เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 260 นั่นไม่ใช่อัจฉริยะ แต่เป็นพระเจ้า!

บทที่ 260 นั่นไม่ใช่อัจฉริยะ แต่เป็นพระเจ้า!

บทที่ 260 นั่นไม่ใช่อัจฉริยะ แต่เป็นพระเจ้า!


เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ น้ำตาของซูอีหรานก็แทบจะไหลออกมา

"อีหราน เจ้าวางใจเถอะ พวกเราสามคนจะรวมพลังกัน ขอเพียงมันกล้าก้าวเท้าเข้าสู่เจดีย์ไท่อี รับรองว่ามีเรื่องให้มันได้ 'เสวยสุข' แน่" กงซุนชื่อเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก

"เสวยสุขอย่างไร?" ซูอีหรานทำปากยื่น

"ยกตัวอย่างเช่น ให้ตั๊กแตนเพลิงผลาญฟ้าของข้า กัดกินเนื้อบนตัวมันออกมาทีละชิ้นๆ แล้วเคี้ยวกลืนลงไปเป็นไง?" กงซุนชื่อหัวเราะ

"ยอดเยี่ยม น่าเสียดายที่ข้าคงมองไม่เห็น" ซูอีหรานกล่าวด้วยความเจ็บแค้น

"นั่นช่วยไม่ได้ แต่ข้าจะบรรยายขั้นตอนอย่างละเอียดให้เจ้าฟังตอนทานข้าวก็แล้วกัน" กงซุนชื่อกล่าว

"ไปให้พ้นๆ เลย น่าขยะแขยง!"

ในที่สุดซูอีหรานก็ยิ้มออกมาได้ทั้งน้ำตา เฉินเซียวจี้และกงซุนชื่อหันมาสบตาแล้วยิ้มให้กัน

"เจิ้นซิง ทำไมเจ้าไม่พูดอะไรเลยล่ะ?" เฉินเซียวจี้ถาม

อวี่เหวินเจิ้นซิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาแดงก่ำเล็กน้อย

เขาหรี่ตาลงพลางกล่าวว่า

"ข้าลองคำนวณดูแล้ว ความก้าวหน้าของมันรวดเร็วเกินไป ในเวลาหนึ่งเดือนนี้ ข้าเกรงว่ามันจะมีการก้าวข้ามระดับได้อีก"

"ก้าวข้ามระดับ? เป็นไปไม่ได้หรอก ขั้นคืนเดียวเมื่อถึงระดับสูง ต่อให้เป็นพวกเราที่เร็วที่สุด ก็ยังต้องใช้เวลาหนึ่งปีต่อหนึ่งระดับ"

"ใช่ ก่อนหน้านี้มันเลื่อนระดับได้เร็วมากจริงๆ ดูเหมือนจะครึ่งเดือนต่อหนึ่งระดับ แต่การบำเพ็ญเพียรไม่ได้นับกันตามเวลาแบบนั้น"

"อีกอย่าง การต่อสู้ข้ามระดับที่กายาวัฏสงสารห้ากัลป์มอบให้มัน ท้ายที่สุดย่อมมีขีดจำกัด ความได้เปรียบนี้จะค่อยๆ หายไป"

"ในหนึ่งเดือนนี้ อย่างมากก็ให้มันเลื่อนได้อีกหนึ่งระดับ ให้มันพอมีโอกาสได้ประมือกับพวกเราบ้าง"

"แต่เจิ้นซิง เจ้าอย่าลืมนะ กฎของเจดีย์ไท่อีถูกออกแบบโดยผู้หลักผู้ใหญ่ของพวกเรา พวกเรามีกันตั้งสามคน ต่อให้มันเลื่อนระดับได้อีกขั้น ก็ต้องตายอยู่ดี!"

"ด้วยฝีมือของเจิ้นซิง ต่อให้มันเลื่อนขึ้นอีกสองระดับก็ต้องตาย แต่มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะเลื่อนสองระดับ"

"ยิ่งระดับสูง ยิ่งเลื่อนระดับยาก หากมันยังรักษาระดับความเร็วครึ่งเดือนต่อหนึ่งขั้นไว้ได้จริงๆ นั่นคงไม่ใช่กายาวัฏสงสารห้ากัลป์แล้ว แต่เป็นกายาวัฏสงสารร้อยกัลป์มากกว่า"

"ใช่ นั่นไม่ใช่อัจฉริยะแล้ว แต่เป็นพระเจ้า"

"เอาเป็นว่า ขอแค่มันไม่ใช่พระเจ้า ขอแค่ก้าวเท้าเข้าเจดีย์ไท่อี มันก็ตายแน่"

"ปีศาจผู้ท้าทายสวรรค์ที่มีกายาวัฏสงสารห้ากัลป์? ขอแค่ตายไป ก็ไร้ประโยชน์สิ้นดี"

"ครึ่งเดือนหนึ่งระดับงั้นหรือ? ถ้าไม่มีชีวิตอยู่ แล้วใครจะไปรอดุมันเลื่อนระดับกัน?"

"ทุกคนยังจำได้ไหม?"

"หลี่อู๋ตี้ คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด!"

"ฮ่าๆๆ..."

พวกเขากลัวเพียงอย่างเดียว คือกลัวว่าหลี่เทียนมิ่งจะขี้ขลาดตาขาวจนหนีไปซ่อนตัว

"พระเจ้า?"

อวี่เหวินเจิ้นซิงกำหมัดแน่น ปรายตามองซูอีหรานแวบหนึ่ง

"ต่อให้เป็นพระเจ้า ถ้ากล้าเข้าเจดีย์ไท่อี ข้าก็จะบิดหัวมันให้หลุดจากบ่า"

......

ยอดเขากระบี่มังกรเขียว!

ค่ำคืนนี้ไร้แสงจันทร์ แต่บนท้องนภากลับเต็มไปด้วยดวงดารา หมู่ดาวระยิบระยับ ทางช้างเผือกทอแสงงดงาม ดวงดาวที่ส่องสว่างเหล่านั้น ดูมีสีสันหลากหลาย ส่วนใหญ่เป็นสีม่วงและสีคราม

ท้องฟ้าดาราที่งดงามปานนี้ คือความมหัศจรรย์ที่สุดแห่งฟ้าดิน!

แต่เย่เส้าชิงกล่าวว่า เจตจำนงของ 'สะบั้นดารา' ซึ่งเป็นกระบวนท่าที่สองของเจตจำนงกระบี่ทวนเทพ คือการฟาดฟันดวงดาวให้ร่วงหล่นลงมา!

นี่นับว่าท้าทายสวรรค์ยิ่งกว่ากระบี่ทวนภูผาธาราเสียอีก

วันนี้เหลือเวลาอีกสิบสี่วันก่อนถึงศึกชิงเจดีย์ไท่อี!

นั่นหมายความว่า หลี่เทียนมิ่งฝึกฝนท่าสะบั้นดารานี้มาสิบหกวันแล้ว!

การฝึกฝนเจตจำนงกระบี่ทวนเทพ จำเป็นต้องจินตนาการภาพลักษณ์ ภูผาธาราคือแรงกดดันชนิดหนึ่ง ดวงดาวเต็มท้องฟ้าก็เป็นแรงกดดันชนิดหนึ่งเช่นกัน!

ดังนั้น หลี่เทียนมิ่งจึงเปลี่ยนมาเป็นไปดินแดนบรรพชนตระกูลหลี่ในตอนกลางวัน และฝึกกระบี่ที่ยอดเขากระบี่มังกรเขียวในตอนกลางคืน

ส่วนใหญ่เย่เส้าชิงจะเฝ้าดูอยู่ข้างๆ คอยชี้แนะเป็นครั้งคราว

หลี่เทียนมิ่งครอบครองตราประทับศักดิ์สิทธิ์คุนเผิงของบรรพชน ดังนั้นการทำความเข้าใจเจตจำนงกระบี่จึงไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะขัดเกลาให้เชี่ยวชาญ จนเจตจำนงกระบี่บรรลุถึงขั้นความสำเร็จใหญ่และสำแดงอานุภาพที่แท้จริงออกมาได้นั้น จำเป็นต้องออกกระบี่นับหมื่นครั้ง!

สะบั้นดารา!

ใต้ท้องฟ้าดารา เขาถือกระบี่โลหิตมังกรทมิฬไว้ในมือ บนตัวกระบี่ยาวมีเลือดไหลเวียน เลือดมังกรเดือดพล่าน!

ติง!

ทุกครั้งที่ออกกระบี่ ล้วนเป็นพลังกระบี่ที่เกรี้ยวกราด พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งสังหารไปยังหมู่ดาว!

"ดวงดาราอันไร้ที่สิ้นสุด เป็นตัวแทนความห่างไกลของขอบฟ้า เป็นตัวแทนความยิ่งใหญ่ของโลก เป็นตัวแทนความเล็กจ้อยและต่ำต้อยของมนุษย์!"

"ดังนั้น การที่มนุษย์ผู้ต่ำต้อย มีจิตใจที่คิดจะสะบั้นดารา ทำให้ทางช้างเผือกร่วงหล่นลงมา จึงเป็นเจตจำนงกระบี่ทวนเทพชนิดหนึ่ง!"

"ทางช้างเผือกยิ่งใหญ่เพียงใด เจตจำนงกระบี่ทวนเทพนี้ ก็ยิ่งใหญ่เพียงนั้น!"

"จากภูผาธาราสู่ดวงดารา คือการก้าวกระโดดของระดับขั้น ดังนั้นจากกระบวนท่าแรกสู่กระบวนท่าที่สอง ก็เป็นการก้าวกระโดดของอานุภาพเช่นกัน!"

"สรุปง่ายๆ คือ ใจที่สูงส่งเทียมฟ้า!!"

พูดน่ะง่าย แต่การจะครอบครองเจตจำนงที่ระเบิดปะทุดุจไฟลามทุ่งเช่นนี้ กลับยากยิ่งนัก

ร่างของปุถุชน จะมีเจตจำนงสะบั้นดาราได้อย่างไร?

มีเพียงการออกกระบี่อย่างต่อเนื่อง มีเพียงการมองว่าดาราจักรแห่งฟ้าดินนี้เป็นแรงกดดันที่ไร้จุดสิ้นสุด เพื่อทำลายความกลัดกลุ้มในใจของปุถุชน

จนกว่าเท้าจะเหยียบผืนธรณี แหงนหน้ามองฟ้า แล้วสะบั้นดาราให้ร่วงหล่น!

ดวงดาราเป็นเพียงจินตภาพ เป็นวิวัฒนาการของชะตากรรม เป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่และความห่างไกลอันไร้ขอบเขต

ความใหญ่โตและห่างไกลของดวงดาว เป็นตัวแทนการระเบิดและการเติบโตของเจตจำนงกระบี่ทวนเทพ!

หลี่เทียนมิ่งยืนอยู่ใต้ท้องฟ้าดารา เขามีความรู้สึกพิเศษบางอย่าง

ความจริงแล้วเขาไม่ได้โกรธ

ทว่า เขาหวนนึกถึงภาพสองภาพ

ภาพหนึ่งคือวิหคอมตะตัวนั้น กลืนกินดวงตะวันทีละดวงๆ ดวงตะวันเหล่านั้น ก็คือดวงดาวที่ลุกไหม้ไม่ใช่หรือ?

อีกภาพหนึ่งคือสัตว์ยักษ์สายฟ้าตัวนั้น แหวกว่ายในบ่ออัสนีอลเวง สายฟ้าฟาดไปที่ใด หมื่นพิภพล้วนถูกหลอมละลาย!

นี่สิคือโลกที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง!

เมื่อเทียบกันแล้ว ผู้ควบคุมสัตว์ตัวเล็กๆ ช่างเล็กจ้อยเพียงใด?

ดังนั้น ที่เขาไม่โกรธ ก็เพราะความห่างไกลของดวงดาว และความยิ่งใหญ่ของโลก ได้ปลุกจิตวิญญาณแห่งการพิชิตของเขาให้ลุกโชน!

เขาขอบคุณดวงดาวเต็มท้องฟ้านี้ ที่ทำให้เขาได้เห็นโลกที่กว้างใหญ่อย่างแท้จริง!

สะบั้นดารา ฝืนลิขิตเปลี่ยนชะตา เพื่อให้ตัวเขาในสักวันหนึ่ง จะสามารถร่ายรำไปพร้อมกับดวงดาว และมีอายุยืนยาวเทียบเคียงฟ้าดิน!!

เมื่อเจตจำนงในใจของเขา มุ่งไปในทิศทางที่ถูกต้องที่สุด ทุกอย่างก็ราบรื่นอย่างเหลือเชื่อ!

ค่ำคืนนี้ แสงกระบี่รวมกว่าพันสาย พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า!

วูม วูม วูม!

พลังกระบี่เหล่านั้น ราวกับจะเข้าไปใกล้หมู่ดาวเต็มท้องฟ้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อสะบั้นดาราให้ร่วงหล่น

จนกระทั่งกระบี่สุดท้าย พุ่งทะลวงขึ้นไปเสียดฟ้า!

"ไม่เลว สะบั้นดารา สำเร็จขั้นสมบูรณ์แล้ว!"

ทั้งหมดสี่กระบี่ ฝึกสำเร็จไปแล้วสองกระบี่!

ใช้เวลาแค่เดือนเดียว!

เย่เส้าชิงปรบมือให้แค่ภายนอก แต่ความจริงแล้วหนังหน้ากำลังกระตุกยิกๆ

ในใจสบถออกมาประโยคหนึ่งว่า: ปีศาจชัดๆ

เขาอยากจะพูดสักประโยคว่า: เมื่อก่อนเขาเคยคิดว่าหลี่อู๋ตี้ที่มีกายาวัฏสงสารสี่กัลป์ในตอนนั้น คืออัจฉริยะผู้ท้าทายสวรรค์แล้ว

แต่ตอนนี้เมื่อได้เห็นความก้าวหน้าอันดุเดือดของหลี่เทียนมิ่ง เขาถึงได้รู้ว่า: หลี่เทียนมิ่งผู้ทำลายทุกสิ่ง รุกไล่ดุจไม้ไผ่ผ่าซีก พลิกโลกทัศน์ทุกอย่าง ถึงจะคู่ควรกับคำว่า ท้าทายสวรรค์ หนึ่งในใต้หล้า และปีศาจอย่างแท้จริง

คำอื่นล้วนเป็นแค่ของปลอม

เขาเคยคิดจะห้ามไม่ให้หลี่เทียนมิ่งไปเสี่ยงภัยที่เจดีย์ไท่อี แต่ตอนนี้ เขาอยากจะเห็นมากกว่า ว่าหลี่เทียนมิ่งจะพลิกโลกทัศน์ของผู้คนได้มากแค่ไหนก่อนถึงศึกชิงเจดีย์ไท่อี

"หลายคนคิดว่า ต่อให้เจ้ารักษาระดับความเร็วในการเลื่อนระดับก่อนหน้านี้ไว้ได้ อีกสิบสี่วันให้หลัง เจ้าก็ต้องตายในเจดีย์ไท่อีอยู่ดี" เย่เส้าชิงกล่าว

"อ้อ กระบวนท่าต่อไปคือ 'บดขยี้ฟ้าดิน' ใช่ไหม?"

"เจ้าไม่ห่วงความเป็นความตายของตัวเองเลยหรือ?" เย่เส้าชิงถาม

"บดขยี้ฟ้าดิน ฟ้าดินก็คือจักรวาลแห่งสวรรค์และพิภพ จักรวาลแห่งสวรรค์และพิภพ อยู่ในระดับที่สูงกว่าดวงดาว นั่นต้องใช้พลังเจตจำนงที่ท้าทายสวรรค์ยิ่งกว่ามาค้ำจุน ถูกต้องไหม?"

หลี่เทียนมิ่งไม่ได้ใส่ใจศึกชิงเจดีย์ไท่อีและความเป็นความตายที่ว่านั่นเลย

เมื่อเขาจมดิ่งอยู่ในความลึกล้ำของเจตจำนงกระบี่ทวนเทพ ตัวเขาในยามนี้ คิดเพียงแค่อยากจะก้าวเดินต่อไป

"......"

เย่เส้าชิงพูดไม่ออก

"ไอ้สัตว์ประหลาด ไอ้โรคจิต!"

มีเพียงการด่าออกมาเช่นนี้ จิตใจของเขาถึงจะสมดุลขึ้นบ้าง

เขาจะไปรู้ได้อย่างไร ว่าหลี่เทียนมิ่งไม่ได้ทำเพื่อเหนือกว่าผู้อื่น แต่ทำเพื่อต่อต้านโชคชะตา ต่อต้านตัวเอง!

ทุกคนต่างรู้ว่า ขอแค่เขามีชีวิตรอดต่อไป อนาคตย่อมไร้ขีดจำกัด

แต่ความจริงแล้ว ขอแค่ภายในสามปีเขาไม่บรรลุขั้นอริยะ เขาก็จะต้องตายด้วยความทรมานจากภัยพิบัติชีพจร..

..นั่นต่างหากคือความเป็นความตายที่แท้จริง!

เจดีย์ไท่อี นับเป็นตัวอะไรกัน?

-สองสิงห์:ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 260 นั่นไม่ใช่อัจฉริยะ แต่เป็นพระเจ้า!

คัดลอกลิงก์แล้ว