- หน้าแรก
- มหาเทพหมื่นพิภพ
- บทที่ 129 ศึกสัตว์อสูรเฉินยวน วันที่สิบเก้า!
บทที่ 129 ศึกสัตว์อสูรเฉินยวน วันที่สิบเก้า!
บทที่ 129 ศึกสัตว์อสูรเฉินยวน วันที่สิบเก้า!
นางย่อมบินไม่ได้โดยธรรมชาติ ทำได้เพียงขี่มังกรชือเหมันต์วายุตนนั้น
มังกรชือเหมันต์วายุแม้จะไร้ปีก แต่กลับสามารถชักนำพลังแห่งพายุ ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ไล่กวดหลี่เทียนมิ่ง!
น่าเสียดาย ขอเพียงนางพุ่งเข้ามาในลานเวลา ก็จะถูกทิ้งระยะห่างออกไปในทันที
เมื่อมีโม่หลินเป็นตัวถ่วงในตอนนี้ หลี่เทียนมิ่งย่อมไม่มีโอกาสที่จะตีโต้เยว่หลิงจี
แต่เขาก็เข้าใจโม่หลิน หากเป็นตัวเขาเอง ก็คงไม่หนีเอาตัวรอดไปคนเดียวเช่นกัน
ในเมื่อเขตอาคมลายสวรรค์อยู่ใกล้ๆ หลี่เทียนมิ่งทำได้เพียงพาเขาหนีไปก่อน เพราะอาการบาดเจ็บของสัตว์ประจำตัวของเขาสาหัสมาก
"ศิษย์พี่โม่หลิน ข้าไม่รู้ว่าถ้าพุ่งชนเขตอาคมลายสวรรค์แล้ว พวกเราจะยังไปโผล่ที่เดียวกันได้หรือไม่"
"ถ้าไม่ได้ ท่านก็ซ่อนตัวเสีย เน้นรักษาอาการบาดเจ็บเป็นหลัก อย่าเพิ่งไปคำนึงถึงเรื่องวังเทพศักดิ์สิทธิ์เลย"
"ตกลง ขอบใจศิษย์น้องมากที่มีบุญคุณช่วยชีวิต" โม่หลินหันกลับไปมอง เมื่อเห็นว่าเยว่หลิงจีตามมาไม่ทัน เขาถึงวางใจลงได้
สำหรับเขาแล้ว การที่ทั้งสองคนรอดพ้นจากปากเหยี่ยวปากกาได้ นับเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
หากไม่มีเขตอาคมลายสวรรค์ แล้วเยว่หลิงจียังคงไล่ล่าไม่เลิกราเหมือนวิญญาณอาฆาต
ดังนั้น หลี่เทียนมิ่งจึงตัดสินใจอาศัยเขตอาคมลายสวรรค์ในการหลบหนี เพราะการที่เขาหิ้วโม่หลินบินไปด้วยนั้น ส่งผลกระทบต่อความเร็วอย่างมาก
เขตอาคมลายสวรรค์อยู่ตรงหน้าแล้ว!
ลูกไก่เหลืองกลับเข้าไปในพื้นที่ประจำตัวแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกพายุเหวี่ยงจนพลัดหลงกับหลี่เทียนมิ่ง
เขาจับโม่หลินไว้แน่น แล้วพุ่งชนเข้าไปโดยตรง
วูบ!
พลังของพายุนั้นน่ากลัวเกินไป แม้หลี่เทียนมิ่งจะใช้โซ่ตรวนมังกรเพลิงรัดตัวโม่หลินไว้แล้ว แต่ภายใต้แรงฉีกกระชากของพายุ โม่หลินก็ยังคงหลุดลอยออกไป
ฟุ่บ!
หลังจากหมุนคว้างจนเวียนหัวตาลาย หลี่เทียนมิ่งก็ตกลงมาจากฟากฟ้า กระแทกพื้นดิน
รอบด้านเงียบสงัดไร้สรรพเสียง ไม่มีผู้คนหรือสัตว์ดุร้ายใดๆ อยู่เลย
เขตอาคมลายสวรรค์ ทำการเคลื่อนย้ายตำแหน่งแบบสุ่มได้สำเร็จ
"ไม่รู้ว่าศิษย์พี่โม่หลินถูกย้ายไปที่ไหน หวังว่าเขาจะปลอดภัย สัตว์ประจำตัวของเขาออกไปแล้วคงต้องหา 'แพทย์อสูร' รักษาเป็นการด่วน"
หลี่เทียนมิ่งทำได้เพียงหวังว่าเขาจะมีชีวิตรอด
"เยว่หลิงจี ขั้นแหล่งกำเนิดวิญญาณระดับเก้า ครอบครองสัตว์ประจำตัวระดับสูงชั้นเจ็ด แถมยังใช้อาวุธสัตว์ชั้นหก และฆ่าคนไปแล้วห้าคน?"
หลี่เทียนมิ่งหรี่ตาลง
คนผู้นี้ เกรงว่าจะเป็นคู่ต่อสู้ที่ตัวฉกาจที่สุดของเขา
"ถ้าไม่มีศิษย์พี่โม่หลินอยู่ข้างๆ วันนี้ข้าคงต้องสั่งสอนนางให้รู้สำนึกสักหน่อย"
ท่าทางที่ราวกับควบคุมทุกอย่างไว้ในกำมือของอีกฝ่าย ช่างน่ารังเกียจจริงๆ
"เป็นผู้หญิงเหมือนกันแท้ๆ แต่หลิงเอ๋อร์น่ารักกว่าตั้งเยอะ"
หลี่เทียนมิ่งได้ข้อสรุป
ส่วนคนอื่นๆ นั้น ไม่รู้เลยว่าภายใต้รูปลักษณ์ที่งดงาม จะซ่อนจิตใจแบบไหนเอาไว้
"ที่กลัวก็คือ ในบรรดาคนที่นางฆ่า จะมีชิงเอ๋อร์รวมอยู่ด้วย..."
ศึกสัตว์อสูรเฉินยวนในครั้งนี้ ทำให้เจียงเฟยหลิงกังวลใจมาตลอด
"นางไม่เป็นไรหรอก"
หลี่เทียนมิ่งทำได้เพียงปลอบใจ เขาเองก็อยากปกป้องเจียงชิงหลวน
แต่ประเด็นคือ หาคนไม่เจอนี่สิ!
ในป่าเขาลำเนาไพรอันรกร้างว่างเปล่านี้ ซิงเชว่ เฉินฮ่าว โม่หลิน เขาล้วนเจอมาหมดแล้ว มีเพียงมู่ชิงชิงและเจียงชิงหลวนที่หลี่เทียนมิ่งอยากเจอที่สุด กลับไม่เจอเลยสักคน
"ตอนนี้เป็นวันที่สิบแปด ดูเหมือนว่าเขตอาคมลายสวรรค์จะหดตัวลงจนเกือบจะถึงที่สุดแล้ว"
หลี่เทียนมิ่งบินขึ้นสู่ท้องฟ้า มองดูขนาดของเขตอาคมลายสวรรค์จากมุมสูง
"จริงสิ เขตอาคมลายสวรรค์นี้เป็นรูปทรงครึ่งวงกลม ตำแหน่งที่สูงที่สุดของมัน หากลากเส้นตรงลงมา ก็ต้องตรงกับจุดศูนย์กลางของเขตอาคมลายสวรรค์นี้พอดีไม่ใช่หรือ?"
"ตำแหน่งนั้น ก็คือจุดศูนย์กลางสุดท้ายเมื่อเขตอาคมลายสวรรค์หดตัวลงจนเล็กที่สุด!"
หลี่เทียนมิ่งตบศีรษะตัวเองฉาดใหญ่ เขาน่าจะคิดได้ตั้งนานแล้ว
ในเมื่อหาคนไม่เจอ สู้ไปรอที่นั่นเลยไม่ดีกว่าหรือ!
ตำแหน่งนั้น น่าจะเป็นตำแหน่งที่มีคนอยู่มากที่สุด!
เขาเพียงแค่ต้องบินเลียบเขตอาคมลายสวรรค์ไปบนท้องฟ้า ใกล้กับชั้นเมฆ
จนกระทั่งบินไปถึงจุดสูงสุดของเขตอาคมลายสวรรค์ แล้วมองลงมาข้างล่าง นั่นก็คือจุดศูนย์กลาง
ในตอนแรกเขตอาคมลายสวรรค์นั้นสูงมาก ส่วนใหญ่อยู่เหนือเมฆดำ
แต่เมื่อรอบด้านหดตัวลง ความสูงก็ลดลงด้วย ตอนนี้น่าจะอยู่ใต้ชั้นเมฆอัสนีพอดี
หลี่เทียนมิ่งแทบจะบินอยู่ใต้สายฟ้าสีดำที่หนาแน่นเหล่านั้น มีโอกาสที่จะถูกสายฟ้าบนท้องฟ้าผ่าใส่ได้ตลอดเวลา
ถ้าเจอสายฟ้าที่มีระดับลายสวรรค์สูงๆ เกรงว่าจะถูกผ่าตายคาที่!
แต่ทว่า เพื่อจะตามหาเจียงชิงลวนให้พบโดยเร็ว เขาจำต้องเสี่ยง
ตัวเขาน่ะไม่เป็นไร แต่ภายในพื้นที่ประจำตัว เมื่อเข้าใกล้สายฟ้าบนท้องฟ้าขนาดนี้ 'เจ้ารอง' ก็เริ่มกระสับกระส่ายอีกแล้ว
มันเอาหัวดันเปลือกไข่ กระโดดโลดเต้นไปมาภายในพื้นที่ประจำตัว รอยร้าวบนพื้นผิวขยายตัวขึ้น และมีรอยร้าวเพิ่มมาอีกสามสาย ภายในรอยร้าว มีสายฟ้าแลบแปลบปลาบ
การเข้าใกล้ชั้นเมฆอัสนีบนท้องฟ้า ทำให้มันตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
เพียงแต่ลูกไก่เหลืองใช้ปีกเท้าคาง มองดูน้องชายที่กระโดดโลดเต้นไปมาอย่างไม่ตื่นเต้นแม้แต่น้อย
เพราะมันและหลี่เทียนมิ่งกำลังช่วยกันนับ
"หนึ่ง สอง สาม..."
"สิบห้า สิบหก สิบเจ็ด ล้ม!"
พอนับถึงสิบเจ็ด ไข่ใบนั้นก็หยุดกึก ความเคลื่อนไหวหายไปในพริบตา ลองฟังให้ดี ก็รู้ว่ามันหลับปุ๋ยไปแล้ว
มันมีความเคลื่อนไหวมาสิบกว่ารอบแล้ว
ทุกครั้งยืนระยะได้ไม่ถึงสิบเจ็ด ก็หลับทันที ขี้เกียจจนน่าโมโหจนผมชี้ตั้ง
"ขี้เกียจขนาดนี้ ต่อให้ฟักออกมา คาดว่าก็คงไม่มีประโยชน์อะไร คงเป็นพวกเกาะคนอื่นกินไปวันๆ" ลูกไก่เหลืองกล่าวอย่างดูแคลน
......
ศึกสัตว์อสูรเฉินยวน วันที่สิบเก้า!
หลี่เทียนมิ่งหาตำแหน่งที่สูงที่สุดเจอแล้ว
ณ ตำแหน่งนี้ เมื่อมองลงไป เบื้องล่างคือผืนน้ำอันกว้างใหญ่ไพศาล
เหนือผืนน้ำ มีหมอกดำปกคลุม ไม่รู้ว่ามีสัตว์ดุร้ายซ่อนตัวอยู่ในน่านน้ำอันเวิ้งว้างนี้มากน้อยเพียงใด
"ตำแหน่งนี้ ถ้าเทียบกับทวีปยั้นหวง น่าจะเป็นทะเลสาบว่านเต่า"
"ทะเลสาบว่านเต่า เป็นหนึ่งในทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดของแดนพันทะเลสาบ นึกไม่ถึงว่าจุดศูนย์กลางของเขตอาคมลายสวรรค์ จะอยู่ที่นี่"
หลี่เทียนมิ่งร่อนลงมาจากด้านบน ซ่อนตัวอยู่ในภูเขาข้างทะเลสาบว่านเต่า
ที่นี่เต็มไปด้วยไอพิษสีดำ การจะมองเห็นคนให้ชัดเจนนั้นยากมาก
"จะเป็นไปได้ไหมว่ามีคนอื่นมาถึงที่นี่แล้ว และกำลังซ่อนตัวอยู่?"
ไอพิษเวิ้งว้าง การจะหาคนย่อมไม่ง่าย เขาเดินวนรอบทะเลสาบว่านเต่า
เพื่อล่อให้คนปรากฏตัว หลี่เทียนมิ่งไม่รังเกียจที่จะทำเสียงดัง เดินวางก้ามไปมา
"เทียนมิ่ง"
หนึ่งชั่วยามต่อมา ภายในหุบเขาแห่งหนึ่ง มีคนเรียกชื่อเขา
หลี่เทียนมิ่งรีบพุ่งเข้าไป ที่แท้คือโม่หลิน เขาซ่อนตัวอยู่ข้างใน
ผ่านไปหนึ่งวัน ดูเหมือนอาการของเขาจะดีขึ้น
"สัตว์ประจำตัวเป็นอย่างไรบ้าง?"
"อาการทรงตัวแล้ว"
"ศิษย์พี่โม่หลินมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?"
"ข้าถูกเขตอาคมลายสวรรค์ม้วนตัวมาที่นี่ ได้ยินซิงเชว่กับเฉินเย่าบอกว่า ที่นี่อาจจะเป็นจุดศูนย์กลางสุดท้ายที่เขตอาคมลายสวรรค์จะหดตัวลง" โม่หลินกล่าว
"พวกเขาก็อยู่ด้วยเหรอ?" หลี่เทียนมิ่งมองเข้าไปข้างใน
เห็นเพียงภายในถ้ำแห่งหนึ่ง ซิงเชว่และเฉินฮ่าวสองคนก้มหน้า สีหน้าย่ำแย่ ไม่กล้าสบตากับหลี่เทียนมิ่ง
"ทั้งสองท่านเป็นอะไรไป?" โม่หลินถามอย่างแปลกใจ
เมื่อครู่พวกเขายังคุยกันดีๆ อยู่เลย
"สงสัยจะท้องผูก ผิดน้ำผิดอากาศมั้ง" หลี่เทียนมิ่งกล่าว เขาเดินเข้าไป แล้วถามว่า "ขอถามทั้งสามท่าน เคยเห็นองค์หญิงชิงบ้างหรือไม่?"
"ข้าไม่เห็น" โม่หลินตอบ
หลี่เทียนมิ่งหันไปมองทั้งสองคน พวกเขาก้มหน้าไม่อยากพูดจา
"ทั้งสองท่านเคยเห็นไหม?" โม่หลินดูออกว่าพวกเขามีเรื่องบาดหมางกัน จึงช่วยหลี่เทียนมิ่งถาม
"ไม่เห็น" ทั้งสองคนถึงได้ส่ายหน้า
โม่หลินรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ตามหลักแล้วสองคนนี้เหม็นขี้หน้าหลี่เทียนมิ่ง เวลานี้ไม่ควรจะรุมกินโต๊ะหรอกหรือ?
เขาเห็นว่าสองคนนี้มีอาการบาดเจ็บ และพอเห็นหลี่เทียนมิ่งก็รีบก้มหน้า หรือว่า?
เขากำลังคิดว่า หลี่เทียนมิ่งแข็งแกร่งขนาดนั้นแล้วหรือ?
แต่ดูไม่ออกเลยแฮะ
"ศิษย์พี่โม่หลิน ต่อจากนี้มีแผนอย่างไรบ้าง?" หลี่เทียนมิ่งถาม
"ไม่มี.. เยว่หลิงจีแข็งแกร่งเกินไป นางฆ่าคนไปแล้วห้าคน ไม่มีใครรับมือได้ เผลอๆ อาจจะมีคนตายด้วยน้ำมือนางมากกว่านี้"
"อีกอย่าง พวกเราต่างก็บาดเจ็บ ดังนั้นพวกเราเตรียมจะซ่อนตัวอยู่ที่นี่ รอจนกว่าศึกสัตว์อสูรเฉินยวนจะจบลง"
"เพราะขนาดเยว่หลิงจียังบอกว่า ศึกสัตว์อสูรเฉินยวนต้องฆ่าทุกคนให้ตาย ถ้าพวกเราอยากรอด ก็ออกไปไม่ได้อีกแล้ว"
ซิงเชว่ลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวว่า "เว้นเสียแต่สุดท้ายจำต้องสู้ตาย รองเจ้าวังเคยกล่าวไว้ มองอันดับหนึ่งให้เบาบาง มองชีวิตให้สำคัญ"
แม้พวกเขาจะยิ่งแค้นเคืองหลี่เทียนมิ่ง แต่ในเวลาเช่นนี้ ในฐานะศิษย์ของเขตสวรรค์ประเทศจู้เจ๋อ พวกเขาก็ไม่ถึงขั้นจะฆ่าฟันกันเอง
"เทียนมิ่ง เจ้าล่ะ?" โม่หลินถาม
"ข้าจะชิงอันดับหนึ่ง" หลี่เทียนมิ่งตอบ
"งั้นก็รอความตายเถอะ" เฉินฮ่าวแค่นเสียงหัวเราะเยาะ
"ยังอยากโดนซ้อมอีกหรือ?" หลี่เทียนมิ่งถาม
"ฮึ!" เขาแค่นเสียงเย็นชา แต่ไม่กล้าต่อปากต่อคำอีก
หลี่เทียนมิ่งเวลาซ้อมคน ไม่เคยไว้หน้าใคร
พวกเขาไม่กล้าโดนซ้อมต่อหน้าโม่หลินอีกรอบหรอก
"เจ้าเคยเอาชนะการร่วมมือของพวกเขาได้รึ?" โม่หลินตะลึงงัน
หลี่เทียนมิ่งยิ้มมุมปาก
"ร้ายกาจ แต่ว่า เยว่หลิงจีคนนี้ ผิดแผกจากสามัญสำนึก ถ้าเจ้าจะชิงชัย ก็ระวังตัวให้จงหนักเถอะ" โม่หลินกำชับ
"นอกจากนาง ยังมีคนอื่นที่เก่งกาจอีกไหม?" หลี่เทียนมิ่งถาม
"ไม่รู้สิ ข้าไม่ค่อยได้เจอคนของอีกสองประเทศ รู้สึกว่าคนน้อยเหลือเกิน หลายคน คงถูกฆ่าตายไปอย่างเงียบเชียบแล้วกระมัง" โม่หลินกล่าวด้วยความเสียดาย
ศึกสัตว์อสูรเฉินยวนในครั้งนี้ช่างโหดร้ายเหลือเกิน
พวกเขาเดิมทีคือเสาหลักของประเทศในอนาคต แต่ตอนนี้ หลายคนกลับต้องมาตายอย่างเงียบงันที่นี่ ไม่เหลือแม้แต่ศพ
ยิ่งเขาพูดแบบนี้ เจียงเฟยหลิงก็ยิ่งตึงเครียด
จนป่านนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวของเจียงชิงหลวน นางจะถูกฆ่าตายอย่างเงียบเชียบ ไร้สุ้มเสียง เหมือนจีฉางเหยียนหรือไม่ แม้แต่ศพก็ถูกเผาจนไม่เหลือ?
ภายในถ้ำ ตกอยู่ในความเงียบงัน
"พวกท่านอยู่ที่นี่เถอะ อย่าเดินเพ่นพ่านไปไหน ข้าจะออกไปตามหาองค์หญิงชิง" หลี่เทียนมิ่งกล่าว
"ศิษย์น้อง" โม่หลินตะโกนเรียก
"ศิษย์พี่มีอะไรจะสั่งเสียหรือ?"
"ถ้ามีความสามารถละก็ กู้หน้าให้ประเทศจู้เจ๋อของเราที" แววตาของโม่หลินลุกโชน
ถูกเยว่หลิงจีบดขยี้เช่นนี้ เขารู้สึกพ่ายแพ้และเจ็บใจ
"ไม่มีปัญหา"
เพราะเขาหลี่เทียนมิ่ง ไม่ใช่แค่ทำเพื่อตัวเอง แต่เพื่อท่านแม่เว่ยจิงด้วย
นี่คือโอกาสเดียวที่เว่ยเทียนซางมอบให้!
หากไม่ได้อันดับหนึ่ง เว่ยจิงก็จะหมดสิ้นความหวัง
อีกทั้ง หลี่เทียนมิ่งยังเคยให้สัญญาว่า หากครั้งนี้ล้มเหลว ชั่วชีวิตนี้จะไม่อ้อนวอนเว่ยเทียนซางอีก
เขาไม่มีทางถอย..
ขอเพียงเขาได้ที่หนึ่ง ก็จะสามารถทำลายฝันหวานที่จะได้ครองคู่เคียงหมอนของมู่ชิงชิงและหลินเซียวถิงให้พังทลาย!
แน่นอน ยังจะได้ก้าวไปสู่โลกที่กว้างใหญ่กว่า — วังเทพศักดิ์สิทธิ์!
วังเทพศักดิ์สิทธิ์เปรียบเสมือนสัตว์ยักษ์ ที่หมอบคลานอยู่บนทวีปยั้นหวง หลี่เทียนมิ่ง ยิ่งปรารถนาจะไปเยือนมากขึ้นเรื่อยๆ!
ยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัว! ..เขาเดินออกจากถ้ำ
"บางที ชิงเอ๋อร์อาจจะเหมือนกับพวกเขา เพราะอันตรายเกินไป เลยซ่อนตัวอยู่ในถ้ำสักแห่งรอบๆ ทะเลสาบว่านเต่านี่แหละ"
"บางที อาจจะมีคนอื่น ที่อยู่แถวๆ นี้เหมือนกัน"
หลี่เทียนมิ่งมองออกไปข้างนอก ดูเหมือนว่าความเร็วในการหดตัวของเขตอาคมลายสวรรค์จะเพิ่มขึ้น
เป็นไปได้ว่าภายในสองสามวัน มันจะหดตัวจนเหลือเพียงจุดเดียว!
เช่นนั้น เวลาที่แท้จริงของศึกสัตว์อสูรเฉินยวน อาจจะเหลือแค่สองวันแล้ว
สมรภูมิเฉินยวนไม่มีกลางคืน ที่นี่คือราตรีนิรันดร์!
ตะวันมาร แขวนอยู่อย่างน่าขนลุกบนท้องฟ้า ไม่ขยับเขยื้อน
เมื่อหลี่เทียนมิ่งออกมาจากถ้ำ เขาก็พลันมองเห็นสตรีผู้หนึ่ง ยืนอยู่บนเกาะกลางทะเลสาบว่านเต่า
ข้างกายของนาง มังกรชือเหมันต์วายุตนหนึ่ง กำลังขดตัวอยู่รอบกาย
เยว่หลิงจี มาถึงแล้ว!
นางปรากฏตัวอย่างเอิกเกริกเช่นนี้ที่ใจกลางทะเลสาบว่านเต่า ต้องการจะทำอะไรกันแน่?
-สองสิงห์:ผู้แปล- “‘หลี่เทียนมิ่งยิ้มมุมปาก’ / แค่นี้ผู้แปลก็ขำออกมาได้แล้ว นึกหน้าเทียนมิ่งออกเลย 5555”