เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 เงินตรากับสันดานมนุษย์ (11) —— เพื่อนเก่าพบหน้า

บทที่ 13 เงินตรากับสันดานมนุษย์ (11) —— เพื่อนเก่าพบหน้า

บทที่ 13 เงินตรากับสันดานมนุษย์ (11) —— เพื่อนเก่าพบหน้า


บทที่ 13 เงินตรากับสันดานมนุษย์ (11) —— เพื่อนเก่าพบหน้า

"รายงาน สุ่ยเหมี่ยว นักเรียนสาขาสืบสวนสอบสวน มหาวิทยาลัยตำรวจแห่งชาติ รุ่นที่ 22 มารายงานตัวฝึกงานค่ะ"

"อืม เข้ามาสิ" คนพูดคือหลิวเทียนหมิน ไม่กี่ปีมานี้เขาเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่ง รู้ว่าสุ่ยเหมี่ยวจะมารายงานตัว เลยให้เธอเข้ามาพบโดยตรง

เห็นสุ่ยเหมียวยืนตัวตรงหน้าเคร่งขรึม ก็ยิ้มแล้วพูดว่า "พอเถอะ ใครจะไม่รู้จักเธอ เลิกเก๊กได้แล้ว หาที่นั่งเองเลย"

"น้าหลิว หนูอยู่ในที่ทำงานก็ต้องสำรวมหน่อยสิคะ น้าเรียกหนูมามีเรื่องอะไรหรือเปล่า?" สุ่ยเหมี่ยวเห็นว่าในห้องทำงานมีแค่เขาสองคน เลยเปลี่ยนมาเรียกน้า

"ไม่ต้องรีบ ยังมีคนไม่มา รอคนมาครบแล้วค่อยคุยทีเดียว" พูดพลางชวนสุ่ยเหมี่ยวคุยสัพเพเหระ

"รายงาน!" ไม่นานนัก เสียงจากหน้าประตูก็ดังขึ้นสองครั้ง สุ่ยเหมี่ยวพอเดาได้แล้วว่าเป็นใคร พอประตูเปิดเข้ามาก็คือหวังเหว่ยกับอู๋ต้าลู่จริงๆ สุ่ยเหมี่ยวรีบลุกขึ้นทักทาย

"นั่งสิ นั่งสิ ไม่ใช่คนอื่นคนไกล พูดไปแล้วพวกเราก็เคยร่วมรบในสมรภูมิเดียวกัน ตอนนั้นฉันกับสุ่ยเหมี่ยวมีสัญญากันไว้ นี่ไงเธอมาทำตามสัญญาแล้ว" เรื่องนี้ทุกคนในที่นี้รู้ดี พอคิดถึงเหตุการณ์ตอนนั้นก็หัวเราะออกมา

หลิวเทียนหมินพูดด้วยความรู้สึกตื้นตัน บางครั้งวาสนาก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์ ใครจะรู้ว่าหมุนไปหมุนมา คำพูดในตอนนั้นจะกลายเป็นจริง

ตอนนี้ทุกคนมีการเปลี่ยนแปลง สุ่ยเหมี่ยวติดต่อกับหวังเหว่ยและอู๋ต้าลู่ตลอด รู้ว่าเมื่อปีก่อนตำแหน่งของทั้งสองคนมีการเปลี่ยนแปลง

หวังเหว่ยกลายเป็นผู้กำกับสถานีตำรวจเขต ส่วนอู๋ต้าลู่จากเด็กใหม่ในตอนนั้น ผ่านไปแปดเก้าปีตอนนี้ก็กลายเป็นสารวัตรใหญ่สถานีตำรวจย่อยในสังกัดสถานีตำรวจเขต

หลิวเทียนหมิน —— หวังเหว่ย —— อู๋ต้าลู่ สุ่ยเหมี่ยวรู้ทันทีว่าตัวเองจะได้ไปฝึกงานที่ไหน

"หวังเหว่ย ต้าลู่ ฉันฝากสุ่ยเหมี่ยวให้พวกนายดูแลนะ ถ้าไม่ใช่เพราะสุ่ยเหมี่ยวอยากกลับมาหลินอัน (หางโจว) ป่านนี้คงอยู่ปักกิ่งไปแล้ว ความสามารถของเธอพวกนายก็เห็นมากับตา ช่วยปั้นเธอให้ฉันด้วย!"

ด้วยเหตุนี้ สุ่ยเหมี่ยวจึงกลายเป็นลูกน้องในสังกัดของอู๋ต้าลู่ในที่สุด

ทั้งสามคนเดินออกจากห้องทำงานผู้กำกับด้วยท่าทีเคร่งขรึม พอเข้าลิฟต์เห็นว่ามีแค่พวกเขาสามคน ก็ผ่อนคลายทันที

"เอาเรื่องนะ ตอนนั้นเธอบอกจะกลับมาหลินอันฉันยังไม่เชื่อเลย ปักกิ่งดีจะตาย" หวังเหว่ยเปรยขึ้นมาก่อน

"บ้านอยู่ที่นี่นี่คะ พวกเราไม่ได้เจอกันปีกว่าแล้ว นานๆ ทีจะรวมตัวกันได้ วันนี้ไปกินข้าวเย็นด้วยกันไหมคะ? หนูเลี้ยงเอง!!"

...

ตอนนี้สุ่ยเหมี่ยวเป็นตำรวจท้องที่มาได้หนึ่งเดือนแล้ว ตลอดเดือนนี้เธอติดตามตำรวจในสถานีออกไปจัดการคดีแทบทุกวัน

แต่คดีส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องยิ่งใหญ่อลังการแบบที่เธอเรียนมา มีแต่เรื่องขี้หมูขี้หมา แต่ก็ดีที่สุ่ยเหมี่ยวเตรียมใจมาแล้ว เลยไม่รู้สึกผิดหวัง

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสุ่ยเจาเฉิงกับจางลี่ลี่ พอรู้ว่างานปัจจุบันของเธอแทบไม่มีอันตรายก็ยิ่งวางใจ

วันนี้ได้รับแจ้งเหตุว่าคลินิกสัตว์เลี้ยงสับเปลี่ยนสุนัขของคนแจ้ง เห็นไหม จัดการแต่เรื่องพวกนี้แหละ สุ่ยเหมี่ยวตามตำรวจอู๋เจียเหวินไปยังที่เกิดเหตุ

อู๋เจียเหวินมาก่อนเธอสองปี พอรู้ผลการเรียนของเธอก็ทึ่งมาก แต่ก็ไม่เสียดายที่เธอกลับมา คนหลินอันมีความคิดแบบนี้แหละ ข้างนอกดีแค่ไหนก็สู้บ้านเราไม่ได้ ถ้าหางานดีๆ ที่บ้านได้ก็ไม่อยากไปที่อื่น

พอถึงที่เกิดเหตุ สุ่ยเหมี่ยวไม่คิดว่าจะเจอคนรู้จักที่นี่ แม้จะไม่ได้เจอกันเกือบสิบปี สุ่ยเหมี่ยวก็จำได้ว่าหนึ่งในคนที่ใส่ชุดกาวน์ขาวข้างๆ คือใคร ฝ่ายนั้นพอเห็นเธอก็อึ้งไปเหมือนกัน เห็นชัดว่าจำได้

เฉินม่อ สวัสดี ไม่เจอกันนานเลยนะ

สุ่ยเหมี่ยวไม่คิดว่าจะได้เจอเฉินม่อในสถานการณ์แบบนี้ แต่ตอนนี้มีงานต้องทำ ต้องจัดการเรื่องแจ้งความก่อน

การไกล่เกลี่ยหลักๆ เป็นหน้าที่ของอู๋เจียเหวิน สุ่ยเหมี่ยวคอยดูเรียนรู้อยู่ข้างๆ ฝ่ายหนึ่งบอกว่าไม่ใช่หมาของเธอ คลินิกก็บอกว่าลูกค้าจะเบี้ยวเงิน

"ดูกล้องวงจรปิดเถอะ" เรื่องแบบนี้ฟังความข้างเดียวไม่ได้ ให้หลักฐานพูดความจริง ดูกล้องวงจรปิดพบว่าคลินิกสัตว์เลี้ยงรับและคืนสุนัขตัวเดียวกันตั้งแต่ต้นจนจบ แต่คนแจ้งความยืนยันว่าสุนัขผิดตัว

สุ่ยเหมี่ยวเดินไปหาเฉินม่อ ถามว่า: "มีประวัติการรักษาของหมาตัวนี้ไหม?"

"มี!" เฉินม่อรีบกลับไปที่เคาน์เตอร์หาประวัติการรักษามายื่นให้สุ่ยเหมี่ยว สุ่ยเหมี่ยวเปิดดูเห็นชื่อหมาว่า 'หวัง กวางจง' (เกียรติวงศ์ตระกูล) ก็ปวดฟันตุบๆ อะไรนะ? ที่บ้านยังมีเย่าจู่ (เชิดชูบรรพชน) อีกตัวเหรอ?

"กวางจง!" จู่ๆ สุ่ยเหมี่ยวก็เรียกชื่อ หมาที่นอนหมอบอยู่ข้างคนแจ้งความรีบลุกขึ้นมองมาที่เธอ สุ่ยเหมี่ยวเรียกอีกครั้ง หมาก็วิ่งมาวนรอบขาเธอทันที

สุ่ยเหมี่ยวแกว่งประวัติการรักษาในมือไปทางคนแจ้งความ "คุณแน่ใจเหรอว่านี่ไม่ใช่หมาของคุณ?!"

คนแจ้งความถูกตำรวจจ้องกดดันจนไม่มีทางเลือก ด่ากราดไปพลางสแกนจ่ายเงินไปพลาง แต่เธอก็ไม่เอาหมาตัวนี้ เดินออกไปเลย หมาถูกขังอยู่ในประตูออกไปไม่ได้ ร้องเรียกอย่างร้อนรน

สุ่ยเหมี่ยวมองเฉินม่อถามว่า: "นี่มันเรื่องอะไรกัน?"

"เขาเข้าใจมาตลอดว่าเป็นหมาพันธุ์แท้ แต่พอโตขึ้นมันเริ่มกลายพันธุ์ เพื่อนร่วมงานเราทักว่าเป็นหมาพันทาง เขาเลยฉวยโอกาสหาเรื่อง ไม่เอาแล้ว"

เฉินม่อมอลสุนัขที่ยังเห่าเรียกอยู่ที่ประตูกระจก แววตาซับซ้อน: "กลายเป็นหมาถูกทิ้งอีกตัวแล้ว"

หันมาพูดกับสุ่ยเหมี่ยว "ให้หมาอยู่ที่นี่เถอะ เดี๋ยวพวกเราจะหาเจ้าของใหม่ให้ สุ่ยเหมี่ยว แลกวีแชทกันเถอะ เราไม่ได้เจอกันเกือบสิบปีแล้วนะ"

"นั่นสิ หลินอันจะว่าใหญ่ก็ใหญ่ จะว่าเล็กก็เล็ก ยังไงพวกเราก็มีวาสนาต่อกัน เจอกันในคนหมู่มากจนได้ เย็นนี้ว่างไหม? กินข้าวด้วยกันสักมื้อ" สุ่ยเหมี่ยวดีใจมากที่ได้เจอเฉินม่อ

"ได้สิ เรายังไงก็ได้ เราเลิกงานห้าโมงครึ่ง ดูเวลาเธอแล้วกัน" ทำงานสถานีตำรวจ เวลาเลิกงานก็แค่ตัวเลข

แต่ครั้งนี้โชคดี สุ่ยเหมี่ยวถึงเวลาเลิกงานไม่มีคดีเข้ามา เลิกงานตรงเวลา ต่อไปเป็นหน้าที่ของเพื่อนร่วมงานเวรดึก

"ร้านนี้เปิดมายี่สิบปีแล้วมั้ง จำได้ว่าตอนพวกเรามากินที่นี่ก็บอกว่าเปิดมาสิบกว่าปีแล้ว" สุ่ยเหมี่ยวกับเฉินม่อมาร้านเกี๊ยวหม้อดินที่เมื่อก่อนชอบมาด้วยกันบ่อยๆ

"เอาเกี๊ยวไส้ผักชีเหมือนเดิมไหม?" สุ่ยเหมี่ยวถาม

เฉินม่อพยักหน้า "เธอว่าคนเราแปลกไหม หลายครั้งที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน แต่บางทีสิ่งที่ไม่สำคัญกลับไม่เคยเปลี่ยนเลย"

สุ่ยเหมี่ยวหัวเราะ: "ทำไมจู่ๆ ก็ปรัชญาขึ้นมาล่ะ นี่เธอเป็นสัตวแพทย์แล้วเหรอ?"

"อื้ม มหาลัยเรียนสัตวแพทยศาสตร์ เธอไม่รู้หรอกตอนนั้นสมองฉันเพี้ยนไปขนาดไหนถึงเลือกเรียนคณะนี้?!"

สุ่ยเหมี่ยวหัวเราะจนตัวงอ ยากจะจินตนาการว่าเฉินม่อจะเรียนด้านนี้

ได้ยินเธอพูดต่อว่า "ตอนนี้ฉันฝึกงานที่คลินิกนี้ รอให้ชำนาญแล้วจะเปิดคลินิกเอง ใช้ชีวิตไปวันๆ ก็พอ แต่ฉันนึกไม่ถึงจริงๆ ว่าเธอจะเป็นตำรวจ ตอนแรกฉันคิดว่าครอบครัวอย่างเธอ ต้องเข้าหน่วยงานราชการเป็นข้าราชการแน่ๆ เป็นตำรวจ... นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าเธอจะเป็นตำรวจ" พูดไปก็ถอนหายใจไป

"เป็นตำรวจแล้วทำไม ฉันชอบเป็นตำรวจนี่นา"

"เพราะเรื่องที่บ้านฉันเหรอ?" จู่ๆ เฉินม่อก็ถามขึ้นมา

การเจอกันครั้งนี้สุ่ยเหมี่ยวแค่ต้องการรำลึกความหลังกับเพื่อนเก่า ไม่ต้องการเปิดแผลเก่า: "นี่เป็นความคิดของฉันมาตลอด ไม่กี่ปีมานี้เธอเป็นยังไงบ้าง?"

เกี๊ยวหม้อดินร้อนๆ มาเสิร์ฟ ไอน้ำเกาะแว่นตาเฉินม่อจนฝ้าขึ้น ทำให้มองแววตาของเธอไม่ชัด

"ก็งั้นๆ แหละ หลังจากเรื่องนั้นฉันก็ไปอยู่กับตายาย เหมี่ยวเหมี่ยว บางทีฉันก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวซวย พ่อแม่ตายหมด พี่สาวที่หวังดีกับฉันก็ฆ่าตัวตาย ตายายก็เสียไปเมื่อสองปีก่อน บางทีก็คิดว่าถ้าตอนนั้นคนที่ตายเป็นฉัน คนที่อยู่ข้างหลังคงไม่เจอเรื่องเศร้าแบบนี้"

สุ่ยเหมี่ยวไม่รู้ว่าหลายปีมานี้ชีวิตเฉินม่อจะระหกระเหินขนาดนี้ แต่เธอเข้าใจความโดดเดี่ยวอ้างว้างที่เหลือตัวคนเดียวในโลกใบนี้

เฉินม่อมองสีหน้าเศร้าสร้อยของสุ่ยเหมี่ยว ก็หัวเราะออกมา: "พอเถอะ เรื่องมันผ่านไปแล้ว คนเราต้องมองไปข้างหน้า ตอนนี้ฉันก้าวออกมาได้แล้ว ฉันมีการวางแผนชีวิตของตัวเอง เชื่อว่าต่อไปจะดีขึ้นแน่นอน!"

"อื้ม ฉันเชื่อเธอ! ชนแก้ว" สุ่ยเหมี่ยวพยักหน้ายกขวดเครื่องดื่มขึ้น ชนแก้วกัน

วันรุ่งขึ้นตอนทำงาน สุ่ยเหมี่ยวเจออู๋ต้าลู่ วันนี้เขาพาเธอทำความคุ้นเคยกับการจัดการเอกสารคดี

ถือโอกาสนี้ สุ่ยเหมี่ยวขอรู้รายละเอียดคดีเฉินเจี้ยนกั๋วในตอนนั้น

"ทำไมยังอยากรู้อยากเห็นคดีนี้อยู่อีก แต่ก็จริง นี่ถือเป็นคดีอาญาแรกที่เธอได้สัมผัส มีอะไรสงสัยก็ถามมาเถอะ" อู๋ต้าลู่รู้ว่าสุ่ยเหมี่ยวขี้สงสัย อีกอย่างตอนนี้เธอก็เป็นคนในแล้ว บางเรื่องก็บอกได้แล้ว

"หนูอยากรู้ว่าตอนนั้นที่หนูสันนิษฐานถูกต้องไหม"

"อืม ถูกเป็นส่วนใหญ่ ตอนนั้นเฉินเจี้ยนกั๋วใช้ยานอนหลับวางยาหวังไฉ่เจวียน แล้วใช้หมอนกดจนขาดอากาศหายใจตาย จากนั้นปูพลาสติกในห้องน้ำ หั่นศพและบดศพในนั้น เอาเนื้อเยื่อของหวังไฉ่เจวียนทิ้งลงชักโครก สุดท้ายก็ทำลายหลักฐาน เผาพลาสติก ใช้สารฟอกขาวล้างห้องน้ำ..."

"กระดูกบดไม่เข้าใช่ไหมคะ" เมื่อก่อนสุ่ยเหมี่ยวคิดไม่ถึงจุดนี้ แต่พอเรียนความรู้ที่เกี่ยวข้องมาก็รู้ว่าเครื่องบดเนื้อทั่วไปบดกระดูกไม่เข้าหรอก

"อืม..." อู๋ต้าลู่มองสุ่ยเหมี่ยวอย่างลึกซึ้ง: "เช้าวันที่ 25 กรกฎาคม วันที่เธอเจอพวกเขาในลิฟต์ ในกระเป๋าเป้พวกเขาก็คือกระดูกของหวังไฉ่เจวียน"

สุ่ยเหมี่ยวเบิกตากว้าง ในที่สุดเธอก็รู้แล้วว่าสิ่งที่เธอคิดไม่ออกในตอนนั้นคืออะไร วันนั้นกระเป๋าเป้ของเฉินเจี้ยนกั๋วกับเฉินม่อดูไม่เหมือนปกติ ปกติกระเป๋าจะแบนๆ แต่วันนั้นกระเป๋าของพวกเขามันตุง!!

สุ่ยเหมี่ยวมองอู๋ต้าลู่อย่างไม่อยากเชื่อ: "เฉินม่อ... คืนนั้น เฉินม่อเห็นใช่ไหม เธอถูกบังคับใช่ไหม..."

อู๋ต้าลู่พยักหน้า "เสือร้ายไม่กินลูก เฉินเจี้ยนกั๋วมันเดรัจฉานจริงๆ เฉินม่อเห็นขั้นตอนการหั่นศพของเฉินเจี้ยนกั๋ว แถมยังถูกบังคับให้ขนย้ายกระดูก" เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ สุ่ยเหมี่ยวฟังคำพูดของเขาเหมือนได้ยินเสียงคำรามจากนรก

เขาพูดว่า: "ในกระเป๋าเป้ของเฉินม่อ ใส่หัวของหวังไฉ่เจวียน"

วินาทีนี้สุ่ยเหมี่ยวรู้สึกหายใจไม่ออก รายละเอียดทุกอย่างที่เห็นในลิฟต์วันนั้นขยายชัดขึ้นมา เธอสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวของเฉินม่อ เธอกำลังสั่นเทา ถ้าตอนนั้นเธอยื่นมือไปดึงเฉินม่อไว้ได้ก็คงดี

"ต่อมา เฉินชั่วเฟิงเป็นคนจัดการหัวของหวังไฉ่เจวียน พ่อลูกคู่นี้มันชั่วช้าเลวทรามจริงๆ!"

ข้อสงสัยหลายปีเคลียร์ชัดในตอนนี้ หัวใจของสุ่ยเหมี่ยวหนักอึ้ง รู้สึกหายใจติดขัดด้วยความคับแค้นใจ

"สุ่ยเหมี่ยว!" อู๋ต้าลู่มองเธออย่างจริงจัง

"ตำรวจก็เป็นแบบนี้แหละ เราจะเจอกับความชั่วร้ายที่สุดของมนุษย์ที่นี่ หน้าที่ของเราคือยึดมั่นในอุดมการณ์ ถือดาบแห่งความยุติธรรม ฟาดฟันความอยุติธรรมทั้งปวง!"

สุ่ยเหมี่ยวพยักหน้าอย่างหนักแน่น หากสิ่งที่เรียนมาก่อนหน้านี้คือความรู้ในตำรา วันนี้เธอได้เรียนรู้บทเรียนพื้นฐานของการเป็นตำรวจอย่างแท้จริง

จบบทที่ บทที่ 13 เงินตรากับสันดานมนุษย์ (11) —— เพื่อนเก่าพบหน้า

คัดลอกลิงก์แล้ว