- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปเป็นยอดคน
- บทที่ 197 การทำนาคือความสุขของฉัน (2)
บทที่ 197 การทำนาคือความสุขของฉัน (2)
บทที่ 197 การทำนาคือความสุขของฉัน (2)
บทที่ 197 การทำนาคือความสุขของฉัน (2)
หมูป่าวิ่งเตลิดเปิดเปิงอยู่ข้างหน้า สุ่ยเหมี่ยวไล่กวดตามหลังติดๆ แต่ทางขึ้นเขามันขรุขระ สุ่ยเหมี่ยววิ่งตามหมูป่าไม่ทันจริงๆ พอเห็นว่าทิ้งระยะห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ เธอก็ขว้างด้ามจอบออกไปเต็มแรง ปักฉึกเข้าที่ก้นของจ่าฝูงหมูป่าอย่างจัง!
“อย่าให้ฉันเจอพวกแกอีกนะ เจอเมื่อไหร่แม่จะตีให้ตาย!”
วิ่งมาตั้งนาน สุ่ยเหมี่ยวหยุดพักหอบหายใจแฮ่กๆ ปรับลมหายใจให้เป็นปกติ ก่อนจะค่อยๆ เดินกลับ
พอลงมาจากเขา ก็เห็นว่าทุกคนยังยืนอออยู่บนคันนา ตาดีคนหนึ่งเห็นเธอเดินออกมาจากตีนเขา ก็ตะโกนลั่น “ออกมาแล้ว! ออกมาแล้ว!”
กงเจี้ยนฉวินรีบยกอุปกรณ์ไลฟ์สดหันไปทางสุ่ยเหมี่ยว แต่น่าเสียดาย ไม่ถึงนาที สุ่ยเหมี่ยวก็ถูกกลุ่มคนเฒ่าคนแก่รุมล้อม เขาเลยถ่ายไม่ติดแม้แต่เงา แต่แค่เสียงจอแจในไลฟ์สดก็น่าสนุกพอแล้ว
“สุ่ยเหมี่ยว เป็นยังไงบ้าง? ตีหมูป่าตายไหม?”
“จะบ้าเหรอ!” สุ่ยเหมี่ยวรีบตอบ
“ตีตายไม่ได้นะ มันเป็นสัตว์คุ้มครอง”
[โอเค ฟังออกแล้ว เธอมีปัญญาตีหมูป่าตายได้ แต่กฎหมายคุ้มครองสัตว์ช่วยชีวิตพวกมันไว้]
[โบราณมีอู่ซงตีเสือ ปัจจุบันมีแม่บ้านตีหมู!]
ได้ยินแบบนี้ หลายคนยังรู้สึกเสียดาย “ถ้าปืนล่าสัตว์ของฉันยังอยู่ ฉันคงยิงมันไปหลายนัดแล้ว”
“นั่นสินะ นับวันยิ่งเหิมเกริม เมื่อก่อนยังไม่มีเยอะขนาดนี้ เดี๋ยวนี้ปลูกอะไรไว้ในนาหน่อยก็โดนพวกมันย่ำยีหมด”
หลิวเยว่อิ่งเบียดเสียดเข้าไปในฝูงชน ควงแขนสุ่ยเหมี่ยว “แยกย้ายๆ แยกย้ายกันได้แล้ว กลับไปหุงหาอาหารเย็นกันเถอะ พวกเราก็จะกลับแล้ว ลูกสะใภ้ฉันวันนี้เหนื่อยแย่แล้ว”
หลิวเยว่อิ่งเริ่มเข้าใจแล้วว่า ถ้าสุ่ยเหมี่ยวเก่ง บ้านหล่อนก็จะสบายขึ้นเยอะ บ้านนี้ไม่มีเสาหลัก ในชนบทถือว่าเป็นเรื่องที่โดนรังแกได้ง่ายมาก
ถึงจะไม่มีการต่อยตีกัน เพราะชนบทตอนนี้มีแต่คนแก่และเด็ก แต่แค่โดนถอนต้นกล้าต้นสองต้น หรือโดนขุดดินไปก้อนสองก้อน ก็ชวนให้เจ็บใจจะแย่อยู่แล้ว
ตอนนี้ดีแล้ว ในหมู่บ้านหลงหลี่ ไม่มีใครกล้าแหยมกับพวกหล่อนแล้ว
กงเจี้ยนฉวินเห็นคนแยกย้ายกันไป ก็ปิดไลฟ์ ยอดคนดูวันนี้วันเดียวเท่ากับครึ่งเดือนของเขาเลย โดยเฉพาะฉากสุ่ยเหมี่ยวปะทะฝูงหมูป่าพุ่งติดเทรนด์ฮิตทันที
ค่ำคืนในป่าฤดูร้อนไม่ร้อนเลยสักนิด กงเจี้ยนฉวินก็เกรงใจที่จะอยู่บ้านสุ่ยเหมี่ยวนาน เขาบอกลาสุ่ยเหมี่ยวแล้วกลับไปที่รถออฟโรดของตัวเอง
ในรถมีทั้งเต็นท์ หม้อไหจานชามครบครัน เขาทำอาหารกินเองได้สบาย ในหมู่บ้านไม่มีเรื่องใหม่อะไร คนแก่หลายคนสนใจเขามาก มื้อเย็นเลยถือชามข้าวใบโตมานั่งคุยสัพเพเหระกับเขา
กงเจี้ยนฉวินก็ได้รู้เรื่องราวของครอบครัวสุ่ยเหมี่ยวจากปากพวกเขา เขาไม่ใช่คุณชายที่ไม่เคยหยิบจับอะไร ย่อมรู้ดีว่าครอบครัวแบบนี้ ที่ต้องแบกรับภาระทั้งคนแก่และเด็ก โดยพึ่งพาสุ่ยเหมี่ยวคนเดียว มันกดดันแค่ไหน
หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน จะหาเงินได้สักกี่ตังค์กันเชียว? กงเจี้ยนฉวินเปิดมือถือดู พบว่าคลิปวิดีโอของเขาติดเทรนด์ฮิต วันนี้เขาลงไปแค่สามคลิป และทุกคลิปเกี่ยวกับสุ่ยเหมี่ยว
จากคลิปก็พอวิเคราะห์ได้ว่าฐานะทางบ้านของสุ่ยเหมี่ยวไม่ค่อยดี เห็นเธอทำงานหนักขนาดนี้ หลายคนก็นึกถึงพ่อแม่ตัวเอง มีคอมเมนต์มากมายบอกว่าจะบริจาคเงินให้ครอบครัวเธอ
กงเจี้ยนฉวินเลื่อนผ่านคอมเมนต์พวกนี้ไป แม้จะเพิ่งรู้จักสุ่ยเหมี่ยวได้แค่ครึ่งวัน แต่เขาดูออกว่าเธอเป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรีมาก
แต่ก็มีคอมเมนต์ที่จุดประกายความคิดให้เขา เปิดไลฟ์ ขายสินค้าเกษตร... สำหรับสุ่ยเหมี่ยวที่มีกระแสแรงขนาดนี้ ถือเป็นทางเลือกที่ดีมาก
ถึงแม้ว่ากระแสอาจจะซาลงในภายหน้า แต่ตอนนี้หาเงินได้เยอะๆ ก็ดีไม่ใช่เหรอ
คิดได้ดังนั้น เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น กงเจี้ยนฉวินก็รีบไปบ้านสุ่ยเหมี่ยว แล้วเล่าความคิดของเขาให้ฟัง
“พี่ดูสิ พี่เอาของไปขายที่ตลาด มันคือออฟไลน์ ส่วนอันนี้คือออนไลน์ โดยเนื้อแท้แล้วไม่ต่างกันเลย แถมพูดกันตามตรง ถ้าคนดูเยอะ คนซื้อเยอะ มันสะดวกกว่าออฟไลน์ตั้งเยอะ”
สุ่ยเหมี่ยวเริ่มสนใจ แต่ก็ยังส่ายหน้า “ฉันเข้าใจนะ แต่ผักที่ฉันเอาไปขายที่ตลาดมันเก็บไม่ได้นาน ส่วนพวกของแห้งก็ใช่ว่าจะมีแค่ที่นี่ที่เดียว คนเขาจะลำบากมาซื้อทำไม”
“อีกอย่างกระแสตอนนี้มันก็แค่ชั่วคราว ใครจะไปรู้ว่าต่อไปจะเป็นยังไง...”
“บางทีมันอาจจะดีขึ้นก็ได้นะ เราลองดูก่อน ลองไลฟ์ดูก่อน เผื่อคนจะชอบดู ยิ่งยอดวิวเยอะก็ได้เงินด้วยนะ”
คำพูดนี้ทำเอาสุ่ยเหมี่ยวเถียงไม่ออก เธอมีวิธีหาเงินสารพัด แต่ยังไม่เคยคิดจะหาเงินจากการไลฟ์สด ลองดูก็ได้?
กงเจี้ยนฉวินเปิดไลฟ์ แล้วยกอุปกรณ์ให้สุ่ยเหมี่ยวจัดการเอง สไตล์ใครสไตล์มัน เขาไม่จำเป็นต้องพูดมาก รอดูว่าสุ่ยเหมี่ยวจะมีดีพอหากินทางนี้ได้ไหม
ยังเช้าอยู่ คนดูในไลฟ์ยังไม่เยอะ สุ่ยเหมี่ยวไม่ได้อ่านคอมเมนต์ เธอเริ่มไลฟ์ตามจังหวะของตัวเอง
เริ่มจากเล่าเรื่องเมื่อวานที่ไล่หมูป่ากลับเข้าป่า พูดไปพลางคว้าจอบเดินไปที่นาของตัวเอง
“ถือโอกาสตอนที่อากาศยังเย็นสบาย เราไปพลิกหน้าดินกันหน่อย พลิกดินเสร็จแล้ว ฉันจะปลูกมะเขือยาว ถั่วฝักยาว พริก บวบ... ในชนบทเราปลูกผักกินเอง ถ้ากินไม่หมดก็เอาไปขายในเมือง”
มาถึงนา สุ่ยเหมี่ยวปรับมุมกล้อง ให้เห็นดินที่แข็งจนจับตัวเป็นก้อน “ต่อไป ฉันต้องพรวนดินให้มันร่วนซุยหน่อย”
เธอต้องเริ่มทำงานแล้ว ถืออุปกรณ์ไลฟ์ไว้ในมือไม่ได้ สุ่ยเหมี่ยวหมุนตัวหาทำเล แล้ววางมือถือพิงไว้บนเนินดินเล็กๆ ตรงคันนา
จากนั้นก็เริ่มลงมือพรวนดิน
ชาวเน็ตที่เพิ่งเข้ามาดูงงเป็นไก่ตาแตก
[พี่กงเล่นศิลปะการแสดงอะไรเนี่ย ทำไมเห็นแต่ดิน?]
[เมื่อกี้สุ่ยเหมี่ยวพรวนดินหลุดเฟรมไปแล้ว ฉันจับทางได้แล้ว อีกสองนาทีเธอจะโผล่มาจากอีกฝั่ง]
พอรู้ว่าไลฟ์อะไร คนก็เข้าๆ ออกๆ แต่ก็มีหลายคนเฝ้าหน้าจอ ดูสุ่ยเหมี่ยวพรวนดิน เห็นเธอเริ่มจากจุดไกลสุด ค่อยๆ พรวนดินที่แข็งกระด้างให้ร่วนซุย แบ่งเป็นแปลงๆ อย่างเป็นระเบียบ รู้สึกเหมือนได้รับการบำบัดโรคย้ำคิดย้ำทำยังไงยังงั้น
ท่าทางของสุ่ยเหมี่ยวทั้งเร็วและคล่องแคล่ว ไม่ทำให้คนดูรู้สึกว่าเหนื่อยยาก แต่กลับเหมือนเธอกำลังสนุกกับงาน
สุ่ยเหมี่ยวพรวนดินนานเท่าไหร่ พวกเขาก็ดูนานเท่านั้น ไม่เบื่อเลยสักนิด
เวลานี้ ดวงอาทิตย์เพิ่งจะโผล่พ้นยอดเขา สุ่ยเหมี่ยวหยิบมือถือหันไปทางดวงอาทิตย์ ให้ชาวเน็ตได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นที่หมู่บ้านหลงหลี่
ด้วยความสูงของพื้นที่ หมู่บ้านหลงหลี่ตั้งอยู่บนยอดเขา การมองดวงอาทิตย์ในตอนนี้จึงเหมือนมองในระดับสายตา ดูอลังการงานสร้างยิ่งกว่า
[แม่เจ้า ไม่เคยรู้เลยว่าพระอาทิตย์ขึ้นจะสวยขนาดนี้ ทุกวันตื่นมาทำงานพระอาทิตย์ก็โด่งแล้ว ไม่ได้ดูพระอาทิตย์ขึ้นมานานมาก]
[ฉันดูเธอพรวนดินครึ่งชั่วโมง นั่งส้วมไปครึ่งชั่วโมง สุดท้ายมาดูพระอาทิตย์ขึ้นนี่แหละ ขาชาจนต้องคุกเข่าดูเลย]
พอดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า อากาศก็เริ่มร้อน สุ่ยเหมี่ยวก็ทำงานเสร็จพอดี
“อรุณสวัสดิ์ค่ะทุกคน งานเสร็จแล้ว ฉันจะกลับไปกินข้าวเช้าแล้วนะ เจอกันค่ะ”
กงเจี้ยนฉวินมองดูยอดวิวข้างๆ อย่างตื่นเต้น “ผมนึกว่ายอดจะไม่ดีซะอีก ที่ไหนได้ ดีมากเลยนะครับเนี่ย”
หลายวันต่อมา การไลฟ์ของสุ่ยเหมี่ยววนเวียนอยู่แต่กับที่นานี่แหละ รดน้ำ ใส่ปุ๋ย หยอดเมล็ด ยอดวิวไม่ดีไม่แย่ ถือว่าใช้ได้ในหมวดวิถีชนบท
แต่วันนี้ขณะกำลังไลฟ์อยู่ เจ้าหมาน้อยสีเหลืองก็วิ่งมาหาเธอ เห่าเสียงดัง
“เสี่ยวหวง ทำไมไม่ตามเสี่ยวซู่ไปล่ะ?” แล้วก็นึกขึ้นได้ ต้องหนีไปเล่นน้ำอีกแน่ๆ
สุ่ยเหมี่ยวทิ้งจอบ วิ่งตรงไปทางสระน้ำ กงเจี้ยนฉวินที่หลบอยู่ในร่มเงาเห็นเข้า รีบคว้าอุปกรณ์ตามไป
ยังไม่ทันถึงสระน้ำ สุ่ยเหมี่ยวก็ได้ยินเสียงเด็กร้องตะโกนอย่างตื่นตระหนก ได้ยินเสียงเสี่ยวซู่ด้วย พอเข้าไปใกล้ก็เห็นเด็กสองคนผุดๆ โผล่ๆ อยู่กลางสระ
สุ่ยเหมี่ยวอยู่ห่างไปสองเมตรก็กระโดดลงน้ำ ว่ายไปคว้าตัวเด็กสองคนขึ้นมาแบกไว้บนไหล่อย่างรวดเร็ว แล้วยืนขึ้น ระดับน้ำสูงถึงคอเธอ พอจะจินตนาการได้ว่าสระนี้อันตรายแค่ไหนสำหรับเด็กๆ!
โชคดีที่เสี่ยวหวงมาเตือนทันเวลา และโชคดีที่สุ่ยเหมี่ยวมาเร็ว เด็กสองคนเลยปลอดภัย แค่สำลักน้ำไปนิดหน่อย
สุ่ยเหมี่ยวข่มความโกรธ พาเด็กๆ ไปส่งบ้านทีละคน กงเจี้ยนฉวินตามหลังมา คอมเมนต์ในไลฟ์สดเด้งรัวๆ ว่าเมื่อกี้อันตรายมาก มีทั้งด่าผู้ปกครองว่าไม่รับผิดชอบ และด่าเด็กว่าไม่เชื่อฟัง
จนสุดท้ายพาลูกชายกลับบ้าน พอเข้าประตูปุ๊บ สุ่ยเหมี่ยวก็จับลูกแขวนไว้กับต้นพุทรา คว้าไม้ไผ่เรียวเล็กหวดก้นไม่ยั้ง หลิวเยว่อิ่งยืนฟังอยู่ข้างๆ พอเข้าใจเรื่องราว ก็แย่งไม้ไผ่จากมือสุ่ยเหมี่ยว ยื่นท่อนไม้ใหญ่ให้แทน “ใช้อันนี้ตี! มันยังกล้าโกหกว่าไปดูทีวีบ้านเอ้อเหมาอีก”
คนดูในไลฟ์เห็นฉากนี้ ฟังเสียงร้องโหยหวนของเสี่ยวซู่ แล้วก็รู้สึกฟิน: วัยเด็กสมบูรณ์แบบแล้ว!