- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปเป็นยอดคน
- บทที่ 287 มีบัลลังก์อ๋องให้สืบทอดจริงๆ ด้วย (ตอนพิเศษสุ่ยเจิ้ง)
บทที่ 287 มีบัลลังก์อ๋องให้สืบทอดจริงๆ ด้วย (ตอนพิเศษสุ่ยเจิ้ง)
บทที่ 287 มีบัลลังก์อ๋องให้สืบทอดจริงๆ ด้วย (ตอนพิเศษสุ่ยเจิ้ง)
บทที่ 287 มีบัลลังก์อ๋องให้สืบทอดจริงๆ ด้วย (ตอนพิเศษสุ่ยเจิ้ง)
สุ่ยเจิ้งวัยสามขวบถูกสุ่ยเหมี่ยวอุ้มให้นั่งบนบัลลังก์มังกร ฟังเสียงขุนนางน้อยใหญ่และทูตต่างแคว้นนับพันเปล่งเสียง "ทรงพระเจริญหมื่นปี"
นางชอบความรู้สึกของการเป็นศูนย์กลางอำนาจ ราวกับว่าโลกทั้งใบหมุนรอบตัวนาง
อะไรคือเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์?
สุ่ยเจิ้งคิดว่าตนเองนี่แหละคือสุดยอดเชื้อพระวงศ์ ป้าใหญ่เป็นองค์หญิงใหญ่ ป้ารองเป็นฮ่องเต้ พ่อเป็นชินอ๋อง และตนเองเป็นองค์หญิงรัชทายาท
ตอนเด็กๆ นางยังไม่เข้าใจถึงความยิ่งใหญ่ของสถานะตัวเอง ไม่รู้ว่าการนั่งบนบัลลังก์มังกรหมายถึงอะไร คิดเสมอว่าฮ่องเต้ก็คือฮ่องเต้ของคนอื่น ป้ารองก็คือป้ารองของนาง
รสชาติของการนั่งบนจุดสูงสุดเป็นอย่างไรนะ? นางยังจำได้ว่าตอนเด็กๆ ป้ารองจะอุ้มนางไว้ในอ้อมกอด ให้นางนั่งดูการตรวจฎีกาด้วยกัน
เดิมทีเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่สุ่ยเจิ้งกลับรู้สึกว่ามันสนุกมาก ฎีกาแต่ละฉบับมีเรื่องราวร้อยแปดพันเก้า การใช้ถ้อยคำก็ไม่ได้เคร่งขรึมอย่างที่คิด บางครั้งยังมีคนบ่นกับป้ารองว่าโรงอาหารในกรมกองทำอาหารตามใจเกินไปแล้ว
ป้ารองจะเล่าเรื่องราวเบื้องหลังของคนและเหตุการณ์ในฎีกาให้นางฟังอย่างตั้งใจ สนุกมากเลยทีเดียว
สุ่ยเหมี่ยวใช้วิธีของนางในการสอนให้สุ่ยเจิ้งค่อยๆ สัมผัสงานราชการ เรียนรู้สไตล์การทำงานของขุนนางแต่ละคนทีละน้อย ซึ่งสุ่ยเจิ้งเพิ่งจะมาเข้าใจตอนโตแล้ว
ก่อนสิบขวบ ชีวิตของนางไร้ความกังวล ทุกคนห้อมล้อมเอาใจ อยากได้อะไรก็ได้ดั่งใจนึก
แต่พอหลังสิบขวบ ท่านพ่อเห็นว่านางโตพอจะรับรู้เรื่องราวได้แล้ว จึงบอกความลับของตนเองให้นางรู้ ท่านพ่อไม่ใช่พ่อ แต่ควรเรียกว่าแม่?!
สุ่ยเจิ้งรู้สึกเหมือนโลกทลายลงตรงหน้า นางไม่รู้ว่าจะเรียกเขาว่าท่านพ่อต่อหน้าคนอื่นได้อย่างไร ทุกคนหลอกนาง!!
ความผิดปกติระหว่างแม่ลูกปิดใครไม่ได้ ความห่างเหินของทั้งสองก่อให้เกิดพายุในราชสำนัก มีคนมากมายคิดจะดึงนางลงจากตำแหน่ง เพศและสถานะของนางขัดตาคนพวกนั้นเหลือเกิน
นางรู้ว่ามีคนไม่น้อยยุยงให้ชินอ๋องมีทายาทสืบสกุล ฟังแล้วรู้สึกไร้สาระสิ้นดี ไม่รู้ทำไม นางถึงรู้สึกอยากจะพังทุกอย่างให้ราบเป็นหน้ากลอง และนี่เป็นครั้งแรกที่นางทะเลาะกับแม่รุนแรง
"เจ้าสิบขวบแล้ว ทำอะไรให้รู้จักคิดหน้าคิดหลังบ้าง เจ้าเอาแต่โทษว่าพวกเราหลอกลวงเจ้า แล้วเจ้าเคยคิดไหมว่าพวกเราเคยได้ทำตามใจตัวเองจริงๆ บ้างหรือเปล่า ป้ารองของเจ้าเพื่อความสงบสุขของแผ่นดินจึงยอมไม่มีลูกของตัวเอง ข้าก็เพื่อความมั่นคงของบัลลังก์ต้องปลอมตัวเป็นชายมาทั้งชีวิต"
"อาเจิ้ง เจ้าคิดว่าผู้ปกครองอาณาจักรเป็นกันง่ายๆ หรือ? เมื่อมายืนอยู่ตรงจุดนี้ เจ้าไม่ใช่ตัวเจ้าอีกต่อไป แต่เป็นองค์หญิงรัชทายาทของคนทั้งหล้า"
"พวกเราเสวยสุขจากการเสียสละของแผ่นดิน ย่อมต้องแบกรับภาระหน้าที่ต่อแผ่นดินเช่นกัน"
ตอนนั้นนางยังไม่ประสา ภาระหน้าที่ดูห่างไกลตัวเหลือเกิน ในตอนนั้นนางสนแค่ความรู้สึกของตัวเอง ช่องว่างระหว่างนางกับแม่ยิ่งห่างเหินออกไปทุกที
"เด็กวัยรุ่นก็แบบนี้แหละ ยิ่งพูดยิ่งไม่ฟัง ต้องให้สังคมสั่งสอนสักหน่อยเดี๋ยวก็ดีเอง"
นี่คือคำพูดของป้ารอง แล้วนางก็ถูกห่อเก็บข้าวของส่งไปโม่เป่ยทันที
สุ่ยเหมี่ยวตั้งกองทหารไว้ที่นั่น หลังจากบุกเบิกและพัฒนามาหลายปี การปศุสัตว์เจริญก้าวหน้าอย่างมาก ในฐานะฮ่องเต้ นางถึงกับลงทุนโฆษณาเนื้อวัวจากที่ราบสูงด้วยตัวเอง ผลตอบรับดีเกินคาด ช่วงหนึ่งเนื้อจากทะเลสาบฮั่นไห่ราคาพุ่งสูงลิ่ว
อิทธิพลของสุ่ยเหมี่ยวแผ่ขยายไปทั่วดินแดน กระตุ้นเศรษฐกิจแถบทะเลสาบฮั่นไห่ให้คึกคักขึ้นมาทันตา
ที่ดินรกร้างไม่มีใครสน พอเริ่มทำกินได้ก็มีคนแย่ง! ก่อนหน้านี้มีกลุ่มอิทธิพลเล็กๆ คอยก่อกวน ปีนี้แผนของสุ่ยเหมี่ยวคือการจัดระเบียบโม่เป่ยใหม่อีกครั้ง นางได้รับข่าวกรองว่าชนต่างเผ่าแถบทะเลสาบฮั่นไห่เริ่มมีความเคลื่อนไหว ครั้งนี้นางไม่คิดจะปล่อยเสือเข้าป่าอีกแล้ว
พอออกจากเมืองหลวง สุ่ยเจิ้งเหมือนนกน้อยหลุดจากกรง ตลอดทางเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของนาง แต่ความตื่นเต้นอยู่ได้ไม่นาน สิบปีมานี้ถูกปกป้องมาอย่างดี แม้จะได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ก็แค่รอบๆ เมืองหลวง จะไปรู้ซึ้งถึงความยากลำบากของราษฎรได้อย่างไร?
ชาวเขาลู่หลิงรู้ว่าสุ่ยเหมี่ยวจะเสด็จผ่าน ต่างดีใจจนเนื้อเต้น ทั้งที่อีกหลายเดือนกว่าจะปีใหม่ แต่ทุกคนพร้อมใจกันล้มวัวล้มแพะ ต้อนรับการเสด็จประพาสทางเหนือของฮ่องเต้
ไม่ใช่แค่พวกเขา แม้แต่ชนเผ่าเร่ร่อนรอบๆ พอรู้ข่าวก็พากันเดินทางมา สุ่ยเหมี่ยวไม่ขัดศรัทธา พาสุ่ยเจิ้งออกไปเดินตลาดร่วมสนุกกับราษฎร
มาคราวนี้ สุ่ยเจิ้งรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นบ้านนอกเข้ากรุง เมืองหลวงว่าเจริญแล้ว แต่ที่เขาลู่หลิงผู้คนพลุกพล่านยิ่งกว่า ที่หนึ่งงดงามประณีต อีกที่หนึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นอายของชีวิต
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นประสบการณ์แปลกใหม่สำหรับสุ่ยเจิ้ง แต่ยิ่งขึ้นเหนือ ความเป็นอยู่ของราษฎรก็ยิ่งเทียบไม่ได้กับเขาลู่หลิง สุ่ยเจิ้งไม่ได้เห็นใบหน้าที่เปื้อนยิ้มและความหวังอีกต่อไป
ความยากจน โรคภัย และสงคราม เป็นเงาตามตัวในดินแดนชายขอบ สุ่ยเจิ้งเห็นแววตาที่ด้านชาของพวกเขา ในใจก็สะเทือนใจ
พอถึงทะเลสาบฮั่นไห่ สุ่ยเจิ้งถูกสุ่ยเหมี่ยวโยนเข้าไปในกองทหาร ให้ใช้ชีวิตเหมือนทหารเลวคนหนึ่ง คราวนี้สุ่ยเจิ้งเจอของจริงเข้าให้แล้ว แม้จะเคยฝึกหนักมาบ้าง แต่เทียบกับสถานการณ์จริงไม่ได้เลย
เหนื่อย! พอกลับถึงกระโจม ถอดรองเท้าได้ข้างเดียวก็ล้มตัวลงนอนหลับเป็นตาย
เพียงห้าวัน ใบหน้าและมือก็แตกแห้งเพราะความหนาว แต่โชคดีที่ต่อให้เหนื่อยแค่ไหน นางก็ไม่เคยบ่น และไม่เคยร้องขอกลับบ้าน
ผ่านไปหนึ่งเดือน ขณะที่สุ่ยเจิ้งกำลังให้อาหารม้า สุ่ยเหมี่ยวขี่ม้าเข้ามา คว้าตัวนางขึ้นหลังม้า "ไปกันเถอะ ป้ารองจะพาไปดูความงามของทะเลสาบฮั่นไห่"
ลมพัดปะทะใบหน้าจนชา สุ่ยเจิ้งได้ดื่มน้ำจากทะเลสาบฮั่นไห่ ได้เห็นทิวทัศน์กับตาตัวเอง ในที่สุดนางก็เข้าใจแล้วว่าป้ารองของนางยิ่งใหญ่เพียงใด
สุ่ยเหมี่ยวชี้แส้ม้าไปยังฝั่งตรงข้าม "ที่นั่น มีศัตรูของเราอยู่"
ครั้งนี้สุ่ยเหมี่ยวพาสุ่ยเจิ้งมา ไม่ใช่แค่เพื่อให้เห็นภูมิประเทศและผู้คน แต่ให้นางได้เข้าร่วมสงครามด้วย
อย่าเห็นว่าเพิ่งสิบขวบ ในยุคสมัยนี้ สิบขวบไม่ใช่เด็กเล็กๆ แล้ว ดอกไม้ในเรือนกระจกไม่มีทางเติบโตอย่างแข็งแกร่งในธรรมชาติได้
นี่เป็นครั้งแรกที่สุ่ยเจิ้งเห็นเลือด นางถึงรู้ว่าวิชามวยวัดที่เรียนมานั้นไร้ค่า นางรู้สึกว่าตัวเองอ่อนหัดเหลือเกิน พอลงจากสนามรบ เข้ากระโจมได้ก็นั่งอ้วกอยู่มุมห้อง
"ไม่เลว ทนมาได้ถึงตอนนี้ ไม่ขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล" สุ่ยเหมี่ยวถอดชุดเกราะวางไว้ข้างๆ
"เจออีกสักสองสามครั้งเดี๋ยวก็ชิน"
จริงดังที่ป้ารองว่า ออกรบหลายครั้งเข้า นางก็เริ่มชิน ที่นี่มีการฆ่าฟันเท่านั้น เมตตาต่อศัตรูคือโหดร้ายต่อตัวเอง
อาจเพราะห่างจากท่านพ่อ... ท่านแม่มานาน พอนึกถึงตอนนี้ ความทรงจำเรื่องทะเลาะเบาะแว้งเลือนหายไป มีแต่ภาพความรักความเอาใจใส่ในวัยเด็ก นางทำตัวเป็นเด็กจริงๆ ต้องยอมรับว่าการเอาแต่ใจของนางก็เพราะรู้ว่ามีคนคอยตามใจนั่นแหละ
พอคิดได้ สุ่ยเจิ้งก็ไปขอโทษสุ่ยเหมี่ยว ที่ความเอาแต่ใจของนางสร้างปัญหาให้คนที่รักนางที่สุดสองคน
"ไม่ใช่ปัญหาหรอก ป้ารู้ว่าเจ้าเป็นเด็กดี" ทั้งสองนอนเตียงเดียวกัน สุ่ยเหมี่ยวห่มผ้าให้นาง แล้วกล่าวต่อ
"ในวัยของเจ้า เป็นช่วงสำคัญของการพัฒนาทั้งร่างกายและจิตใจ ร่างกายเจริญเติบโต จิตใจก็เปลี่ยนแปลง นี่ไม่ใช่เรื่องของเจ้าคนเดียว ในฐานะผู้ปกครองก็มีหน้าที่ต้องชี้นำเจ้าให้ดีขึ้น"
สุ่ยเจิ้งในตอนนั้นเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ก็จดจำคำพูดเหล่านี้ไว้ และคิดว่าหากลูกของนางเป็นแบบนี้ นางก็จะทำตามอย่างป้ารอง
หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้ สุ่ยเจิ้งดูเหมือนจะโตขึ้นในชั่วข้ามคืน การกระทำทุกอย่างของนางล้วนน่าชื่นชม นางเป็นทายาทที่ยอดเยี่ยมในสายตาผู้อื่นเสมอมา
เรื่องบัลลังก์ แม้ไม่มีใครพูด แต่ทุกคนรู้ดีว่าสุดท้ายต้องตกเป็นของนาง เพียงแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่
ดูออกว่าสุ่ยเหมี่ยวสุขภาพแข็งแรงดี ครองราชย์มาสามสิบปีแล้ว กะคร่าวๆ อีกสามสิบปีก็น่าจะไหว ถึงตอนนั้นองค์หญิงรัชทายาทอย่างนางอาจจะลงโลงไปก่อนแล้วก็ได้
จะบอกว่าไม่อยากได้บัลลังก์ก็โกหก แต่จะให้แช่งป้ารองให้ตายเร็วๆ ก็ทำไม่ลง นึกไม่ถึงว่าสุ่ยเหมี่ยวจะเรียกนางไปหาแล้วโยนระเบิดลูกใหญ่ใส่
สุ่ยเจิ้งถึงกับคุกเข่าลงทันที
"ลุกขึ้นเถอะ เห็นไหม ตกใจแย่เลย เมื่อกี้ป้ายังพนันกับแม่เจ้าอยู่เลยว่าเจ้าได้ยินข่าวนี้แล้วจะเข่าอ่อนหรือเปล่า"
พอได้ยินแบบนี้ สุ่ยเจิ้งลุกขึ้นยืนก็เห็นมารดายืนอยู่ข้างๆ ชัดเจนว่าผู้กุมอำนาจสูงสุดและผู้กุมอำนาจรองของแผ่นดินตกลงกันเรียบร้อยแล้ว คิดได้ดังนั้น หัวใจนางก็เต้นรัวดั่งกลองศึก
"ไม่ใช่ป้าตัดสินใจปุบปับ บัลลังก์นี้ ป้านั่งมาสามสิบปีแล้ว เหตุผลมันก็มีอยู่ว่า ป้าครองอำนาจนานเกินไป ย่อมเกิดความเฉื่อยชาและอาจกลายเป็นทรราช ส่วนเจ้าเป็นรัชทายาทมานานยี่สิบสามสิบปีไม่มีปัญหา แต่ถ้าต้องรอถึงสี่สิบห้าสิบปี ย่อมเกิดความหวาดระแวงและกดดัน... เหตุผลนี้หากจะปฏิเสธก็ดูเสแสร้งเกินไป สรุปคือ ทั้งสองทางล้วนไม่เป็นผลดีต่อแผ่นดิน มิสู้ฉวยโอกาสตอนที่ป้ายังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน ตัดสินใจเสียแต่เนิ่นๆ"
สุ่ยเหมี่ยวรู้ดีว่านางคงไม่ถึงขั้นแก่แล้วเลอะเลือน หรือไปเสาะแสวงหายาอายุวัฒนะ แต่อย่างไรเสีย เป้าหมายของคนทำงานคือการเกษียณแล้วไปเที่ยวรอบโลกไม่ใช่หรือ ฮ่องเต้ก็เหมือนกัน นางบอกวางก็วางได้เลย
กว่าสุ่ยเจิ้งจะตั้งสติได้ พอมองขึ้นไปข้างบนอีกครั้ง ก็เห็นสุ่ยเหมี่ยวคุยเรื่องอื่นกับสุ่ยอันไปแล้ว ราวกับเรื่องสละราชสมบัติเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย สุ่ยเหมี่ยววางมือได้อย่างสง่างาม และยังได้มอบบทเรียนสำคัญให้สุ่ยเจิ้งอีกด้วยว่า... ทำแบบนี้ก็ได้ด้วยหรือเนี่ย...
การสละราชสมบัติไม่ใช่เรื่องที่จะทำเสร็จได้ในชั่วพริบตา สุ่ยเหมี่ยวปล่อยข่าวออกไป เพื่อให้ทุกคนได้เตรียมตัว จากนั้นก็มอบอำนาจให้สุ่ยเจิ้งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน โดยมีสุ่ยอันคอยช่วยเหลือ ส่วนตัวนางเองก็ออกเดินทางอีกครั้ง