เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 28 เพราะขี้เกียจใช้สมอง…….

บทที่ 28 เพราะขี้เกียจใช้สมอง…….

บทที่ 28 เพราะขี้เกียจใช้สมอง…….


บทที่ 28: เพราะขี้เกียจใช้สมอง…….

เมื่อได้ยินเสียงของเสี่ยวเจียว ฝีเท้าของหลี่ฉางอันก็หยุดลง เขาเอ่ยขึ้นอย่างสบายๆ “มีอันใดรึ?”

เสี่ยวเจียวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยเสียงเบา “พวกเราเพิ่งจะรู้จักกันวันนี้ มิใช่ญาติมิใช่สหาย เหตุใดคุณชายถึงได้ดีต่อเสี่ยวเจียวถึงเพียงนี้เจ้าคะ?”

จนถึงตอนนี้ เสี่ยวเจียวยังคงคิดไม่ตกเกี่ยวกับท่าทีของหลี่ฉางอัน

ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม แต่ไม่ว่าจะเป็นตอนที่คอยคีบอาหารให้นางระหว่างมื้ออาหาร

หรือการที่ยอมสละเวลาพาตนออกมาซื้อของมากมายถึงเพียงนี้….

ท่าทีที่ดีเกินไปจนผิดปกติเช่นนี้

ทำให้นางอดคิดไม่ได้ว่าหลี่ฉางอันมีเจตนาอื่นแอบแฝง

หลี่ฉางอันคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงตอบกลับไปราวกับเป็นเรื่องปกติ “ในเมื่อต่อไปจะต้องอยู่ด้วยกันแล้ว ก็ถือเป็นคนของข้า ย่อมต้องพบหน้ากันทุกวัน หากไม่ดีต่อเจ้า จะให้ข้าทำหน้ายักษ์ถมึงทึงใส่รึ?”

“การเป็นคนเลวมันเหนื่อยเกินไป ข้าไม่สนใจหรอก!”

เสี่ยวเจียวมองหลี่ฉางอันอย่างสงสัย น้ำเสียงเจือไปด้วยความไม่เข้าใจ “เป็นคนเลวเหนื่อยเกินไปหรือเจ้าคะ?”

หลี่ฉางอันเหลือบมองเสี่ยวเจียวแวบหนึ่ง แล้วจึงเอ่ย “มิใช่รึ? ต้องคอยเค้นสมองคิดแผนการทำร้ายผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา หากพลาดพลั้งเพียงแม้เพียงนิดก็อาจทั้งทำร้ายผู้อื่นกระทั่งตนเอง สุดท้ายก็ต้องมารับผลร้ายนั้นเสียเอง”

“มีเวลาคิดเรื่องพรรค์นั้น สู้ไปนอนอาบแดดอุ่นๆ กินของอร่อยๆ ที่เจ้าเด็กน้อยย้งยี้ทำไม่ดีกว่ารึ?”

“ทั้งยังสบายใจไร้กังวล หากเป็นเจ้าจะเลือกแบบไหนเล่า?”

แนวคิดเช่นนี้ของหลี่ฉางอัน เห็นได้ชัดว่าเสี่ยวเจียวเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก

ทว่าเมื่อลองไตร่ตรองดูอย่างละเอียด

นางกลับพบว่าคำพูดของหลี่ฉางอันมีเหตุผลอย่างน่าประหลาด

การจะทำร้ายผู้อื่น… หากคิดจะทำร้ายผู้ใด ย่อมต้องวางแผนการก่อน

การสิ้นเปลืองพลังสมองเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

เพียงแต่... แค่เพราะขี้เกียจใช้สมองเลยไม่ขอเป็นคนเลว….

เหตุผลนี้ ทำให้เสี่ยวเจียวรู้สึกจนคำพูดอยู่บ้าง

หลี่ฉางอันขยี้ศีรษะของเสี่ยวเจียวเบาๆ แล้วกล่าว “รอนานวันเข้าเจ้าจะรู้เอง อยู่กับข้า อยู่กับข้าที่นี่ เจ้าไม่จำเป็นต้องคิดอะไรให้มากมายขนาดนั้น ไม่ต้องมีสมองเลยก็ยังได้”

“ไม่ต้องมีสมอง...”

สีหน้าของเสี่ยวเจียวดูแปลกไปเล็กน้อย

ทว่า ไม่รู้ว่าเป็นเพราะน้ำเสียงของหลี่ฉางอันอ่อนโยนเกินไปหรือไม่…

หรืออาจเป็นเพราะความเกียจคร้านที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้น ทำให้คนรู้สึกอย่างน่าประหลาดว่าวิธีคิดของหลี่ฉางอันนั้นน่าสนใจเป็นพิเศษ

ทันใดนั้น ระหว่างการสนทนากับหลี่ฉางอัน

เสี่ยวเจียวกลับค่อยๆ รู้สึกว่าสายฝนที่โปรยปรายอยู่รอบๆ ไม่ได้หนาวเหน็บเหมือนเมื่อก่อนหน้านี้แล้ว

บรรยากาศเย็นเยียบจางหายไปอย่างน่าอัศจรรย์

ขณะที่หลี่ฉางอันและเสี่ยวเจียวกำลังเดินพลางสนทนาสัพเพเหระระหว่างทางกลับเรือนนั้นเอง…

เงาร่างหลายสายก็พลันปรากฏขึ้นที่นอกลานเรือนของหลี่ฉางอันอย่างเงียบเชียบ

ขณะที่เข้าไปใกล้ ชายผู้หนึ่งซึ่งสวมใส่ชุดศิษย์ของพรรคไผ่เขียวก็กดเสียงต่ำลงแล้วเอ่ย

“เจ้าแน่ใจนะว่าด้านในมีสตรีที่งดงามราวกับนางเซียนอยู่สองคน?”

สิ้นเสียงนั้น ชายวัยกลางคนอีกผู้หนึ่งซึ่งมีรอยฟกช้ำบนใบหน้า และมุมปากยังมีคราบเลือดติดอยู่ก็รีบตอบกลับ

“เรียนนายท่าน อยู่ข้างในนี้จริงๆ ขอรับ เมื่อหลายวันก่อนข้าน้อยเห็นกับตาตนเอง”

หากหลี่ฉางอันอยู่ที่นี่ เขาจะต้องจำได้อย่างแน่นอนว่าชายผู้มีบาดแผลบนใบหน้าผู้นี้ ก็คือช่างปูนที่เขาจ้างมาขุดบ่อน้ำพุร้อนเมื่อหลายวันก่อนนั่นเอง

เมื่อได้ฟังคำของช่างปูน ศิษย์พรรคไผ่เขียวอีกคนหนึ่งที่ดูหนุ่มกว่าเล็กน้อยก็แสดงสีหน้าดูแคลน

“พี่จ้าว ในเมืองฉางซานแห่งนี้มีสตรีงดงามคนใดบ้างที่พวกเราไม่รู้จัก? ย่านชานเมืองเช่นนี้จะไปมีสตรีที่งดงามปานนางเซียนได้อย่างไร?”

จ้าวไห่ที่เนื้อตัวคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นสุราแค่นเสียงเย็นชา “ถ้ามีก็ดีไป แต่ถ้าไม่มีล่ะก็... เดี๋ยวข้าจะเชือดเจ้าหมอนี่ทิ้งเสีย”

ขณะพูด จ้าวไห่พลันใช้ฝักดาบฟาดไปบนขาของช่างปูน ทำเอาช่างปูนร่างเซถลาเกือบล้มคะมำ

“มิกล้าขอรับ! ต่อให้ข้าน้อยกินใจหมีดีเสือมา ก็ไม่กล้าหลอกลวงพวกนายท่านแห่งพรรคไผ่เขียวหรอกขอรับ!”

จ้าวไห่แค่นเสียงอย่างเย็นชา “หากเจ้ารู้ความเช่นนี้ตั้งแต่ในโรงเตี๊ยม เจ้าก็คงไม่ต้องโดนซ้อมไปหนึ่งยกแล้ว”

ช่างปูนกล่าวขอขมาไม่หยุดปาก แต่ในใจกลับขมขื่นอย่างยิ่ง อยากจะตบหน้าตัวเองสักสองฉาด

ก่อนหน้านี้ขณะดื่มสุรากับสหายในโรงเตี๊ยม พอเมาได้ที่ ช่างปูนก็ปากพล่อยเล่าเรื่องที่ตนไปขุดบ่อน้ำพุร้อนให้หลี่ฉางอันเมื่อหลายวันก่อน

ไหนเลยจะรู้ว่าคนของพรรคไผ่เขียวสองสามคนที่โต๊ะข้างๆ ได้ยินเรื่องสตรีงามปานนางเซียนสองคนเข้า แล้วบังเกิดความสนใจขึ้นมาทันที

แล้วจึงได้เกิดเรื่องในตอนนี้ขึ้น

เมื่อคนถูกผลักมาจนถึงหน้าประตู มองประตูที่ปิดสนิท ช่างปูนก็อดทนต่อความเจ็บบนร่างกายแล้วยกมือขึ้นหมายจะเคาะประตู

ทว่าทันทีที่มือสัมผัสบานประตู ประตูกลับแง้มออกเป็นช่อง

เมื่อเห็นดังนั้น ดวงตาของจ้าวไห่ก็ทอประกาย

“โย่โฮ่ ยังไม่ได้ลงกลอนด้วยรึ?”

ว่าแล้วมันก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ก้าวไปผลักประตูให้เปิดออก แล้วลากช่างปูนพร้อมกับศิษย์ร่วมพรรคคนอื่นๆ หัวเราะร่าก้าวเดินเข้าไปในลานเรือน

และในชั่วพริบตาที่คนกลุ่มนั้นก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา เอี้ยง้วยซึ่งกำลังเล่นหมากล้อมอยู่กับอึ้งย้งในลานหลังบ้าน คิ้วเรียวดุจใบหลิวของนางก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย พลางเหลือบมองไปยังทิศลานหน้าบ้าน

ไม่กี่อึดใจต่อมา อึ้งย้งก็สัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวนางจึงหันขวับไปมองเช่นกัน

จากนั้น ในสายตาของสตรีทั้งสอง ก็ปรากฏเงาร่างหลายร่างที่บุกรุกเข้ามาในลานหลังบ้าน

จ้าวไห่และพวกพ้องที่เนื้อตัวเหม็นคลุ้งไปด้วยกลิ่นสุรา ทันทีที่ก้าวเข้ามาในลานหลังบ้านก็เห็นอึ้งย้งและเอี้ยง้วยซึ่งนั่งอยู่ใต้ชายคา

ภายใต้แสงเทียนนับร้อยเล่มที่ส่องสว่าง ใบหน้างดงามล่มเมืองของสตรีทั้งสองก็ประทับเข้าสู่ดวงตาของพวกมัน

ชั่วพริบตานั้น จ้าวไห่และพวกพ้องที่เมื่อครู่ยังเอะอะโวยวายก็พลันเงียบกริบลง

ทุกคนต่างจับจ้องไปยังสตรีทั้งสองใต้ชายคาเป็นตาเดียว

ในหัวอันกลวงโบ๋ของพวกมัน ในยามนี้กลับหาคำใดมาบรรยายความงามของสตรีทั้งสองไม่ได้เลยแม้แต่คำเดียว

เมื่อได้สติกลับคืนมา จ้าวไห่และศิษย์พรรคไผ่เขียวอีกสองสามคนก็สบตากัน

ต่างก็สามารถสัมผัสได้ถึงความตกตะลึงระคนยินดีอย่างบ้าคลั่งในแววตาของอีกฝ่าย

โดยเฉพาะจ้าวไห่ ในดวงตาของมันยิ่งฉายแววตื่นเต้นอย่างสุดขีด

ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงไม่หยุด

อีกด้านหนึ่ง เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของจ้าวไห่และคนอื่นๆ คิ้วของเอี้ยง้วยก็ขมวดเข้าหากันแน่น จิตสังหารพลันผุดขึ้นในใจ

ส่วนอึ้งย้งที่อยู่ข้างๆ สายตาของนางกวาดมองร่างของศิษย์พรรคไผ่เขียวกลุ่มนั้น แล้วสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่ช่างปูนซึ่งถูกจ้าวไห่ลากตัวมา

ดวงตาของนางกลอกไปมาครู่หนึ่ง บนใบหน้าก็ปรากฏแววเข้าใจในทันที

จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง “ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงเมืองเล็กๆ ความสงบเรียบร้อยช่างวุ่นวายนัก พรรคเล็กๆ นอกสารบบพรรคหนึ่งก็ยังกล้าโอหังถึงเพียงนี้”

แล้วอึ้งย้งก็หันไปมองเอี้ยง้วย พลางเอ่ยถาม “แขกที่ไม่ได้รับเชิญมาเยือนถึงประตู ทั้งยังเจตนาพุ่งเป้ามาที่พวกเรา พี่สาวเล้ง ท่านคิดว่าควรจะจัดการอย่างไรดีเจ้าคะ?”

เอี้ยง้วยค่อยๆ ละสายตากลับมา กล่าวขึ้นอย่างเย็นชา “ฆ่าให้หมดเสีย!”

น้ำเสียงคมกริบดุจใบมีด ภายใต้ความเรียบเฉยกลับแฝงไว้ด้วยไอสังหารเย็นเยียบจนทำให้ผู้คนหนาวสะท้านขนหัวลุก

จบบทที่ บทที่ 28 เพราะขี้เกียจใช้สมอง…….

คัดลอกลิงก์แล้ว