอย่างมีเงื่อนงำ ทว่าตอนนี้เรื่องกินสำคัญที่สุด

ซุนเป้ยเป้ยใช้มือซ้ายประคองศีรษะของสุ่ยเหมี่ยวขึ้น เธอสัมผัสได้ถึงน้ำหนักที่เบาหวิวบนท่อนแขน เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคนคนหนึ่งจะตัวเบาได้ถึงเพียงนี้ มือขวาถือชามกระเบื้องบิ่นๆ ค่อยๆ ป้อนไปที่ริมฝีปากของยายเฒ่าอย่างระมัดระวัง

สุ่ยเหมี่ยวข่มสัญชาตญาณของร่างกาย ดื่มโจ๊กครึ่งชามนี้ด้วยความเชื่องช้าถึงขีดสุด ต่อให้เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายจะกรีดร้องว่ายังไม่พอ นางก็กินต่อไม่ได้แล้ว หากปล่อยให้กินเต็มที่ มีแต่จะทำให้ท้องแตกตาย

"คืนนี้พวกเรากินแค่ชามนี้ก่อนนะจ๊ะ ท่านหิวโซมานาน กินเยอะไม่ได้ เอาไว้พรุ่งนี้เช้าพวกเราค่อยกินกันใหม่" ได้ยินซุนเป้ยเป้ยพูดเช่นนี้ สุ่ยเหมี่ยวก็พอจะเดาที่มาของนางได้แล้ว คนยุคนี้เขาไม่พูดจากันแบบนี้หรอก

ยิ่งไปกว่านั้น สุ่ยเหมี่ยวรู้สึกว่ามีของคลุมอยู่บนร่าง จึงใช้นิ้วลองขยี้ดูเบาๆ ชั้นนอกเป็นผ้าฝ้าย เนื้อละเอียดแน่นราวกับผ้าไหม ด้านในเป็นนุ่นที่อัดแน่น

แม้ว่าอุตสาหกรรมฝ้ายในสมัยราชวงศ์หยวนจะพัฒนาไปมาก มีการเพาะปลูกจำนวนมากในลุ่มแม่น้ำแยงซีและแม่น้ำฮวงโห แต่สำหรับคนอย่างสุ่ยเหมี่ยว ฝ้ายที่ปลูกก่อนหน้านี้มีไว้สำหรับจ่ายภาษี สิ่งที่พวกนางพอจะได้สวมใส่ก็มีเพียงผ้ากระสอบหยาบๆ เท่านั้น

มาจากยุคสมัยที่สงบสุข ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนใจอ่อนหลอกง่าย ดีจริง ในที่สุดนางก็ไม่ต้องหิวตายแล้ว สุ่ยเหมี่ยวผล็อยหลับไปพร้อมกับความคิดเช่นนี้

ซุนเป้ยเป้ยผ่านพ้นช่วงพลบค่ำที่อกสั่นขวัญแขวนมาได้ ใช้ของขวัญที่ได้รับมาจนหมดเกลี้ยง ตอนนี้เข้าสู่ช่วงกลางคืนแล้ว เธอทำได้เพียงผิงไฟให้ความอบอุ่น เงยหน้ามองผ่านรูโหว่ขนาดใหญ่บนหลังคากระท่อมมุงจากเพื่อชมดวงดาวระยิบระยับด้านนอก ผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดก็ได้อาศัยสายตาของเธอชมท้องฟ้าในยุคโบราณไปด้วย ชั่วขณะหนึ่ง บรรยากาศเงียบสงบหาได้ยากยิ่ง

"กระดูกขาวโพลนกลางป่า ไร้เสียงไก่ขันนับพันลี้ ตอนที่ท่องกลอนบทนี้จะไปเข้าใจสภาพการณ์ที่บทกวีพรรณนาได้อย่างไร ตอนนี้ถือว่าได้ประสบด้วยตัวเองแล้ว ฉันอยู่ที่นี่ได้แค่สามวัน สามวันให้หลัง ไม่รู้ว่าท่านยายจะมีชะตากรรมอย่างไร"

อันที่จริงทุกคนต่างรู้ดี ด้วยสภาพร่างกายของนางเช่นนี้ ในหมู่บ้านก็ไม่มีใครคอยช่วยเหลือ เมื่ออาหารหมดลง สุดท้ายก็คือความตาย

ต่อให้โชคดีรอดชีวิตมาได้ แต่ในยุคสมัยนี้ นางจะไปหาทางรอดได้ที่ไหน นี่มันยุคสมัยที่คนกินคนนะ

และหลังจากที่พวกเธอจากกันครั้งนี้ เกรงว่าชาตินี้คงไม่ได้เกี่ยวข้องกันอีก หากไม่ได้รับรู้ก็แล้วไป แต่เมื่อได้สัมผัสแล้ว เป็นใครก็ย่อมเกิดความสงสาร อยากให้ยายเฒ่ามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสักหน่อย

[ช่วยได้เท่าไหร่ก็ช่วยเถอะ พวกเราจะทนดูนางตกลงสู่หุบเหวเพราะชะตากรรมที่กำหนดไว้แล้วไม่ได้] พูดจบ ก็มีคนส่งของขวัญให้ซุนเป้ยเป้ยในห้องถ่ายทอดสดรัวๆ

[เฮ้อ ดูห้องอื่นเขาแย่งชิงความเป็นใหญ่กัน แต่ถ้าตัวเองไปเกิดในยุคโบราณ ตำแหน่งอ๋องหรือขุนนางเป็นของคนอื่น เราอย่างมากก็เป็นแค่ไพร่ แม้แต่บัณฑิตยากจนยังเป็นไม่ได้เลย]

ซุนเป้ยเป้ยมองทุกคนที่พากันส่งของขวัญให้เธอ ในใจก็รู้สึกดีใจ แต่ทว่า... "ทุกคนวางใจได้ ของขวัญในช่วงไม่กี่วันนี้ฉันจะเปลี่ยนเป็นของที่ท่านยายจำเป็นต้องใช้ จะพยายามช่วยท่านให้มากที่สุด!"

สุ่ยเหมี่ยวตื่นขึ้นมาท่ามกลางเสียงท้องร้องโครกคราก นางยังลุกจากเตียงไม่ไหว โจ๊กเมื่อคืนวานช่วยต่อชีวิตให้นางได้แค่หนึ่งหรือสองวันเท่านั้น

ซุนเป้ยเป้ยเห็นสุ่ยเหมี่ยวตื่นแล้ว ก็รีบประคองโจ๊กเข้ามาหา "ท่านยาย กินข้าวเช้าจ้ะ"

สุ่ยเหมี่ยวปล่อยให้อีกฝ่ายประคองร่างท่อนบนของนางขึ้น อาศัยโอกาสนี้พิจารณาซุนเป้ยเป้ยอย่างละเอียด บนตัวสวมชุดสมัยราชวงศ์หยวน แต่การถักทอนั้นมีร่องรอยของยุคปัจจุบันอย่างชัดเจน ไม่ต้องพูดถึงสิ่งเหล่านั้น แค่มองใบหน้าของนาง ก็รู้แล้วว่าไม่ใช่คนยุคนี้ ทั้งรูปหน้า แววตา... การเปลี่ยนแปลงนับร้อยนับพันปี คนสมัยใหม่ต่อให้ปลอมตัวอย่างไรก็ไม่มีทางเหมือนคนโบราณ

"ขอบคุณท่านเซียน!" สุ่ยเหมี่ยวพูดภาษาถิ่น แต่เมื่อผ่านระบบถ่ายทอดสด ย่อมไม่มีอุปสรรคทางภาษา ต่อให้ซุนเป้ยเป้ยพูดภาษากลาง สุ่ยเหมี่ยวก็ได้ยินเป็นภาษาถิ่น

ก่อนหน้านี้ที่ได้ยินยายเฒ่าเรียกว่าท่านเซียน เธอกำลังตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ย่อมไม่ได้ใส่ใจมากนัก แต่ตอนนี้พอได้ยินชัดเต็มสองหู ก็ยังรู้สึกกระดากอายอยู่ดี เธอไม่ได้หน้าหนาพอจะสวมบทบาทสมมติขนาดนั้น

"ฉันไม่ใช่ท่านนางฟ้าอะไรหรอกจ้ะ..." แต่จะให้อธิบายตัวตนที่แท้จริง เธอก็พูดไม่ถูก

"ข้าเข้าใจ ท่านเซียนลงมาผ่านด่านเคราะห์ในโลกมนุษย์"

โอ๊ย ยิ่งพูดยิ่งเลอะเทอะไปกันใหญ่ ในห้องถ่ายทอดสดพิมพ์ [ฮ่าฮ่าฮ่า] กันเต็มหน้าจอ ซุนเป้ยเป้ยทำได้เพียงเปลี่ยนเรื่อง

"กินโจ๊กเถอะจ้ะ เดี๋ยวจะเย็นหมด"

สุ่ยเหมี่ยวจิบทีละคำเล็กๆ นึกไม่ถึงว่าจะมีเศษเนื้อแพะด้วย แถมยังมีรสเค็ม! แม้ว่าสุ่ยเหมี่ยวจะมีจิตใจเข้มแข็งเพียงใด ก็อดไม่ได้ที่จะเร่งความเร็วขึ้น

นางนึกถึงคลิปสั้นที่เคยดูในโต่วอิน หากไปอยู่ยุคโบราณแล้วให้ชาวบ้านกินโจ๊กขาวกับผักดองทุกวัน พวกเขาจะก่อกบฏหรือไม่? สุ่ยเหมี่ยวได้สัมผัสด้วยตัวเองแล้วตอนนี้ หากเจ้าให้ชาวบ้านกินโจ๊กขาวกับผักดองทุกวัน พวกเขาจะก่อกบฏที่ไหนล่ะ พวกเขายอมขายชีวิตให้เจ้าเลยต่างหาก!!

กินโจ๊กหมดไปหนึ่งชาม สุ่ยเหมี่ยวอดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้น รู้สึกว่าโจ๊กนี้ช่างรสเลิศจริงๆ ซุนเป้ยเป้ยเก็บชามไป "อีกสองชั่วโมง... หนึ่งชั่วยามเราค่อยกินกันใหม่ กินน้อยๆ แต่บ่อยๆ นะจ๊ะ"

"ฟังท่านเซียนเจ้าค่ะ" สุ่ยเหมี่ยวยืนกรานจะสวมบทบาทให้ถึงที่สุด

ตอนนี้สุ่ยเหมี่ยวไม่กินก็นอน แต่พอกินอิ่ม คนก็เริ่มมีแรงขึ้นมาบ้าง ช่วงที่หลับตื้นๆ พลันได้ยินเสียงซุนเป้ยเป้ยพูดพึมพำกับตัวเอง ไม่สิ น่าจะกำลังสื่อสารกับคนอื่น ฟังไปนานเข้า ก็เดาได้ว่าอีกฝ่ายน่าจะมีระบบข้ามเวลาเหมือนกัน

"ต้องทิ้งข้าวสารไว้เยอะหน่อย แล้วก็น้ำ! มีของสองอย่างนี้ ระยะสั้นก็น่าจะพออยู่ได้"

"แล้วก็ผัก... ใช่ๆๆ แล้วก็เกลือ ใช้เกลือเม็ดเลย ปริมาณเยอะแถมราคาถูก แบบนี้ท่านยายจะได้หมักผักดองกินเองได้ เสียดาย ช่วงนี้แล้งหนัก ปลูกผักอะไรไม่ได้เลย เมล็ดพันธุ์ข้าวกับเมล็ดพันธุ์ผักคงต้องทิ้งไว้หน่อย รอให้ฝนตกก็คงดีขึ้น"

"ราชวงศ์นี้จะทิ้งเมล็ดพันธุ์ผักอะไรได้บ้าง?! ความจริงชนิดของผักในสมัยราชวงศ์หยวนมีเยอะมากแล้ว ที่เราเห็นกันบ่อยๆ อย่างหัวไชเท้า มะเขือยาว แตงกวา ฟักเขียว ผักโขม ต้นหอม ขิง กระเทียม ผักกาดขาว ล้วนมีหมดแล้ว ทิ้งไว้อย่างละชุดเลย!!"

สุ่ยเหมี่ยวฟังคำพูดของซุนเป้ยเป้ย มุมปากก็อดยกขึ้นไม่ได้ มีของพวกนี้แล้ว นางมั่นใจว่าจะใช้ชีวิตในยุคโบราณนี้ได้อย่างดีแน่นอน

ในเมื่อมาแล้วก็จงทำใจให้สบาย

จบบทที่ บทที่ 381 ข้าสร้างความดีความชอบให้ต้าหมิง (2)

คัดลอกลิงก์แล้ว